# บทที่ 28 — น้ำกำเนิดล้างชะตา
กู้เซวียนถูกพาลงบันไดสู่แกนบูชายัญโดยไม่มีใครปลดดาบหรือโซ่ของเขา
ลั่วชิงเสวี่ยคุมดาบไว้ด้วยเชือกผนึก ซูหวั่นเอ๋อร์เดินนำพร้อมม่านแสงทอง ป้าผู้าุโเฝ้าด้านหลัง ส่วนเสิ่นเยว่โหรวเดินชิดโม่เฉินจนเส้นด้ายโอสถที่ผูกข้อมือทั้งคู่ไม่ตึงเกินหนึ่ง่แขน
กู้เซวียนไม่ได้ขัดขืน แต่โซ่ดำที่คอเขายังสั่นเป็จังหวะ ทุกครั้งที่มันสว่าง แสงแดงตามผนังบันไดก็เพิ่มขึ้นราวกับแกนใต้บ่อกำลังจดจำว่าพวกเขาเข้ามาใกล้แค่ไหน
บันไดสิ้นสุดที่ห้องกว้างทรงกลม กลางห้องเป็สระน้ำใสลึกจนมองไม่เห็นก้น ผิวน้ำสงบนิ่ง แต่มีแสงสีขาวเงินไหลอยู่ข้างในเหมือนสายดาวนับพันถูกกักไว้ใต้ผิว รอบสระมีเสาหินเจ็ดต้น หกต้นถูกพันด้วยเส้นโซ่แสงที่ทอดย้อนขึ้นไปทางห้องป้ายิญญา ส่วนต้นที่เจ็ดว่างเปล่าและมีรอยเืสีดำซึมอยู่ตรงฐาน
“น้ำกำเนิดแท้” ผู้เฝ้าบ่อน้ำกล่าวจากผิวน้ำ “ผู้ใดมีรอยจำต้องลงได้เพียงครึ่งตัว ห้ามให้ศีรษะจม ห้ามให้เืตก และห้ามมีผู้ใดพูดคำสั่งของผู้วางตรา”
“ถ้าเขาหลุดคำสั่งเองล่ะ” เสิ่นเยว่โหรวถาม
“พลังน้ำจะถือว่าเป็การยอมรับคำสั่ง”
เงื่อนไขฟังดูประหลาด แต่โม่เฉินเข้าใจทันที ตราควบคุมไม่ได้ใช้เพียงพลัง มันใช้ถ้อยคำและเจตนาเป็ส่วนหนึ่งของการผูก หากกู้เซวียนพูดคำสั่งซ้ำในน้ำ เท่ากับช่วยโซ่ยืนยันตัวเองอีกครั้ง
ซูหวั่นเอ๋อร์มองกู้เซวียน “เ้าต้องจำอะไรบ้าง”
ชายคนนั้นยิ้มจาง “จำได้ว่าห้ามพูดสิ่งที่มันอยากให้ข้าพูด”
“ยังไม่พอ” โม่เฉินกล่าว “เ้าอาจถูกบังคับโดยไม่รู้ตัว เราต้องให้เ้ามีสิ่งยึดไว้”
เขาหันไปถาม “ก่อนถูกจับ เ้าคือใคร”
กู้เซวียนนิ่งไปนานจนเส้นโซ่เริ่มสว่าง ทุกคนเตรียมรับมือ แต่เขากลับพูดช้า ๆ “ผู้คุมผนึก...ศิษย์ในวังบุปผามาร...พี่ชายของกู้หยวน”
“กู้หยวนเป็ใคร” ป้าผู้าุโถาม
“น้องสาวข้า” เขาตอบ “นางเป็ศิษย์โอสถ นางชอบบ่นว่าข้ากินยาไม่ตรงเวลา”
เสิ่นเยว่โหรวชะงักเล็กน้อย “กู้หยวนเสียชีวิตจากโรคระบาดเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน”
“ข้ารู้” กู้เซวียนกล่าว “อย่างน้อยข้าคิดว่าข้ารู้ แต่ข้าจำหน้าไม่ได้แล้ว”
นั่นคือสิ่งที่เขาเลือกจะเสีย การล้างรอยจำอาจลบความทรงจำสิบสองปีซึ่งเต็มไปด้วยการถูกบังคับ แต่ก็อาจพาเศษสุดท้ายของน้องสาวที่เขาจำได้หายไปด้วย
โม่เฉินไม่บอกว่าเข้าใจทั้งหมด เพราะเขาไม่เคยอยู่ในโซ่แบบเดียวกัน เขาเพียงกล่าว “จำชื่อนางไว้ แล้วจำว่าครั้งนี้เ้าลงน้ำด้วยการเลือกของตัวเอง”
กู้เซวียนมองเขา ก่อนพยักหน้า “ข้าชื่อกู้เซวียน พี่ชายของกู้หยวน และข้าเลือกลงน้ำเอง”
ผู้เฝ้าบ่อน้ำยกมือ ผิวน้ำแยกออกเป็บันไดตื้น ๆ กู้เซวียนก้าวลงทีละก้าว จนระดับน้ำถึงเอว โซ่ดำที่คอเขาส่งเสียงแหลมเหมือนโลหะถูกเผา แต่เขาไม่ร้อง ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บ หากเพราะเขากลัวพูดสิ่งผิดมากกว่ากลัวความเจ็บ
เสิ่นเยว่โหรวปักเข็มเงินลงบนเสาหินด้านข้าง สร้างวงประคองชีพจรไว้รอบสระ ลั่วชิงเสวี่ยยืนจับหยกกุญแจ และซูหวั่นเอ๋อร์ใช้ตราเ้าสำนักคุมเสาต้นที่เจ็ดไม่ให้โซ่แสงแตะกู้เซวียน
ทันทีที่น้ำกำเนิดััโซ่ดำ รอยครึ่งดอกบัวบนข้อโซ่ก็ปรากฏซ้ำทั่วผิวน้ำ ภาพความทรงจำแตกเป็เสี้ยวลอยขึ้นเหนือสระ
กู้เซวียนในอดีตยืนอยู่หน้าบ่อน้ำในชุดผู้คุมผนึก ข้างเขามีหญิงสาวชุดโอสถกำลังถือถ้วยยา นางคงเป็กู้หยวน นางหันมาบ่นบางอย่างจนเขายิ้ม แต่ภาพสลายก่อนคำพูดจะชัด
จากนั้นภาพที่สองปรากฏ: สตรีชุดขาวยืนอยู่ในเงามืด ข้อมือของนางมีรอยไหม้ครึ่งดอกบัว และมีชายหน้ากากทองอยู่เื้ั นางไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้สั่งการ มีเพียงเงาสีดำพันรอบคอเหมือนโซ่ของกู้เซวียน
“นางก็ถูกควบคุม” ลั่วชิงเสวี่ยพูดเบา ๆ
“อย่างน้อยในตอนนั้น” โม่เฉินตอบ “แต่ไม่ยืนยันว่าในตอนนี้นางเลือกอะไร”
ภาพที่สามทำให้ทุกคนเงียบ กู้เซวียนถูกบังคับให้เปิดตราผนึก และภาพของกู้หยวนปรากฏในกระจกดำตรงหน้าเขา ชายหน้ากากทองไม่ได้ฆ่านางในภาพ เขาเพียงพูดบางอย่างที่ไม่มีเสียง แล้วกู้เซวียนจึงยอมวางมือบนแกน
เสิ่นเยว่โหรวมองภาพด้วยสีหน้าหนัก “เขาถูกบังคับด้วยภาพลวง ไม่ใช่ชีวิตจริง”
ผู้เฝ้าบ่อน้ำตอบ “กู้หยวนตายก่อนค่ายกลถูกกลับด้านหนึ่งปี ผู้วางตราใช้ความทรงจำเป็เชือก เขาไม่เคยมีตัวประกันจริง แต่ความรู้สึกผิดทำให้เขาเชื่อว่าตนยังช่วยนางได้”
โม่เฉินกำหมัดแน่น ชายหน้ากากทองใช้ครอบครัวของคนอื่นเหมือนเครื่องมือมาตลอด แม้กระทั่งคนที่ตายไปแล้วก็ยังถูกดึงกลับมาเป็โซ่พันคอคนเป็
“กู้เซวียน” เขาเรียก
ชายในน้ำลืมตาขึ้น ดวงตาแดงหม่นเริ่มกลับเป็สีดำเดิม
“กู้หยวนตายก่อนที่เ้าจะเปิดผนึก” โม่เฉินพูดชัดเจน “เ้าถูกหลอก แต่การถูกหลอกไม่ได้ทำให้เ้าต้องอยู่ในโซ่นี้ต่อไป”
โซ่ดำกระตุกอย่างรุนแรง ราวกับต่อต้านความจริงมากกว่าน้ำกำเนิด กู้เซวียนกำมือใต้น้ำจนเืซึมจากเล็บ แต่เขาไม่พูดคำสั่งของศัตรู เขาพูดเพียงชื่อเดิมซ้ำอีกครั้ง
“กู้หยวน...ขอโทษ”
น้ำกำเนิดสว่างวาบ โซ่ดำแตกออกเป็เศษหมึกและละลายไปในน้ำ เสาต้นที่เจ็ดส่งเสียงครางต่ำ รอยเืดำที่ฐานถูกแสงเงินล้างจนจางลง
แต่ก่อนทุกคนจะโล่งใจ เศษหมึกที่ละลายในน้ำกลับรวมตัวเป็เงาเล็ก ๆ หกเส้น พวกมันพุ่งขึ้นหาเสาอีกหกต้นซึ่งเชื่อมกับห้องป้ายิญญาราวกับ้าย้ายคำสาปจากกู้เซวียนกลับไปยังเชลย
“อย่าให้มันแตะเสา!” ผู้เฝ้าบ่อน้ำเตือน
ซูหวั่นเอ๋อร์ปักกระบี่สั้นลงขอบสระ แสงทองแผ่ออกเป็วงกว้าง กักเงาดำไว้ไม่ให้ขึ้นจากน้ำ แต่เงาทั้งหกไม่ได้ชนม่านแสงตรง ๆ มันเลี้ยวไปตามผิวสระแล้วพยายามลอดใต้ปลายกระบี่
ลั่วชิงเสวี่ยก้าวเข้ามาใกล้สระ หยกกุญแจในมือสว่างตอบ นางลากปลายกระบี่เป็วงครึ่งหนึ่งเหนือผิวน้ำ แสงเงินจากปิ่นกระบี่พาดลงไปรวมกับแสงทองของเ้าสำนัก กลายเป็ลายดอกบัวที่ไม่สมบูรณ์แต่พอปิดทางเงาได้
“อีกครึ่งหนึ่ง!” นางบอก
โม่เฉินมองเส้นด้ายโอสถที่ข้อมือตนเอง เขาไม่ควรแตะน้ำ และไม่สามารถใช้พิษตอบรับโดยตรง แต่เขาเห็นว่าหกเงาดำพยายามเลียนแบบเืจาก ‘เงา’ ของผู้ถูกควบคุม ไม่ใช่พลังแท้ของพวกเขา
“เสิ่นเยว่โหรว ใช้ยาที่ตัดภาพลวง!” เขาพูด
นางเข้าใจทันที นางหยิบผงสีเขียวเงินจากกล่องโอสถแล้วสาดลงกลางน้ำ ผงนั้นไม่ทำลายเงาดำ หากทำให้เงาทั้งหกสะท้อนภาพที่มันยึดอยู่ ภาพของกู้หยวน หญิงสาวในชุดโอสถ ปรากฏเหนือผิวน้ำเพียงชั่วครู่
กู้เซวียนที่กำลังถูกพยุงขึ้นจากสระเห็นภาพนั้น เขาไม่ร้องหรือพุ่งเข้าหา เขาเพียงยกมือขึ้นอย่างสั่นเทา แล้วกล่าวว่า “ข้ารู้แล้วว่านั่นไม่ใช่นาง”
คำพูดเดียวทำให้ภาพทั้งหกแตกสลาย เงาดำสูญเสียสิ่งที่ใช้ยึดโยง จึงถูกลายดอกบัวของซูหวั่นเอ๋อร์กับลั่วชิงเสวี่ยกดลงสู่ก้นสระทีละเส้น
ผู้เฝ้าบ่อน้ำกล่าวเบา ๆ “คำสาปที่แข็งแรงที่สุดไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็ความจริงที่ผู้ถูกหลอกไม่กล้ายอมรับ”
เสิ่นเยว่โหรวมองกู้เซวียนแล้วพูด “วันนี้เ้าทำได้ดีแล้ว อย่าฝืนลุก”
กู้เซวียนหัวเราะแห้ง “หมอทุกคนพูดเหมือนน้องสาวข้า”
“งั้นน้องสาวเ้าคงเป็หมอที่ดี” นางตอบ ก่อนหันมาเห็นว่าโม่เฉินยืนใกล้สระเกินไป “และเ้าถอยมาสองก้าว”
“ข้าไม่ได้แตะน้ำ”
“สองก้าว”
โม่เฉินถอยตามคำสั่งโดยไม่เถียง ลั่วชิงเสวี่ยปรายตาไปทางเขา “น่าแปลก เ้าฟังนางง่ายกว่าฟังป้าผู้าุโ”
“เพราะนางมีเข็มอยู่ในมือ” เขาตอบ
เสิ่นเยว่โหรวไม่เงยหน้า “ข้าได้ยิน”
“ข้ารู้”
แม้เป็เพียงไม่กี่คำ บรรยากาศหลังการตัดคำสาปตึงเครียดก็คลายลงพอให้ทุกคนหายใจได้ แต่ไม่มีใครลืมว่าเสาต้นที่เจ็ดยังว่าง และชายหน้ากากทองยังมีคนของเขาอยู่ที่ไหนสักแห่ง
กู้เซวียนทรุดตัวลง เสิ่นเยว่โหรวกับซูหวั่นเอ๋อร์ช่วยดึงเขาขึ้นจากน้ำโดยไม่ให้ศีรษะจม ผ้าชุดเกราะเปียกหนักจนเคลื่อนไหวลำบาก แต่น้ำกำเนิดไม่ได้ดึงชีวิตเขาไป มันดึงสิ่งที่ผูกเขาไว้ออกไปแทน
“ความทรงจำเป็อย่างไร” เสิ่นเยว่โหรวถาม ขณะตรวจชีพจรเขา
กู้เซวียนหลับตา “ข้าจำชื่อข้าได้ จำว่าน้องสาวชื่อกู้หยวน จำว่าเคยเป็ผู้คุมผนึก” เขาหยุดไปนาน “แต่จำหน้าเขาไม่ได้แล้ว...ทั้งหน้าคนสวมหน้ากาก และหน้าของนาง”
ป้าผู้าุโถามอย่างระวัง “เ้าจำสิ่งที่ทำไว้ในฐานะผู้คุมได้หรือไม่”
กู้เซวียนพยายามรวบรวมความคิด สีหน้าของเขาซีดลงเพราะยิ่งนึก รอยน้ำบนขมับยิ่งไหล “จำได้บางอย่าง มีทางเดินจากแกนไปห้องป้าย และมีห้องอีกแห่งที่คนสวมหน้ากากห้ามข้าเข้า เขาเรียกมันว่า ‘ห้องหัวใจบัว’”
“อยู่ที่ใด” ซูหวั่นเอ๋อร์ถาม
“ใต้แกน...แต่ประตูไม่ตอบรับผู้คุม มันตอบรับคนที่ถือครึ่งตรา” เขาหันไปยังหยกในมือลั่วชิงเสวี่ย “ครั้งหนึ่งข้าเห็นสตรีชุดขาวเปิดมัน นางไม่ได้ใช้พลังมาก แค่แตะรอยไหม้ที่ข้อมือกับประตู”
นั่นคือหลักฐานอีกชิ้นว่าสตรีชุดขาวเข้าถึงจุดสำคัญได้ และการที่นางกำลังเดินลงมาหาพวกเขาอาจไม่ใช่การบังเอิญ โม่เฉินจดชื่อห้องไว้ในใจ โดยยังไม่สรุปว่านางมาเพื่อช่วยหรือมารับ่ค่ายกล
“พักก่อน” เสิ่นเยว่โหรวมบอกกู้เซวียน “ความทรงจำที่เพิ่งกลับมาจะไม่หนีไปไหน หากเ้าฝืนตอนนี้ ข้าอาจต้องรักษาสมองเ้าต่อ”
“หมอทุกคนดุเช่นนี้หรือ” กู้เซวียนพึมพำ
โม่เฉินตอบแทน “เฉพาะหมอที่เก่ง”
เสิ่นเยว่โหรวหันมามองเขา “คำชมนี้ช่วยให้เ้าดื่มยาตามเวลาไม่ได้”
“ข้าจะพยายาม”
“นั่นคือราคา” ผู้เฝ้าบ่อน้ำกล่าว “น้ำล้างรอยจำที่ติดอยู่กับตรา สิ่งใดถูกโซ่บิดจนแยกไม่ออก จะหายไปพร้อมกัน”
กู้เซวียนไม่ตอบ แต่สีหน้าของเขาสงบขึ้นกว่าตอนเดินขึ้นบันไดเป็ครั้งแรก
หน้าต่างระบบชะตาวายร้ายปรากฏขึ้น ดวงตาอีโมจิยิ้มเล็กน้อย
“ภารกิจย่อยสำเร็จ: ช่วยผู้ถือชะตารองหลุดจากตราควบคุมโดยไม่ทำให้สายที่เจ็ดสมบูรณ์”
“ได้รับ 20 แต้มชะตา”
แต้มชะตาของโม่เฉินเพิ่มจาก 3 เป็ 23
เขายังไม่ทันคิดว่าจะใช้แต้มนี้กับอะไร เสาต้นที่เจ็ดซึ่งเคยว่างเปล่ากลับเริ่มมีเงาดำไหลขึ้นจากฐาน ราวกับการตัดโซ่ของกู้เซวียนทำให้ค่ายกลเสียเชื้อไฟหนึ่งสาย แต่แกนบูชายัญยังไม่ยอมล้มเลิก
ซูหวั่นเอ๋อร์ยกตราเ้าสำนัก “มันกำลังหาเชื้อไฟใหม่”
ผู้เฝ้าบ่อน้ำมองเงาดำ “ไม่ใช่เชื้อไฟใหม่ มันกำลังเรียกเ้าของค่ายกลให้ลงมารับ่ด้วยตัวเอง”
จากพื้นบันได้า เสียงสตรีคนหนึ่งดังขึ้น
“ถ้าเช่นนั้น...ข้าจะมารับมันเอง”
ลั่วชิงเสวี่ยยกกระบี่ เสิ่นเยว่โหรวขยับมายืนหน้าโม่เฉินโดยไม่รู้ตัว ขณะที่เงาสีขาวทอดยาวลงมาตามขั้นหิน
สตรีชุดขาวมาถึงบ่อน้ำกำเนิดแล้ว
และนางไม่ได้มาคนเดียว เงาดำอีกสายกำลังเคลื่อนไหวตามหลังนางลงมาอย่างช้า ๆ