บทที่110
ตามหาความจริงเกี่ยวกับการตาย
เข็มเงินที่ถูกโยนไปในถ้วยที่ถูกเตรียมเอาไว้น้ำภายในนั้นมันเป็นสีอย่างรวดเร็วหลังจากที่เข็มเงินถูกโยนลงไปภายในถ้วยที่ถูกใส่น้ำเอาไว้โดยน้ำใสภายในนั้นมันเปลี่ยนสีให้เป็นสีม่วงเข้มอย่างน่าประหลาด
มันทำให้ผู้ที่กำลังจ้องมองน้ำภายในถ้วยนั้นอยู่ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงไม่เว้นแม้แต่ไป๋เฟิ่ง
นางใช้ดวงตามองตรงมาที่ลู่หยางก่อนที่จะทำการเอ่ยถามขึ้นมาในทันที“ นี่หมายความว่าอย่างไร? ”
ลู่หยางยกยิ้มขึ้น“หมายความว่ายังไงก็หมายความว่าพิษที่มันทำให้คนพวกนี้ตายยังคงอยู่ภายในร่างกายแต่ว่าตรวจหาด้วยวิธีปกติไม่พบเจออย่างไรล่ะ”
“ เจ้าพูดหมายความว่าอย่างไรเหตุใดก่อนหน้านี้หมอมากมายทำการตรวจหาพิษแต่ว่าไม่พบเจอพิษพวกเขาเพียงแค่วินิจฉัยออกมาว่าอาการต่างๆเช่นนี้น่าจะเป็นอาการที่เกิดจากพิษของสัตว์มีพิษบางอย่าง”ไป๋เฟิ่งรู้สึกประหลาดใจเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวของเขานั้นสามารถตรวจหาพิษออกมาได้อย่างชัดเจน
ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะหมอมากมายหรือว่าคนที่ตรวจสอบสพพวกเขาทำการใช้วิธีต่างๆมากมายในการตรวจสอบหาพิษแต่แน่นอนว่าพวกเขานั้นไม่พบเจอเลยว่าภายในศพมีพิษหรือไม่
สิ่งที่พวกเขายืนยันออกมาได้ที่บอกว่ามันตายเพราะพิษก็เป็นเพราะว่าพวกเขานั้นดูอาการที่เล็บมือเล็บเท้าเป็นสีดำและก็ริมฝีปากและดวงตาคล้ำผิดปกติ
แต่ในตอนนี้นางมองเห็นอย่างชัดเจนว่าน้ำภายในนี้เปลี่ยนสีบ่งบอกได้ล่วงรู้ว่ามันน่าจะเกิดขึ้นจากพิษ
ลู่หยางยกยิ้มขึ้นที่มุมปากแล้วก็กล่าวขึ้น“ มันน่าจะเป็นพิษชนิดพิเศษที่ไม่สามารถตรวจพบได้โดยการใช้วิธีธรรมดาทั่วไปเจ้าเห็นน้ำใสๆภายในนี้หรือไม่ตอนแรกที่เป็นน้ำใสๆมันไม่ใช่น้ำธรรมดาสักหน่อย ”
“ มันเป็นสูตรยาชนิดหนึ่งที่เป็นสูตรยาชนิดพิเศษโดยคุณสมบัติของมันนั่นคือการกระตุ้นพิษซึ่งตัวของข้าใช้มันมาใส่เอาไว้ภายในนี้และเมื่อนำเอาเข็มเงินที่จิ้มลงไปภายในร่างกายของศพใส่ลงไป”
“ ถึงแม้ว่าพิษที่ติดออกมาจากเข็มเงินมันจะสามารถซ่อนเร้นได้ดีขนาดใดเมื่อโดนน้ำที่มีคุณสมบัติในการกระตุ้นพิษที่เป็นยาชนิดพิเศษอย่างไรเสียพิษมันเองก็ต้องแพร่กระจายออกมาอย่างแน่นอน” เขาได้ทำการอธิบายออกมาให้กับนางได้ล่วงรู้เกี่ยวกับความจริง
พูดให้ชัดหรือพูดให้ง่ายดายที่สุดก็คือการที่เจ้าเข็มเงินของเขาสามารถตรวจสอบหาผิดได้มันก็เป็นเพราะว่าเจ้าน้ำยาหรือว่าเจ้ายาชนิดพิเศษที่เขาทำขึ้นมา
โดนนี่เองก็เป็นอีกหนึ่งในยาที่อยู่ภายในตำราที่เขาเคยอ่านจากท่านอาจารย์หญิงของเขา
นี่เองก็ถือว่าเป็นยาเช่นเดียวกันหลักการการรักษาผู้คนอย่างแรกถ้าผู้คนโดนคนที่รักษาจำเป็นจะต้องรู้อย่างแรกเลยก็คือรู้ก่อนว่าพิษที่คนผู้นั้นโดนมันคืออันใด
เพราะแบบนั้นยาชนิดนี้ที่มีคุณสมบัติในการกระตุ้นพิษมันก็ใช้ในการตรวจสอบและตรวจหาชนิดของที่แน่ชัด
ถ้าเขาไม่มียาชนิดนี้มาช่วยในการกระตุ้นพิษแน่นอนว่าแม้แต่ตัวของเขาเองก็คงจะไม่สามารถล่วงรู้และไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยเช่นเดียวกันว่าพิษชนิดนี้มีอยู่จริงหรือไม่
“ ถ้าแบบนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าพิษชนิดนี้เป็นพิษอันใด? ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยถามออกไปในทันที
ลู่หยางยกมือขึ้นมารูปปลายคางใช้ดวงตาจ้องมองพิษที่ถูกใส่เอาไว้ภายในถ้วยใบนั้น“โดยทั่วไปแล้วเจ้ายาชนิดนี้ไม่ได้มีคุณสมบัติเพียงแค่การกระตุ้นพิษเท่านั้นแต่มีคุณสมบัติในการแยกแยะประเภทของพิษด้วยเช่นเดียวกัน”
“ โดยการที่เจ้าพิษชนิดนี้มันเองมีสีเป็นสีม่วงเข้มแสดงว่าย่อมเป็นพิษที่ถูกสร้างขึ้นมาจากสิ่งมีชีวิต”
“ แล้วลองผนวกเข้ากับบาดแผลบนร่างกายของคนผู้นั้นที่เป็นรูเล็กๆที่เป็นจุดกระจายอยู่บริเวณแผ่นหลังจำนวนมากลองคิดดูแล้วมีสัตว์เพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถนำมาใช้สังหารคนผู้นี้ได้ ”ลู่หยางใช้ความคิดอย่างขะมักเขม้นคิ้วทั้งสองข้างของเขาขมวดเข้าหากัน
ในตอนนี้ภายในหัวของเขาเรากลับมามีตำรามากมายปรากฏขึ้นเขากำลังใช้มือของตนเองสับเปลี่ยนตำราเหล่านั้นไปมาลองอ่านความรู้ที่อยู่ภายในหัวของตนเอง
หลังจากที่คิดอยู่สักพักเขาเงยใบหน้าของตนเองขึ้นมาแล้วก็ให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกไป“ ดูเหมือนว่าสิ่งมีชีวิตที่เข้ามาสังหารคนพวกนี้น่าจะเป็นผึ้งหยก ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นคิ้วทั้งสองข้างที่ประดับอยู่บนใบหน้าที่งดงามของแม่ทัพใหญ่ขมวดเข้าหากันอย่างรวดเร็ว“ ผึ้งหยกหมายความว่า? ”
“ ผึ้งหยกหนึ่งในสัตว์มีพิษที่มีชนิดที่ร้ายแรงที่สุดมองดูแล้วบาดแผลที่อยู่บนร่างกายของคนผู้นั้นคาดการณ์เป็นสัตว์ชนิดอื่นไม่ได้เลยเพราะบาดแผลของมันเล็กจนแทบจะมองไม่เห็นอีกอย่างภายในคุกหลวงที่ไม่มีทางเข้าออกเช่นนั้นสิ่งที่สามารถลอดเข้าไปได้มีเพียงแค่สัตว์ตัวเล็กๆที่บินได้เท่านั้น” ลู่หยางวิเคราะห์ออกมาด้วยใบหน้าที่จริงจังเขาดูมั่นใจเกี่ยวกับคำตอบนี้ประมาณเจ็ดส่วนเลยทีเดียว
เพราะว่าไม่ว่ามองในส่วนใดถ้าไม่ใช่ผึ้งหยกมันเองก็คงจะไม่มีสัตว์ชนิดใดเข้าไปสังหารคนผู้นี้ได้อย่างง่ายดายเช่นนั้นอีกแล้ว
“ แล้วก็นะข้าเคยได้ยินจะท่านอาจารย์มาว่าผึ้งหยกมันเองก็เป็นสัตว์ที่สามารถฝึกแล้วก็เลี้ยงได้โดยมีจอมยุทธที่สามารถใช้ผึ้งหยกในการบังคับเพื่อสังหารผู้คนได้อยู่ไม่ใช่หรือ”
“ พิษของมันหนึ่งตัวจริงอยู่ว่าทำให้ระบบประสาทภายในร่างกายนั้นหยุดทำงานชั่วขณะแต่ว่าถ้าจำนวนมากขึ้นมันเองก็จะทำให้ระบบประสาทภายในร่างกายนั้นล้มเหลว” ลู่หยางรู้ดีถึงความอันตรายของมัน
ผึ้งหยกมันเป็นหนึ่งในสัตว์ในตำราที่เขาเคยอ่านมาภายในหุบเขาของท่านอาจารย์หญิงของเขา
ในตอนนั้นเขารู้สึกสงสัยเกี่ยวกับเจ้าสัตว์ชนิดนี้มากเลยทำการเอ่ยถามและก็สอบถามเกี่ยวกับข้อมูลของมันมามากพอสมควร
และเขาก็ได้รู้มาว่ามีผู้คนบางส่วนที่ทำการฝึกเลี้ยงเจ้าพวกนี้เอาไว้เพื่อที่เป็นอาวุธสังหารผู้คน
พิษของมันหนึ่งตัวทำให้ระบบประสาทหยุดทำงานชั่วขณะเท่านั้นซึ่งไม่ได้ร้ายแรงอะไรขนาดนั้นแต่ถ้าโดนมันเข้าประมาณห้าสิบถึงหกสิบตัวแม้จะเป็นยอดฝีมือที่มีความเก่งกาจเพียงใดก็คงจะไม่รอดเช่นเดียวกัน
“ มีความเป็นไปได้!! ” ไป๋เฟิ่งเชื่อในคำพูดนี้นางพยักหน้าตอบรับกลับไป
มองดูถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้วข้อสันนิษฐานนี้น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด
“ แต่ว่าตัวของข้าเองก็ไม่เคยพบเจอผู้ที่ใช้ผึ้งหยกเป็นอาวุธสังหารมาก่อนภายในยุทธภพนี้จะมีเพียงกี่คนกันข้าเองก็เพิ่งออกมาสู่โลกภายนอกได้ไม่นานเจ้ารู้หรือไม่ว่าภายในยุทธภพแห่งนี้มีผู้ใดใช้ผึ้งหยกเป็นอาวุธสังหารบ้างถ้ารู้ก็น่าจะตามหามันได้ไม่ยากนัก” ลู่หยางเอ่ยถามนาง
ไป๋เฟิ่งพยักหน้าตอบรับกลับไปจากนั้นนางก็ทำการกล่าวขึ้น“ ถ้าหมายถึงคนที่ใช้ผึ้งหยกในการสังหารผู้คนและมีชื่อภายในใต้หล้ามันก็มีอยู่… ”
“ คนผู้นั้นเป็นใครกัน? ” ลู่หยางเริ่มแสดงใบหน้าสนอกสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น
ตัวของเขาเองก็อยากจะรู้เช่นเดียวกันว่าคนที่มีความสามารถในการบังคับผึ้งหยกที่เป็นสัตว์ที่ฝึกฝนได้ยากเป็นผู้ใดกันแน่
“ เป็นจอมยุทธภายในยุทธภพแต่ว่าคนผู้นั้นเป็นยอดฝีมือขั้นที่หนึ่งแล้วมันเองก็เป็นนักฆ่าที่รับจ้างเกี่ยวกับการทำงานหลายอย่างด้วยเช่นเดียวกันมีนามว่า เสี่ยวหม่า ”
“ เหตุใดถึงชื่อเช่นนั้นเล่าคนผู้นั้นถ้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนถ้าเป็นยอดฝีมือภายในใต้หล้าก็ควรจะมีชื่อปรากฏขึ้นให้ข้าผ่านหูบ้างสิ?” ลู่หยางรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อนั้นผ่านหูของตนเองมาก่อน
เขาแม้ว่าจะพึ่งมาถึงสถานที่แห่งนี้และอาศัยอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ได้ไม่นานแต่ว่าตัวเขาเองก็เคยได้ยินชื่อของยอดฝีมือภายในใต้หล้าผ่านหูมาบ้าง
แต่ว่าน่าเสียดายที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของคนผู้นั้นผ่านหูตนเองเลยสักครั้งเลยรู้สึกประหลาดใจที่ตอนนี้ชื่อของคนผู้นั้นมาปรากฏให้เขาได้ยิน
“ ไม่แปลกหรอกที่จะไม่รู้เพราะว่าชื่อของผู้ที่ใช้ผึ้งหยกคนผู้นั้นตายไปตั้งแต่เมื่อประมาณห้าปีก่อนแล้ว” ไป๋เฟิ่งยิ่งพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ใบหน้าของนางยิ่งจริงจังมากขึ้นอีกระดับ
มันยิ่งทำให้ตัวของลู่หยางที่กำลังยืนอยู่เองก็แสดงใบหน้าที่จริงจังตามไปด้วยดวงตาของเขามองตรงไปที่นางอย่างไม่กระพริบตา“ที่เจ้าพูดหมายความว่าอย่างไรหมายความว่าคนที่มีความเป็นไปได้ที่จะสังหารคนผู้นี้ตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“ เกี่ยวกับเรื่องนี้ถ้าจะลองสืบดูอีกครั้งให้แน่ชัดเพียงแค่จ้องทำการตรวจสอบศพให้ก็ดีมากแล้ว ”นางทำการเอ่ยขอบคุณมาด้วยใบหน้าที่จริงจัง
เมื่อยิ่งมองเห็นใบหน้าของนางในยามนี้ยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นไปอีกเขาไม่เคยเห็นนางอยู่ในรูปลักษณะเช่นนี้มาก่อนเลย
เรียกได้ว่าบุคลิกของนางที่เขาเคยมองเห็นก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เองก็ล้วนแล้วแต่เป็นบุคลิกท่าทางที่เรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกแต่ในตอนนี้ดูเหมือนว่านาจะเริ่มมีความรู้สึกบางอย่างแสดงออกมาบางแล้ว
ในขณะที่พวกเขากำลังยืนสนทนากันอยู่นั้นเสียงดังแว่วมาจากด้านนอกเหล่าทหารโวยวายบางอย่าง“ ไม่ได้นะขอรับท่านแม่ทัพใหญ่ไม่ให้เข้าไป!!! ”
เมื่อได้ยินเสียงทหารดังขึ้นมาจากบริเวณด้านนอกดวงตาของพวกเขาหันไปมองอย่างรวดเร็วไม่นานนักเสียงผลักประตูดังก้องกังวานร่างของคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาภายในห้องอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต
“ หลบไป!!! ” ร่างของคนผู้หนึ่งที่ก้าวเท้าเข้ามาคนผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่นป๋ายจี้หยวนมันทำการก้าวเท้าเข้ามาและเมื่อเท้าของมันก้าวเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ก็ต้องผงะอย่างรวดเร็วเมื่อมองเห็นทั้งสองอยู่เบื้องหน้า
ลู่หยางเองมองตรงกับไปที่ผู้ที่ก้าวเข้ามาภายในห้องโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตใบหน้าที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นภายในความทรงจำของเขา ‘ ที่แท้ก็คนผู้นี้เอง?’
จบบท