Druw 023 เมื่อชายผู้นั้นกลับมา
วันนี้ที่โรงอาหารของหอเซาท์ช่างเงียบสงบอย่างผิดปกติ ไม่มีใครกล้าพูดคุยหรือทำอะไรให้เกิดเสียงดัง ฟรองเซ่มองภาพที่ผิดปกตินี้แล้วก็รู้สึกสงสัย นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันล่ะนี่? หรือจะมีใครตายแล้วเ้าพวกนี้ก็กำลังเงียบเพื่อเป็การไว้อาลัยให้แก่คนคนนั้น? (โถ พ่อคุณ คิดไปได้!)
มือหนาของใครสักคนวางน้ำหนักไว้บนไหล่อย่างสนิทสนม ฟรองเซ่เหลือบมองเ้าของมือก็เห็นโคเรลส่งยิ้มแฉ่งรับอรุณมาให้โดยมีเพลยืนอยู่ข้างหลังดังเช่นทุกที ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ทักฟรองเซ่เสียงใส
“ว่าอย่างไร มายืนเหม่ออะไรอยู่ตรงนี้”
หากเป็ปกติโคเรลคงไม่เป็ฝ่ายมาทักฟรองเซ่เองเช่นนี้...ก็บรรยากาศที่คุณชายนี่แผ่ออกมาน่ากลัวน้อยที่ไหน? แต่หลังจากการที่ได้ออกเดินทางร่วมกันทำให้เขาพอจะรู้ได้ว่าฟรองเซ่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่พวกเขาคิดเอาไว้ตอนแรก ดังนั้นเขาจึงมีความกล้าทำตัวสนิทสนมกับฟรองเซ่ราวกับว่ารู้จักกันมาได้เป็ปี
“เ้าพวกนี้...” สายตาของฟรองเซ่กวาดมองไปยังเพื่อนร่วมหอทั้งหลายที่ยังคงเงียบอยู่เช่นเคย โคเรลร้องอ๋อและพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ที่วันนี้เ้าพวกนี้มันเงียบ...ก็เพราะว่าชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในหอเซาท์จะกลับมาวันนี้น่ะสิ!”
“แข็งแกร่งที่สุด?” ฟรองเซ่ทวนคำอย่างไม่แน่ใจ ก็เขาไม่เคยได้ยินอะไรทำนองนี้เลยนี่นา...
“เขาเป็อดีตหัวหน้าสายพิเศษ E รุ่นที่แล้วน่ะ ก่อนที่เขาจะออกไปทำภารกิจนอกอาณาจักรก็ได้มอบตำแหน่งหัวหน้าสายให้โคเรลรับ่ต่อ” เพลอธิบายพร้อมกับเดินออกมาจากหลังของโคเรล "เขาชื่อชาเอล เอดารอส เป็พี่ชายแท้ๆ ของซาเมล เอดารอส เป็คนจริงจังต่างจากน้องชายสุดๆ แต่กลับมีสายตาเ้าเล่ห์เพราะเป็พันธุกรรมของคนตระกูลนี้"
"..." ฟรองเซ่พูดไม่ออก คนแบบนั้นมีพี่ชายด้วยรึ? เป็คนที่แข็งแกร่งที่สุดในหอเซาท์? ฟรองเซ่เข้าใจแล้วว่าทำไมชายคนนั้นถึงไม่โดนใครเก็บไปเสียที ที่แท้ก็มีพี่ชายปกป้องนี่เอง
“แล้ว...าแ...เป็อย่างไรบ้าง”
“ก็ดี...แต่ทุกเย็นก็ยังต้องไปที่ศาสนจักรอยู่” ฟรองเซ่ตอบตามความจริง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้สึกเจ็บแผลและเกือบหายแล้ว แต่ชาโดว์ก็สั่งให้เขาต้องไปรักษาที่นั่นทุกเย็นเพื่อดูว่าแผลจะกลายเป็ตราบาปหรือไม่ และนั่นก็เป็เวลาเดียวที่เขาจะได้เจอกับดรูว์ นั่นก็เพราะดรูว์ถูกกักบริเวณให้อยู่ที่ศาสนจักรเป็บทลงโทษและเพื่อรักษาแผลที่หลังที่ปริแตกออกมาแทบจะทุกครั้งที่ขยับตัว
เมื่อนึกไปถึงาแที่หลังนั่นฟรองเซ่ก็รู้สึกเสียววูบ...ดรูว์ไม่รู้สึกอะไรกับมันเลยจริงๆ น่ะหรือ?
“ป่านนี้เ้าตัวเล็กไม่คลั่งตายไปแล้วหรือ” โคเรลพูดขึ้นขณะที่พวกเขาเดินไปนั่งที่ประจำ เขายังจำได้ดีว่านอกจากดรูว์จะไม่นับถือพระเ้าแล้วยังเกลียดมากๆ อีกด้วย คราวก่อนก็ทำลายกำแพงกับพื้นที่บางส่วนของศาสนจักรไปเป็แถบๆ แล้วคราวนี้ไม่อาละวาดเลยหรือ?
“...ก็เห็นว่านอนสอนง่ายดี” ฟรองเซ่ตอบตามความจริง เขายอมรับเลยว่าตอนแรกที่รู้เื่นี้เขาใไม่น้อยที่เห็นดรูว์ยอมทำตามคำสั่งของชาโดว์ง่ายๆ ทั้งๆ ที่ไม่ชอบทำตามคำสั่งของคนอื่น
โคเรลกับเพลนิ่งค้าง...ว่านอนสอนง่าย!? เ้าเด็กนั่นน่ะนะ! พวกเขาล่ะนึกภาพนั้นไม่ออกเลย สองคู่หูมองฟรองเซ่สั่งมื้อเช้ามากินด้วยท่าทางปกติก่อนที่จะมองหน้ากัน
ว่านอนสอนง่าย? ท่าทางของดรูว์จะเป็แบบไหนกันนะ?
เสียงท่อนไม้ตกกระทบพื้นดังขึ้นติดต่อกันเป็ระยะที่เริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ ภายในลานดินที่มีหญ้าประปรายด้านหลังโบสถ์มีตอไม้ที่เอาไว้ใช้รองผ่าฝืนตั้งอยู่มากมาย หากแต่ตอนนี้มันกลับไม่เป็ประโยชน์อะไรเลยสักนิดนอกจากมีเอาไว้ใช้วางท่อนไม้ที่จะมาตัดเป็ฟืนเอาไว้จนเต็ม ท่อนไม้เ่าั้แตกออกเป็สองท่อนราวกับมีคนเอาขวานมาผ่าทั้งที่ความจริงนั้นมีเพียงแค่ร่างเล็กในชุดสีขาวนั่งหลับตาขัดสมาธิอยู่กลางวงล้อมเท่านั้น
เมื่อท่อนไม้ท่อนสุดท้ายแตกออกเป็สองท่อน เ้าของร่างเล็กที่นั่งอยู่นานก็ลืมตาขึ้นมาแล้วถอนหายใจ หญิงสาวในชุดแม่ชีสีดำที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ปรบมือชื่นชมอีกฝ่าย ในใจอดนึกหวั่นเกรงเ้าตัวเล็กที่กำลังลุกขึ้นยืนคนนั้นไม่ได้
มิไรปราดตามองท่อนฟืนที่ถูกผ่าออกเป็สองท่อนด้วยพลังจิตของคนเพียงแค่คนเดียวด้วยแววตาชื่นชมจากใจ
ท่อนฟืนแต่ละท่อนถูกจิตที่คมยิ่งกว่าศัตราวุธใดๆ ตัดออกในขนาดที่เท่ากันทุกท่อนในเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที ในปริมาณที่เยอะขนาดนี้ต่อให้ช่างตัดฟืนมืออาชีพมาตัดเองก็คงต้องใช้เวลาอย่างต่ำสามชั่วโมงกว่า หรือแม้แต่แม่ทัพใหญ่ที่มีจิตอันกล้าแข็งแกร่งเช่นไรก็ต้องใช้เวลาอย่างต่ำสักครึ่งวัน แต่เด็กคนนี้...ดวงตาสีอเมทิสต์จ้องมองไปยังเด็กสาวที่กำลังปัดเสื้อสีขาวตัวยาวซึ่งเป็เสื้อนอนของเ้าตัวอยู่ เส้นผมสีน้ำตาลแดงยาวยุ่งเหยิงที่ถูกรวบด้วยผ้าผูกผมสีดำ รูปร่างท่าทางภายนอกก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากเด็กสาวธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่มีอะไรผิดปกติเลยเลยสักนิด ไม่สิ ตอนนี้ดูเหมือนหนุ่มน้อยมากกว่าสาวน้อยเสียอีก
‘ตัวตนของดารูวาร์คือปีศาจร้ายผู้เด็ดขาด อย่าได้ประมาทเพียงเพราะดรูว์ออกมาภายนอกเด็ดขาด’
คำพูดของชาโดว์ในตอนที่เขาได้มอบหน้าที่ดูแลดารูวาร์ให้เธอดังก้องขึ้นในหัว ทุกครั้งที่มิไรถามเื่ดารูวาร์จากชาโดว์เธอก็มักจะเห็นอดีตาาัทมิฬผู้นั้นทำหน้าเศร้าอย่างคนรู้สึกผิด หากแต่ดวงตาสีแดงเืนั้นกลับทอประกายหวาดหวั่นอย่างชัดเจน
อีกสิ่งที่มิไรแน่ใจก็คือชาโดว์ไม่อาจปฏิเสธคำขอของดารูวาร์ได้ แม้คำขอนั้นจะเป็ไปได้ยากเพียงไหนก็ตาม ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดชาโดว์จึงไม่มีทีท่าว่าจะปฏิเสธ
เพราะกลัว? หรือรู้สึกผิด?
“มิไร...ข้าหิวแล้ว”
มิไรชะงักเมื่อดรูว์มายืนอยู่ตรงหน้าเธอโดยที่เธอไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด เ้าตัวเล็กทำตาใสราวกับเด็กเล็ก...วิธีการเดิมๆ ที่ขอให้เธอทำอาหารให้กินเวลาหิวหรือฝึกฝน่เช้าเสร็จ!
ดวงตาสีอเมทิสต์เหลือบมองเงาที่เคลื่อนตัวใกล้จะอยู่ใต้ฝ่าเท้าทั้งหมดก็รู้ว่าเวลาในตอนนี้ใกล้จะเที่ยงวันแล้ว ดรูว์ยังไม่ได้กินมื้อเช้าเพราะถูกปลุกให้มาฝึกวิชาั้แ่ตะวันยังไม่ขึ้น ส่วนเธอน่ะหรือ...เรียบวุธไปนานแล้ว แต่พอเ้าตัวเล็กพูดถึงอาหาร รอยยิ้มเ้าเล่ห์ก็ผุดขึ้นที่ริมฝีปากของแม่ชีสาวชุดดำ ทำเอาดรูว์ถอยหลังกรูดไปหลบอยู่ที่มุมกำแพงอย่างไม่ไว้วางใจอีกฝ่าย
อะไรกันล่ะนั่น ท่าทางแบบนั้น...ไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด... ดรูว์มองแม่ชีสาวอย่างหวาดๆ สัญชาตญาณร้องเตือนว่าให้หนีผู้หญิงคนนี้ไปไกลๆ แต่...เธอหิวแล้วนี่!
“เมื่อครู่เ้าบอกว่าหิวสินะ”
ดรูว์พยักหน้ารัวเร็ว มิไรมองอากัปกิริยาตื่นกลัว (?) ของอีกฝ่ายแล้วรอยยิ้มของเธอก็ยิ่งเ้าเล่ห์มากยิ่งขึ้น ทำเอาดรูว์รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ลางสังหรณ์อันแม่นยำของเธอกำลังกรีดร้องว่าความซวยมาเยือนเธอแล้ว!!
“ถ้าเ้าหิว...ก็ทำอาหารกินเองสิ ฟืนก็มีแล้ว อุปกรณ์ก็อยู่ในครัว เชิญเ้าใช้ได้ตามสบาย”
ได้ยินอย่างนั้นดรูว์ก็แทบอยากจะร้องไห้ ก็เธอทำอาหารเป็ที่ไหนกันล่ะ! ไอ้ที่เธอทำได้ก็มีแค่...ทันใดนั้นสมองที่ไม่เคยหยุดนิ่งของเ้าตัวเล็กก็ระลึกไปถึงอาหารชนิดหนึ่งที่ทำให้เธอมีชีวิตรอดมาจนถึงปัจจุบันนี้...
ดรูว์ยอมเดินเข้าไปในครัวเสียแต่โดยดีโดยไม่มีคำแย้งใดๆ มิราอิมองตามหลังอย่างแปลกใจ ทำไมเด็กคนนั้นถึงได้นิ่งเงียบขนาดนั้น? ปกติต้องโวยวายสักนิดสิ! ประโยคเดียวที่เด็กคนนั้นชอบงอแงใส่เธอทุกวันก็คือ 'ข้าทำอาหารไม่เป็!'
แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่พูดออกมาล่ะ? มิไรลอบถอนหายใจด้วยความเสียดาย ท่าทางเช่นนั้นของดรูว์น่ารักไม่หยอก...ถ้าพูดสักนิด เธอจะรีบเข้าครัวจัดชุดพิเศษให้เลย!
ทางด้านดรูว์นั้นถูกความหลงไหลและความคิดถึงที่มีต่ออาหารกึ่งสำเร็จรูปเข้าครอบงำจนลืมแม่ชีสาวไปแล้ว เมื่อเธอเดินเข้ามาในครัวดรูว์ก็ตรงดิ่งไปที่เตา โยนท่อนฟืนที่ถูกผ่าเอาไว้เรียบร้อยแล้วเข้าไปในเตาก่อนจะจุดไฟตามเข้าไปด้วยใบหน้านิ่งเฉย แล้วหยิบของที่จำเป็ออกมาจากผ้าคลุมแห่งความว่างเปล่า ด้วยกรรมวิธีการทำที่หากให้คนอื่นเข้ามาเห็นคงจะถอยหลังหนีทำให้ดรูว์ได้อาหารกึ่งสำเร็จรูปที่ปรุงสุกเสร็จเรียบร้อยแล้วมาหนึ่งหม้อใหญ่ รอยยิ้มที่ไม่อาจคาดเดาความรู้สึกของเ้าตัวในตอนนี้ได้ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของดรูว์อีกครั้ง
“นี่ข้าลืมอาหารช่วยชีวิตของข้าไปได้อย่างไร ให้ตายสิ ถึงว่าทำไมพักนี้ข้าถึงได้รู้สึกแปลกๆ ที่แท้ก็ไม่ได้กินมันมานานแล้วนี่เอง”
มิไรคงจะยังไม่รู้...ว่าสิ่งที่เธอทำในครั้งนี้นั้นนับว่าเป็เื่ที่ผิดพลาดอย่างมหันต์!
สมาชิกทุกคนในหอเซาท์...ยกเว้นดรูว์กับฟรองเซ่ พวกเขาต่างมายืนต้อนรับการกลับมาของชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในหอเซาท์ที่หน้าประตูทางเข้าของหอ ทุกคนต่างยืนรอด้วยใบหน้าเรียบเฉย ลุ้นระทึก (?) และหวั่นเกรง แต่ก็คงจะมีเพียงแค่ซาเมลที่ยิ้มแย้มเบิกบานอย่างอารมณ์ดีตลอดเวลาที่รอคอย รอยยิ้มที่ทำให้คนมองต่างก็ร้องว่า 'แย่แล้ว!' ด้วยความหวาดระแวง
คราวนี้ใครจะเป็ผู้น่าสงสารให้ชายคนนี้แกล้งกัน?
เมื่อรถเทียมม้าวิ่งมาจอดตรงหน้าของพวกเขา ประตูของที่นั่งผู้โดยสารก็ถูกเปิดออกจากคนที่นั่งอยู่ข้างใน ร่างสูงใหญ่ที่ทั้งแข็งแกร่งและองอาจก้าวลงมาจากเกวียน เหล่าสมาชิกหอเซาท์ต่างค้อมหัวทำความเคารพให้กลับชายผู้นั้น
“ยินดีต้อนรับกลับมาครับ ท่านชาเอล!!!”
“ข้าคิดถึงท่านจัง” ซาเมลเดินเข้าไปกอดทักทายผู้มาใหม่อย่างสนิทสนม ดวงตาสีนิลแลดูเ้าเล่ห์ก้มมองซาเมลแล้วกอดตอบ
“หวังว่าใน่ที่ข้าไม่อยู่...เ้าคงไม่ได้แกล้งใครในหอไปนะ” ชาเอลถามอย่างรู้ทัน มาอ้อนเขาเหมือนตอนเด็กๆ แบบนี้ ไปแกล้งใครมาแน่นอน!
“แหม~ มันจะไปมีเื่แบบนั้นได้อย่างไรกันล่ะ ท่านพี่ไม่เชื่อใจข้าหรือ” ซาเมลกระเง้ากระงอด ทำหน้าน้อยใจใส่พี่ชายตัวเองสุดฤทธิ์ เหล่าสมาชิกหอต่างก็กรอกตามองบนเมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของหัวหน้าหอ
โกหก! ก็เห็นอยู่ว่าเ้าแกล้งเ้าตัวเล็กอยู่ (เกือบ) ทุกวัน!! ทุกคนต่างแย้งอยู่ในใจหากแต่ก็ไม่มีใครกล้าส่งเสียงออกมา โชคดีที่เ้าทุกข์อย่างดรูว์ไม่ได้อยู่ที่นี่ในตอนนี้จึงไม่มีใครกล้าคัดค้านอะไรขึ้นมา
“ท่านพี่?” ฟรองเซ่ที่ยืนห่างไกลออกไปและไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนทวนคำอย่างสงสัย ดวงตาสีน้ำตาลแดงมองตามสองพี่น้องที่เดินลับสายตาเข้าไปในหอ ชายคนนั้นก็พูดแบบนั้นได้ด้วยรึ? เพลที่เดินกลับเข้ามาแล้วได้ยินพอดีจึงตอบข้อสงสัยของชายหนุ่มให้
“ข้าได้ยินมาว่าสองคนนั้นถูกราชองครักษ์ส่วนตัวขององค์าาเก็บมาเลี้ยงน่ะ หลังจากนั้นก็โตมาด้วยกันกับองค์ชายทั้งสองและองค์หญิง ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่เคยเจอองค์ขายสาม”
ฟรองเซ่มุมปากกระตุกก่อนพยักหน้ารับรู้...โตมากับสามคนนั้นรึ? ฟรองเซ่รู้แล้วว่าชายคนนั้นติดนิสัยขี้แกล้งมาจากองค์ราชินี!
“พี่ได้ยินมาว่าใน่ที่พี่ไม่อยู่...ได้มีคนที่แข็งแกร่งท่าสุดในบรรดาทหารฝึกหัดโผล่ขึ้น” หลังจากที่อยู่ด้วยกันสองคนชาเอลก็เริ่มพูดขึ้น ซาเมลยิ้มกับคำพูดนั้น
ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน พี่ชายของเขาก็ยังบ้าการต่อสู้กับคนแข็งแกร่งไม่เปลี่ยน เขาซื่อตรงเกินไปจนน่าเป็ห่วง ท่านพ่อบุญธรรมของพวกเขาจากไปได้ห้าปีแล้ว ซูเวลที่เป็ลูกชายแท้ๆ กลับไม่ยอมสืบทอดตำแหน่ง ตัวเองโยนหน้าที่ให้ชาเอลแล้วก็ไปเป็หัวหน้าหอเวสต์แทน!
คิดบ้างหรือไม่ว่าพี่ชายเขารับตำแหน่งนี้แล้วจะน่าเป็ห่วงขนาดไหน?
"ก็เ้าหนูของพวกเราที่ท่านพี่ส่งท่านชาโดว์มาคอยดูแล 'เป็พิเศษ' นั่นแหละ"
เพราะคนอื่นสอนดรูว์แล้วเด็กนั่นแทบจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเลย ฝึกต่อสู้ก็ทำไม่ได้ ชาเอลเคยได้ยินว่าดรูว์ถูกัแสงข้างตัวเลี้ยงมาก็พอจะเข้าใจว่าคนธรรมดาคงไม่อาจสอนเด็กคนนั้นได้อีกแล้ว ระหว่างที่ทำภารกิจนอกอาณาจักรเขาจึงสอดส่องหา 'ั' จริงๆ มาคอยดูแล แต่ก็ไม่คิดว่าจะเจอได้ง่ายๆ เช่นนี้
...แถมยังเป็พรตมารอีกด้วย...
"ดรูว์?" ชาเอลเลิกคิ้ว แต่พอคิดไปคิดมา เขาก็คิดว่ามันสมเหตุสมผล เพราะไม่อย่างนั้นน้องชายคนนี้ของเขาก็คงไม่สนใจ
"ข้าทดสอบเด็กคนนั้นแล้ว ผ่านเกณฑ์ทุกย่างเลย! หากไม่ติดว่าเป็เด็กผู้ชาย ข้าต้องจัดขบวนสู่ขออย่างยิ่งใหญ่ให้องค์รัชทายาทแน่!"
ชาเอลชะงัก คิ้วกระตุก มุมปากบิดขึ้น เขาเหลือบมองน้องชายที่ยังคงแสดงท่าทางตื่นเต้นจนปิดไม่มิด เป็ท่าทางที่หาได้ยากยิ่งสำหรับคนเก็บความรู้สึกมิดชิดอย่างซาเมล
ดูท่าซาเมลจะชอบเด็กคนนั้นจริงๆ
เขาเคยได้ยินมาว่าซาเมลไม่เคยลงโทษเด็กคนนั้นที่บางครั้งก็ทำผิดกฏของหอเลยสักครั้ง ซึ่งหากเป็เขาก็คงไม่ทำ ถูกัเลี้ยงมาแบบนั้นจะเข้าใจกฏของมนุษย์ทั้งหมดเลยได้อย่างไร? ชาเอลรู้สึกว่าเด็กคนนั้นน่าสงสารด้วยซ้ำไป
หากพ่อแม่้า เหตุใดจึงถูกัเลี้ยง ให้ความรักราวกับลูกในไส้เช่นนั้น?
"แล้วก็นะท่านพี่ ตอนที่ท่านไม่อยู่ องค์ชายสามคนนั้นเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว"
ชาเอลมองน้องชายตนด้วยใบหน้าตื่นตะลึงราวกับว่าได้ยินเื่ที่ไม่น่าเชื่อเข้า
มันเป็เื่ที่ไม่น่าเชื่อจริงๆ พวกเขาอยู่ที่นี่มาเก้าปี แต่องค์ชายลำดับสามกลับเก็บตัวเงียบ ไม่เคยออกมายังโลกภายนอกสวนต้องห้ามนั่นเลยสักครั้ง
"ท่านทำอะไร" ชาเอลสนใจมาก ถึงขนาดที่ทำให้องค์ชายคนนั้นเคลื่อนไกวได้ จะต้องไม่ธรรมดาแน่
"ข้ารับใช้ในเรือนต้องห้ามถือถาดกำมะหยี่สีแดงไปยังห้องขององค์าา ในนั้นคือใบประกาศโทษที่องค์ชายสามเขียนขึ้นด้วยตัวเอง"
"ใครโดน?" อดีตหัวหน้าสายพิเศษ E สงสัย ใครกันช่างวอนหาเื่ หาเื่องค์รัชทายาทก็แค่โดนลดขั้น แต่หาเื่องค์ชายลำดับสามคือการหาความไม่สงบในการทำงานที่นี่ไปตลอดชีวิต
"ลูกชายเพียงคนเดียวของเสนาธิการกรมทหาร ไรเซอร์ ลาเปน กับแพทย์หลวงฝึกหัด รินกะ มิลเลต สองคนนี้มีจุดร่วมคือมาจากอาณาจักรควาเซ และ...มีเื่กับเ้าหนูของพวกเรา"
ชาเอลนิ่ง องค์ชายลำดับสามชอบดรูว์อย่างนั้นหรือ? ว่าแต่...
"สองคนนั้นโดนโทษอะไร" หากได้รู้ก็คงจะสามารถเดาทางขององค์ชายคนผู้นี้ได้
"ิองค์าาบอกว่าองค์ชายเกลียดเลยไม่อยากเห็นหน้า ภายในสองปีหากสองคนนั้นเข้ามาในอาณาเขตหอเซาท์ จะต้องถูกเฆี่ยนด้วยแส้เถาวัลย์พิษหนึ่งร้อยครั้ง เมื่อหลายวันก่อนสองคนนั้นมาที่นี่ โดนลงโทษไปเรียบร้อย แม้รินกะจะมากับองค์หญิงก็ไม่รอดไปจากทัณฑ์นี้"
"องค์ชายสามอยู่หอเซาท์!?" ทว่าชาเอลกลับสนใจข้อความนี้มากกว่า
ไม่อยากเห็นหน้าเลยไม่ให้มาหอเซาท์ นั่นไม่ได้หมายความว่าองค์ชายคนนั้นเป็ทหารอยู่ในหอเซาท์รึ
"ิองค์ชายสามอยู่ที่นี่จริง แต่องค์าาไม่บอกว่ามาั้แ่เมื่อไหร่...ท่านพี่ ท่านเองก็นึกถึงคนคนหนึ่งอยู่เหมือนกันใช่หรือไม่?"
"ฟรองเซ่ ในหอเซาท์ข้านึกถึงใครไม่ออกนอกจากฟรองเซ่"
"องค์หญิงชาล็อตเรียกเขาว่าท่านพี่"
ยิ่งได้ยินดังนั้นชาเอลก็ยิ่งแน่ใจ ทว่าเื่นี้ไม่มีหลักฐาน พวกเขาพูดอะไรไม่ได้ และไม่กล้ายืนยันถึงตัวตนขององค์ชายผู้นั้นด้วย ดังนั้นชาเอลจึงเปลี่ยนเื่
"ท่านชาโดว์อยู่ที่นี่สบายดีหรือไม่" อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็ั กฏระเบียบที่นี่คงทำให้อีกฝ่ายไม่สะดวกนัก
"สบายดี แถมยังขอวัตถุดิบทำอาหารไปตั้งเยอะ ก็นะ เขาเป็ันี่นา" ซาเมลหัวเราะ
"นั่นสิ เ้าหนูกับไดรกอนเองก็กินจุเหมือนกัน" ก่อนที่ชาเอลจะออกไปนอกอาณาจักร เ้าหนูกินจุทุกมื้อจนแทบจะเรียกว่าปล้นโรงอาหาร
ซาเมลหัวเราะค้าง "จะว่าไป ร่างแปลงมนุษย์ของไดรกอนเหมือนเ้าหนูมาก"
"องค์ชายสองส่งจดหมายเล่าให้พี่ฟังแล้ว"
สองคนที่แกล้งหลงทางแล้วขอให้ไดรกอนพาไปส่งที่ส่วนกลางวันนั้นคือรัขทายาทและองค์ชายลำดับสองนั่นเอง
"...หากไม่ใช่ว่าเ้าหนูนั่นเคยบอกว่าพ่อแม่เป็มนุษย์ ข้าเชื่อไปแล้วว่าไดรกอนคือพ่อแท้ๆ ของเ้าหนู หวงอย่างกับลูก"
"พี่เชื่อไปแล้ว"
"..."
ภายในศาลาทรงสูงสีขาวสำหรับพักผ่อนที่ตั้งอยู่ในสวนพักข้างๆ โบสถ์ เก้าอี้สามตัวถูกจับจองโดยพรตมารหนุ่มที่ผันตัวมาเป็บาทหลวง (ชั่วคราว) แม่ชีชุดดำ และแม่ชีขาวมาเรีย ส่วนบนโต๊ะก็มีร่างเล็กๆ ของัแสงไดรกอนนั่งจิบชาอยู่ด้วยท่าทางอันสงบ เวลา่บ่ายที่มีเพียงแสงแดดไม่แรงนักส่องลงมาผ่านเงาของต้นไม้ใหญ่ช่างเหมาะสำหรับการพักผ่อนเสียจริง ไดรกอนวางถ้วยชาของตนลงบนที่รองก่อนจะพูดขึ้น
“การฝึกดรูว์คืบหน้าไปถึงไหนแล้วล่ะมิไร”
แม่ชีชุดดำเผยยิ้มเพียงเล็กน้อย
“ก็ดี...มาก แต่ที่ข้าไม่เข้าใจเลยก็คือฝีมือของดรูว์สูงขึ้นอย่างรวดเร็วต่างจากคนปกติที่จะค่อยๆ เติบโต ยิ่ง่ของการฝึกจิต...ดูเหมือนว่าเื่จิตของดรูว์นี่จะแข็งแกร่งขึ้นเร็วกว่าการฝึกกำลังและพลังในร่าง มากกว่าชาโชว์เสียอีก”
“...ก็ไม่แปลก” ชาโดว์พูดขึ้นหลังจากที่ฟังรายงานของมิไรจบ ดวงตาสีแดงเืจ้องมองถ้วยชาที่อยู่ในมืออย่างเหม่อลอย “...ที่จิตเด็กของเด็กคนนั้นจะแข็งแกร่งกว่าจิตของข้า”
“ดรูว์ ลาเบียร์...เด็กคนนั้นเป็ใครกันแน่ จากที่ข้าลองสังเกตดู ดูเหมือนว่านางจะมีตัวตนที่อยู่ในร่างถึงสามคน”
“ตัวตน? หมายถึงบุคลิกน่ะหรือ?” มาเรียเอียงคอกับคำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ทำนองนั้น แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็แบบนี้...” ชาโดว์ปรายตามองไดรกอน “ถามไดรกอนจะดีกว่า”
คราวนี้สองสาวเลยพากันหันขวับไปทางไดรกอน หากแต่ัแสงจ้องกลับด้วยแววตาดุๆ เป็เชิงห้ามถามเสียนี่ ชาโดว์เห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจออกมา ไม่ว่าเมื่อไหร่ไดรกอนก็หวงและห่วงเด็กคนนั้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็ตัวตนไหนก็ตาม ซึ่งเขาเองก็พอจะเข้าใจเพราะครั้งหนึ่งเมื่อพันกว่าปีก่อนเขาก็มีสหายัตนหนึ่งที่มีนักรบัเป็คู่หู เขารู้ดีว่าความรู้สึกเป็ห่วงในความปลอดภัยของคู่หูนั้นเป็อย่างไร ยิ่งตัวตนที่แท้จริงของดารูวาร์เป็ถึง ‘สิ่งนั้น’ ด้วยแล้ว...ถ้ามีคนรู้เื่นี้เข้า เด็กคนนั้นก็ยิ่งจะเป็อันตรายมากขึ้น
หรือไม่...ความสัมพันธ์ของดรูว์และคนรอบข้างก็อาจจะเปลี่ยนไป ซึ่งถ้าเป็เช่นนั้นจริงดรูว์ต้องไม่ชอบใจแน่
“แล้วเื่อารมณ์ล่ะ” ไดรกอนเปลี่ยนเื่ สองสาวจึงทำได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เมื่อครู่เกือบจะได้ตั๋วฟรีลงนรกแล้วไหมล่ะ!
“ดูเหมือนว่าจะเป็ธรรมชาติมากขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่แสดงออกมาตามสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อน”
ประกายในดวงตาสีฟ้าเข้มของคนถามอ่อนลง “อย่างนั้นหรือ...”
“แล้วาแล่ะ” ชาโดว์ถามขึ้นบ้าง
“สมานกันดีแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่หาย แต่อย่างน้อยแผลก็แห้ง” มาเรียที่เป็คนเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ดรูว์ทุกวันนับั้แ่ที่ดรูว์มาอยู่ที่นี่พูดขึ้น และนั่นก็ทำให้เธอได้รู้ว่าดรูว์เป็ผู้หญิง ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนลอบมองมิไร
มิไรเองก็เป็คนบาปเหมือนกัน...มนุษย์ผู้ที่มีแผลที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ คงจะรู้สึกทรมานน่าดู แม้เธอจะไม่เคยเห็นาแของมิไรเลยก็เถอะ
เสียงเท้าคู่หนึ่งกำลังวิ่งมาทางนี้ ทั้งสี่หันไปมองก็เห็นดรูว์หอบกองเอกสารปึกหนึ่งมาด้วย เธอวิ่งมาหยุดยืนที่โต๊ะแล้วหันไปหาชาโดว์ “เอกสารของเ้าน่ะ จะให้เอาไปวางไว้ที่ไหน”
“ของข้า?” ชาโดว์มุ่นคิ้ว เขาไม่เคยได้ยินเื่เอกสารอะไรเลยนะ...ชายหนุ่มถอนหายใจออกมา “เ้าเอาไปไว้ที่ห้องของข้าก็แล้วกัน เสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ ่เย็นเ้าต้องไปงานเลี้ยงที่จัดขึ้นในห้องโถงของปราสาทส่วนกลาง”
ราชองครักษ์ส่วนตัวขององค์าากลับมาจากการทำภารกิจนอกอาณาจักรทั้งที ก็ต้องจัดงานเลี้ยงต้อนรับเป็ธรรมดา
“ทำไมข้าต้องไป” ดรูว์เสียงแข็งขึ้นทันทีเมื่อได้ยินว่าตนเองต้องไปงานเลี้ยงที่น่าเบื่อหน่ายนั่นด้วย
งานเลี้ยงพวกนั้นน่าเบื่อจริงๆ นะ มีแต่คนใส่หน้ากากเข้าหากัน ไม่รู้ว่าโคเรลกับเพลทนไปได้อย่างไร ขนาดฟรองเซ่ยังแอบหนีกลับก่อนทุกงาน
“เ้าเป็ทหารฝึกหัด หน้าที่ของเ้าก็คือคอยรักษาความปลอดภัย ไม่ได้มีแค่เ้าหรอกนะที่ต้องไปน่ะ” ชาโดว์ให้เหตุผล ดรูว์ทำแก้มป่องอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนที่จะเดินออกไปจากทางที่วิ่งเข้ามาเมื่อครู่เสียแต่โดยดีเพราะคำว่า ‘หน้าที่’ ที่อีกฝ่ายยกเอามาอ้าง
“เ้าให้ดรูว์ไปงานเลี้ยงนั่นทำไม” ไดรกอนพูดเสียงเย็นเมื่อดรูว์หายลับไปจากสายตาเขาแล้ว
“เมื่อครู่ข้าก็พูดไปแล้วนี่” ชาโดว์ตอบอย่างไม่ใส่ใจพร้อมกับยกชาขึ้นจิบอีกครั้ง
ไดรกอนหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างจับผิด “เ้าก็รู้ว่าดรูว์ไม่เหมาะกับงานเลี้ยงนั่น อีกอย่าง...เ้าเองก็วางแผนอะไรเอาไว้ด้วยไม่ใช่หรือ”
มุมปากของพรตมารยกขึ้นเพียงนิด “การเข้าสู่สังคมนับเป็การฝึกเื่อารมณ์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น”
“จะบ้ารึ! เ้าเองก็รู้ไม่ใช่หรือว่าดรูว์มีความหลังกับงานพวกนี้! คนในงานก็ใช่ว่าจะแสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ มีแต่คนเสแสร้ง พูดแต่ในด้านดีของตนเอง ในใจก็นึกเหยียดหยามคนที่ต่ำศักดิ์กว่า...”
“แม้ว่าดรูว์จะไม่ได้ต่ำศักดิ์ไปกว่าคนพวกนั้น แต่ก็ไม่รอดที่จะถูกมองแบบนั้นเพราะที่นี่ไม่ใช่ดินแดนของั์ และคนพวกนั้นก็ไม่รู้ว่าดรูว์เป็อะไร” ชาโดว์ต่อประโยคของไดรกอนด้วยคำที่ทำให้ัแสงชะงัก “แต่งานเลี้ยงนี่จะทำให้ดรูว์สามารถสะกดอารมณ์ของตนเองได้...ถ้าไม่มีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นซะก่อน”
าาัแสงกับอดีตาาัทมิฬจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร สองสาวมองสองัตรงหน้าแล้วพยายามห้ามไม่ให้ทั้งสองมีเื่กัน แล้วการประสานสายตา (?) ของทั้งสองก็ชะงักลงเมื่อมีแขกผู้มาใหม่มาเยือนด้วยท่วงท่าการเดินที่สง่างามและองอาจสมเป็ชายชาติบุรุษหาญ ชายคนนั้นเดินมาทางนี้ก่อนจะยิ้มให้ทุกคนที่นั่งอยู่
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ท่านชาโดว์” ชายหนุ่มค้อมหัวให้ “ไม่ทราบว่าท่านอยู่ที่นี่แล้วสบายดีหรือเปล่า”
ชาโดว์มองชาเอลด้วยสายตาว่างเปล่า นึกถึงชาเอล ชาเอลก็มา...
“ข้าสบายดี เชิญเ้านั่งก่อน” ชาโดว์ผายมือให้อีกฝ่ายนั่ง ชาเอลลากเก้าอี้ที่ว่างอยู่อีกหนึ่งตัวแล้วนั่งลง ทว่าเมื่อนั่งลงแล้วนั้นสายตาของเขาก็ไปปะทะกับสิ่งมีชีวิตสีขาวที่มองตรงมายังเขา ชาเอลยิ้มให้ัแสง
"เจอกันอีกแล้ว ตอนที่ข้าไม่อยู่น้องชายข้าแกล้งเ้าหนูนั่นหรือไม่"
"จะเหลือหรือ" ไดรกอนกรอกตาเมื่อนึกถึงซาเมล
ชาเอลหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางของไดรกอน "น้องชายข้าชอบเ้าหนูมากนะ เมื่อครู่ยังบอกข้าเลยว่าหากเ้าหนูเป็ผู้หญิงจะจัดขบวนอย่างยิ่งใหญ่มาสู่ข...แฮ่ม ช่างเถอะ"
ชาเอลรีบหยุดทั้งที่ยังพูดไม่จบประโยค เมื่อไดรกอนแผ่จิตสังหารออกมา ดูเอาเถอะ หวงซะขนาดนี้ไม่ะโให้ก้องโลกไปเลยล่ะว่านั่นน่ะลูกเ้า!
ชาโดว์นวดขมับกับท่าทางคุณพ่อหวงลูกของาาัแสงก่อนที่จะถามถึงจุดประสงค์ที่ชาเอลมาในวันนี้
“ข้าก็แค่มาเยี่ยมท่าน อ้อ ท่านได้รับเอกสารแล้วใช่หรือไม่”
ชาโดว์นึกไปนึกตอนที่ดรูว์หอบกองเอกสารมาเมื่อครู่ “มันคือเอกสารอะไรหรือ”
“เอกสารเกี่ยวกับพวกฏที่ข้ารวบรวมได้บริเวณชายแดนของมอลโนวาน่ะ ข้าอยากให้ท่านช่วยตรวจสอบเสียหน่อย”
ทุกคนชะงักโดยเฉพาะไดรกอนกับชาโดว์ ทั้งสองมองหน้ากันก่อนที่ชาโดว์จะหันไปถามชาเอล “มันมีอะไรเป็พิเศษหรือ”
“เื่มันซับซ้อนมาก ข้าว่าท่านไปอ่านในเอกสารเองจะดีกว่า จริงสิ ท่านมีตำราปรุงยาหรือเปล่า”
“มี มันอยู่ในห้องข้า เ้าไปหยิบเอาได้เลย”
ชาเอลค้อมหัวให้ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ไดรกอนหงุดหงิดกับคำพูดของอีกฝ่ายไม่หาย ชาโดว์ยกนิ้วขึ้นนวดขมับอีกครั้งอย่างเหนื่อยหน่าย
“ปล่อยๆ เ้านั่นไปเถอะ เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่อาจเข้าใจสถานการณ์ของเ้าได้หรอก จริงไหม?” เขามีอายุมานานขนาดนี้แล้ว เขายังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าไซย์ทาเลียไม่หวงคู่หูของตนเอง ดังนั้นหน้าที่ห้ามทัพก็ตกมาอยู่ที่เขา!
ไดรลูเกียร์ หากไม่ติดว่าเ้าเป็ั ข้าคงคิดว่าเ้าเป็บรรพบุรุษตระกูลนี้แน่
มือหนาไล่นิ้วไปตามสันหนังสือที่ถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบในชั้น เมื่อเจอกับหนังสือที่หาอยู่ชายหนุ่มจึงดึงมันออกมา เท้าทั้งสองข้างพาเดินออกมาจากห้องโดยตั้งใจจะเดินออกจากศาสนจักรเลย แต่เมื่อภาพสถานที่ในความทรงจำแห่งหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวชายหนุ่มก็ชะงักเท้า แล้วเดินไปทางสวนน้ำตกต้องห้ามของศาสนจักร
เนื่องจากข้างในสวนนั้นมีน้ำตกขนาดใหญ่ที่แสนงดงามอยู่ ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ใครก็ตามที่ััถูกน้ำในน้ำตกแห่งนั้นจะเผยตัวตนที่แท้จริงของตนเองออกมาไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ด้วยเหตุนี้สวนที่แสนสวยงานจึงกลายเป็สวนต้องห้ามไป
ชายหนุ่มใช้มือเปิดใบไม้ใบใหญ่ที่ขวางทางอยู่ออกเมื่อใกล้จะถึงที่หมายแล้ว หากเท้าทั้งสองข้างก็ต้องชะงักเมื่อเขาสังเกตเห็นเส้นไหมสีทองอ่อนวาวระยับลอยอ้อยอิ่งอยู่บนผืนน้ำโดยไม่ไหลไปตามทางน้ำ สีของมันสะท้อนแสงบนผิวน้ำจนงามจับตา แล้วชายหนุ่มก็รีบหลบตัวอยู่หลังใบไม้ที่ตนแหวกออกมาครู่เมื่อร่างเล็กในชุดสีขาวผุดขึ้นมาจากน้ำ!
ดวงตาสีนิลเ้าเล่ห์มองภาพตรงหน้าอย่างหลงใหล ที่แท้เส้นไหมสีทองที่เขาเห็นก็เป็ของเด็กสาวคนนั้นนี่เอง แต่นางเป็ใครกันล่ะ? ด้วยการที่เด็กสาวหันหลังให้ ทำให้ชายหนุ่มไม่อาจมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ แล้วด้วยการที่อีกฝ่ายลงไปดำน้ำอยู่ในลำธารทั้งชุด ทำให้ชุดสีขาวสะอาดตาลู่แนบกายที่ดูเล็กบอบบาง ชายหนุ่มหน้าแดงซ่านกับภาพตรงหน้า เขารีบเดินหนีออกมาทันทีก่อนที่นางจะรู้ตัวว่าเขา (บังเอิญ) มา (แอบ) เห็นเธอกำลังอาบน้ำอยู่
รู้ถึงไหนอายถึงนั่น นี่ชายชาติทหารอย่างเขามาแอบดูผู้หญิงอาบน้ำอย่างนั้นรึ!? เื่นี้ให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด!
ดวงตาสีฟ้าเข้มกวาดตามองภาพที่อยู่ใต้น้ำ เมื่อเธอเห็นสิ่งบางอย่างทอประกายอยู่ใต้น้ำ มือเล็กจึงยื่นไปหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมาแล้วโผล่หัวขึ้นสู่อากาศข้างบน เส้นผมที่ยามปกติเป็สีขาวบริสุทธิ์ทว่าคราวนี้กลับเป็สีทองอ่อนไหลลู่แนบแก้มจนดารูวาร์ต้องปัดมันออก ก่อนที่เ้าตัวจะชูสิ่งที่หยิบมาเมื่อครู่ขึ้น แสงแดดที่ลอดผ่านลงมากระทบกับมันจนทอประกายงดงามหากก็ให้ความรู้สึกอันน่าขนลุก ดวงตาสีฟ้าเข้มหรี่มองอย่างเ็า
“ก็นึกอยู่ว่าคนคนนั้นเอาไปซ่อนอยู่ที่ไหน ที่แท้ก็มาแอบอยู่ในที่แบบนี้นี่เอง” ดารูวาร์พูดเสียงเย็นก่อนจะเก็บเ้าของสิ่งนั้นลงในกระเป๋าเสื้อของตน
ว่าแต่...คนคนนั้นเป็ใครกันถึงสามารถเอาหัวใจของ 'เ้านั่น' มาทิ้งในที่แบบนี้ได้? อีกทั้งยังทำให้ผนึกที่อ่อนแรงแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย ช่วยยืดเวลาให้เธอได้เยอะเลย
ดารูวาร์ก้มมองสภาพในตอนนี้ของตนเองผ่านเงาที่สะท้อนบนผืนน้ำ ทุกอย่างที่เป็เธอก็ยังเป็อยู่เหมือนเดิม ยกเว้นแต่เพียงเส้นผมที่กลายเป็สีทองอ่อน...เส้นผมของชายคนนั้น มือทั้งสองข้างกำเส้นผมสีทองอ่อนของตนเองแน่นอย่างไม่ชอบใจ แต่เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่เป็ตัวตนที่แท้จริงของเธอ
ตัวตนที่แม้แต่พ่อแม่แท้ๆ ก็ไม่รู้...มีเพียงแค่เธอ ไดรกอน และั์ตนนั้นเท่านั้นที่รู้ ไม่สิ ดูเหมือนว่าพวกั์เองก็ดูออกเหมือนกันว่าเส้นผมสีขาวของเธอที่ทุกคนคิดว่าเป็สีผมจริงๆ ของเธอนั้นแท้จริงแล้วเป็สีทองอ่อนต่างหาก แต่เนื่องจากพลังของเชอานินม์ที่ฝังอยู่ในร่างมันส่งผลกระทบมากไปหน่อย เส้นผมของเธอก็เลยกลายเป็สีขาวบริสุทธิ์ให้คนอื่นเข้าใจผิดเล่นจนมาถึงปัจจุบันนี้
แต่ก็เพราะการเข้าใจผิดนี่แหละที่ทำให้ชีวิตเธอกลายมาเป็แบบนี้
เด็กสาวไม่สนใจสีผมของตนเองอีกต่อไป เธอค่อยๆ ก้าวขึ้นมาจากลำธาร เมื่อเท้าทั้งสองข้างัับนพื้นดิน เส้นผมสีทองอ่อนก็กลับมาเป็สีขาวบริสุทธิ์ดังเดิม มือทั้งสองข้างบิดน้ำออกจากผมอย่างเคืองรำคาญ...หากไม่ติดว่าเธอััได้ว่าหัวใจของเ้านั่นถูกทิ้งเอาไว้ใต้น้ำนี่ล่ะก็ ดารูวาร์จะไม่มีวันลงไปในนั้นเด็ดขาด แต่ดูเหมือนว่าน้ำตกแห่งนี้นอกจากจะไม่ทำให้ปากแผลของเธอเปิด ทั้งยังช่วยทำให้มันแห้งจนสามารถขยับตัวได้คล่องกว่าเดิม นี่เป็อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เด็กสาวยอมมาอาบน้ำที่นี่
“ถ้ามันจะช่วยทำให้แผลหายได้...ก็คงจะดีกว่านี้” ดารูวาร์พึมพำกับตัวเองแล้วก้าวเท้าออกไปจากส่วนที่ถูกผู้คนเรียกว่าสวนต้องห้าม เมื่อมือเล็กัักับใบไม้ใบใหญ่ที่ชาเอลจับเมื่อครู่ ดวงตาสีฟ้าเข้มก็หรี่ลงอย่างน่ากลัว
มีคนแอบมองเธอ...ดารูวาร์ย่นคิ้ว ทำไมเธอถึงไม่รู้สึกตัวเลยล่ะ? หรือจะเป็เพราะน้ำจากน้ำตกนั่นเหมือนกัน?
ภายในงานเลี้ยงที่แสนจะหรูหราอลังการ ฟรองเซ่ยืนเซ็งอยู่คนเดียวในงานเพราะดรูว์ที่เป็คู่หูไม่มา ก็พอเข้าใจล่ะนะว่าเ้าตัวไม่ชอบงานแบบนี้ ทั้งยังถูกกักตัวอยู่ในศาสนจักรอีกต่างหาก หากหลุดออกมาได้ก็แสดงว่าถูกชาโดว์สั่งให้มางานนี้
แต่มันก็คงจะเป็ไปไม่ได้ เพราะตอนนี้ฟรองเซ่เห็นชาโดว์กับมิไรเข้ามาในงานตามคำเชิญของขุนนางชั้นสูงได้สักพักแล้ว หากแต่เขากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของดรูว์เลย พอเหลือบมองไปอีกด้านก็เห็นสองพี่น้องสุด (โรค) จิตกำลังสนุกสนานกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นานาชนิด พูดคุยกับเสียงดังอย่างคนที่จากกันไปนาน (อันที่จริงก็แค่ไม่กี่เดือน) ฟรองเซ่ยิ่งเซ็งหนักเมื่อเห็นคนอื่นมีคู่ในงานแต่เขากลับไม่มี!
แม้ในชีวิตนี้สิ่งที่สามารถทำให้เขาอิจฉาคนอื่นได้จะมีเพียงแค่สิ่งที่เรียกว่า ‘อิสระ’ หากแต่ตอนนี้เขากลับกำลังอิจฉาคนอื่นที่มี ‘คู่หู’ ของตนไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด พอคิดมาถึงตรงนี้ฟรองเซ่ก็รู้สึกเสียดายที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาพยายามผลักไสดรูว์ให้ไปไกลๆ มากกว่าจะใช้เวลาอยู่ด้วยกัน แม้พักหลังเขาจะอยู่กับดรูว์แทบจะตลอดเวลาเลยก็เถอะ แต่…ฟรองเซ่นิ่งงันเมื่อนึกถึงใบหน้าไร้ความรู้สึกของคนคนหนึ่งขึ้นมา
ฟรองเซ่นิ่งกว่าเดิมเมื่อตอนนี้เขารู้ตัวแล้วว่า เขาแปลกไป ั้แ่ตอนนั้นที่เขาได้เจอกับดารูวาร์ ความรู้สึกที่เขามีต่อคู่หูคนนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เขาที่รำคาญผู้หญิงแต่กลับไม่เคยไม่ชอบ่เวลาที่ได้อยู่กับดารูวาร์ เขามักจะตามใจอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว เพียงแค่เห็นเด็กคนนั้นจ้องอะไรนานๆ เข้าเขาก็แทบจะใส่พานนำมาให้เลยทีเดียว เขาชอบ่เวลาที่ได้เป็ 'ครั้งแรก' ในเื่ต่างๆ ของเด็กคนนั้น ชอบ...เวลาที่เห็นเด็กคนนั้น...ยิ้ม
คิดมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็อดที่จะยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองไม่ได้ เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าสักวันตนเองจะมีอาการแบบนี้
นี่ก็เริ่มงานมาได้สักพักใหญ่แล้ว คนอื่นๆ ก็พากันมาที่งานจนหมดแล้ว แต่ดรูว์กลับไม่โผล่มาแม้แต่เงา ฟรองเซ่รู้สึกโหวงๆ ในอกอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ราวกับว่าตนเองกำลังสูญเสียสิ่งสำคัญบางอย่างไป
เขาไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้เลย
ในขณะที่ฟรองเซ่กำลังยื่นแกร่วอยู่คนเดียว เสียงเอะอะก็ดังขึ้นที่กลางงาน ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างเกียจคร้านก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นได้ชัดว่าตอนนี้เกิดเื่อะไรขึ้น
“ฏบุก! รีบทำการอารักขาพวกขุนนางเร็ว!!”
“กรี๊ด---!!”
“นี่พวกมันเข้ามาในนี้ได้อย่างไรกัน!!”
เคร้ง~~!! ตุ้บ! ผัวะ! แกร๊ง--!!
“ไม่ไหว! อาวุธทำอะไรพวกมันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย!!”
“เวทก็ใช้ไม่ได้ผล!!”
งานเลี้ยงที่กำลังครื้นเครงเมื่อครู่ตอนนี้ได้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้น ฟรองเซ่มองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตะลึงพาลคิดไปถึงใครอีกคนที่สามารถจัดการกับฏทุกระดับได้
ดรูว์...ตอนนี้เ้าไปอยู่ที่ไหนกัน!!
เสียงจามดังขึ้นติดต่อกันหลายครั้ง มือเล็กเช็ดน้ำมูกที่เริ่มไหลออกมาจากรูจมูก ดารูวาร์รีบใส่เสื้อผ้าสีขาวชุดใหม่หลังจากที่กลับเข้ามาในห้องพักของตนโดยที่ยังไม่เช็ดผมของตนเองที่ตอนนี้กำลังเปียกโชกจนน้ำหยดไหลเป็ทาง ดวงตาสีฟ้าเข้มมองเข้าไปในกระจกก็เห็นว่าตอนนี้เส้นผมกลายเป็สีน้ำตาลแดงแล้ว...สีที่เป็สัญลักษณ์ของดรูว์กับอสูรแดง
พอมองตัวเองที่สะท้อนออกมาผ่านกระจกตอนนี้ดารูวาร์ก็เริ่มหนักใจขึ้นมา ั้แ่คราวก่อนที่เธอออกไปล่าาาัเหล็ก ดูเหมือนว่าความทรงจำของดรูว์จะเข้ามาในหัวเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ปกติแล้วดรูว์จะไม่รับรู้ถึงตัวตนของดารูวาร์หากก็เห็นความทรงจำของดารูวาร์ได้ในตอนที่กำลังหลับ ในขณะเดียวกันดารูวาร์สามารถรับรู้ถึงตัวตนของดรูว์แต่ไม่สามารถมองเห็นความทรงจำของดรูว์ได้ และตอนนี้สิ่งที่ทั้งสองไม่สามารถทำได้ก็ได้ล้ำเส้นนั้นออกมา แม้จะเลือนราง แต่ก็สามารถรับรู้ได้ ดารูวาร์มองภาพตนเองในกระจกแล้วย่นคิ้ว
นี่เป็ลางบอกเหตุอะไรหรือเปล่า...ถ้าใช่ แล้วมันกำลังจะบอกอะไร?
ในขณะที่ดารูวาร์มองภาพตนเองในกระจกโดยไม่คิดใส่ใจที่จะเช็ดผมเปียกๆ ของตนเอง ไดรกอนที่อยู่ในร่างแปลงมนุษย์ก็เปิดประตูเข้ามา ดารูวาร์หันไปหาไดรกอนก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไดร...เ้าเกลียดข้าหรือเปล่า”
ไดรกอนชะงักเมื่อได้ยินคำถามแบบนั้นออกมาจากปากดารูวาร์เอง และ…มันยังคล้ายกับคนคนหนึ่งที่เคยถามคำถามเดียวกันนี้กับเขามาก่อน “ทำไมเ้าถึงคิดว่าข้าจะเกลียดเ้าล่ะ”
และเขา…ก็ตอบด้วยคำถามเดียวกันกับเมื่อตอนนั้น
ไดรกอนหลับตาลง ในใจเ็ปร้าวระทม แต่ก็ไม่สามารถแสดงใบหน้านี้ให้เด็กตรงหน้าเห็นได้
เมื่อไหร่เื่บ้าๆ พวกนี้จะจบ ทำไมต้องเป็สายเืของเขาด้วยที่ต้องมารับกรรมแบบนี้!
แค่เพียงเพราะพวกเขาเป็ลูกของข้ากับนางหรือ?
ดวงตาสีฟ้าเข้มของเด็กสาวเหล่ลงมองที่พื้น “ก็เ้าบอกว่าเกลียดราชนิกุล”
“เฮ้อ เ้านี่นะ ข้าไม่ได้หมายถึงเ้าเสียหน่อย” ไดรกอนเดินเข้าไปใกล้ดารูวาร์แล้วรวบร่างของเธอไปกอด “ข้าเกลียดราชนิกุลก็จริง แต่ข้าไม่ได้เกลียดเ้า เพราะเ้าเป็มนุษย์ที่ข้าเลือก เป็มนุษย์ที่ข้าพร้อมจะตายเพื่อให้เ้ามีชีวิตอยู่ต่อไป เป็มนุษย์...ที่ข้ารัก”
และสายเืของเ้า…ไม่ใช่ราชนิกุล มันสูงศักดิ์กว่านั้น มันมีค่ามากกว่านั้น
“รัก? มันคืออะไรหรือ” ดารูวาร์เงยหน้าขึ้นถามตาใส ไดรกอนทำได้เพียงแค่ยิ้มขื่น
ก็นะ...ขนาดความสุขยังไม่รู้จัก แล้วนับประสาอะไรที่ดารูวาร์จะรู้จักความรัก...ที่เธอไม่เคยได้รับ แม้เขาจะทุ่มความรักให้อีกฝ่ายมากเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่อาจทดแทนความ้าในใจของอีกฝ่ายได้
เพราะสำหรับดารูวาร์ เขาเป็แค่ัคู่หู ไม่ใช่สายเืเดียวกัน
“มันคือความรู้สึกอย่างหนึ่ง เป็ความรู้สึกพิเศษที่มีให้กับคนพิเศษ”
“แล้วมันดีไหม”
“สำหรับข้า...มันเป็เื่ที่ดี” ไดรกอนลูบหัวดารูวาร์อย่างเอ็นดู แม้จะต้องเ็ปจากการพรากจาก แต่เขาก็ชอบความรู้สึกที่ครั้งหนึ่งเคยมี “จิตใจของเ้าในตอนนี้ยังเด็กนัก คงต้องใช้เวลาอีกนานที่เ้าจะเข้าใจมัน”
ดารูวาร์จามออกมาอีกสองสามครั้งพร้อมทำจมูกฟุดฟิด แล้วเด็กสาวก็ต้องชะงักเมื่อััได้ถึงจิตมารจำนวนมหาศาลที่อยู่ไกลไม่มากนัก
ทั้งสองผละออกจากกันก่อนที่จะมองตรงไปยังทิศเหนือ...สถานที่จัดตั้งของงานเลี้ยงเย็นนี้
“ไม่คิดว่าพวกมันจะมาเองแบบนี้” ดารูวาร์พูดทั้งที่สายตายังมองออกไปนอกหน้าต่าง
“แถม่นี้ยังถี่ขึ้นเรื่อยๆ ...พวกมัน้าอะไรกันแน่”
เด็กสาวเงียบ เธอรู้ว่าพวกมันเริ่มมาที่นี่ทั้งที่ไม่เคยมาเพราะอะไร ก่อนที่ร่างเล็กจะะโหน้าต่างออกไปโดยมีไดรกอนที่กลับสู่ร่างัจิ๋วเกาะบ่าไป สองเท้ารีบวิ่งไปยังงานเลี้ยงที่จิตมารเริ่มมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ จิตมารระดับสูง จิตมารที่ไม่ว่าอย่างไรก็รู้ได้ว่ามันไม่ธรรมดา
“ขอให้พวกมันยังไม่เริ่มทำอะไรก็แล้วกัน” ดารูวาร์พึมพำเสียงเบา ดวงตาสีฟ้าเข้มหรี่ลงอย่างน่ากลัว!