ในค่ำคืนนั้น ซือซือไม่สามารถข่มตาลงได้ บทสนทนาระหว่างเธอกับบุรุษแซ่หยางยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด
“แล้วคนที่้าฆ่าข้าเป็ใคร”
“พวกมันเป็คนของสำนักชิงเจี๋ย”
“ข้าไม่เคยได้ยินชื่อสำนักนี้มาก่อน”
ซือซือเห็นเขาถอนใจเล็กน้อย สีหน้าเหมือนมีเื่อยากจะบอก แต่เื่นั้นดูจะยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่าจะเล่าออกมาได้ในเวลาจำกัด
“สำนักนี้ตั้งขึ้นเพื่อไล่ล่าคนบางกลุ่มโดยเฉพาะ มีคนจำนวนไม่มากนักที่รู้จัก แต่เมื่อพวกมันออกล่าแล้ว จะไม่ยอมหยุดล่า เวลานี้เ้าจึงมีทางเลือกเพียงทางเดียว หากยังไม่อยากตาย”
แน่นอนว่าเธอไม่มีทางยอมตายโดยที่ไม่รู้เหตุผลใดๆ และการที่เธอจะมีชีวิตรอดได้ในตอนนี้ ก็มีเพียงการติดตามคนแซ่หยางไปเมืองหลวงเท่านั้น
หยางเฉวียนิบอกว่าคนแซ่หานจ้างให้เขามาคุ้มครองเธอ ก็แปลว่าพวกเขาคงไม่ได้คิดร้ายกับเธอกระมัง? และถ้าพวกเขาเป็ญาติของเซียวหว่านซือจริงๆ เธอก็ควรไปพบพวกเขาสักครั้ง ถูกไหม
แต่ดูจากการที่เซียวหว่านซือถูกคนไล่ฆ่าแบบนี้ ตามแพทเทิร์นนิยายจีนทั่วไปน่าจะมาทรงประมาณว่า ชาติกำเนิดของนางต้องไม่ธรรมดา การมีอยู่ของนางต้องเป็ภัยกับกลุ่มคนที่มีอำนาจหรืออยากรักษาอำนาจบางกลุ่ม ไม่แน่ว่านางอาจจะเป็ทายาทที่แท้จริงของตระกูลใหญ่อะไรสักตระกูลที่เมียอีกคนของพ่อ้ากำจัดทิ้ง แม่แท้ๆ เลยให้แม่นมพาหนี หรือสลับตัวกับลูกชาวบ้านอะไรเทือกนั้น?
ดูเหมือนไม่ว่าเธอจะอยู่ที่นี่หรือกลับไปเมืองหลวง ก็ไม่น่าจะปลอดภัยพอๆ กัน แต่การเดินทางไปเมืองหลวงโดยมีหยางเฉวียนิคอยคุ้มครอง ทำให้อายุขัยของเธอยืดออกไปได้นานกว่าการอยู่ที่นี่คนเดียวต่อไปอย่างแน่นอน!
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เธอจึงข่มตาลง เพื่อให้ผ่านพ้นคืนนี้ไป และจะได้พูดคุยตกลงกับหยางเฉวียนิในวันพรุ่งนี้
ส่วนหยางเฉวียนิก็กำลังนอนเอกเขนกอยู่ในพื้นที่รกร้างไม่ห่างจากบ้านหลังเล็กของเซียวหว่านซือมากนัก มีเพียงกองไฟกองเล็กที่เขาไม่จำเป็ต้องจุดด้วยซ้ำ เนื่องจาก 7 วันที่ผ่านมาเขาก็นอนอยู่บนต้นไม้เงียบๆ มาโดยตลอด
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นดวงจันทร์กลมโตส่องสว่างนวลเนียน รอบด้านเงียบเชียบไร้เสียงอื่นใดนอกจากเสียงจิ้งหรีดและแมลงในยามค่ำคืน ให้ความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวโดดเดี่ยวยิ่งนัก ที่ผ่านมาเขาก็เป็เช่นนี้ ไม่มีใครข้างกาย ไม่มีใครให้ห่วง มีเพียงเขาและอาวุธลับที่พกติดตัวไปไหนมาไหนด้วยเท่านั้น
วูบหนึ่งสายตาของเขาตวัดไปยังทิศที่บ้านหลังเล็กตั้งอยู่ ในใจมีความคิดและการคาดเดาบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เบนกลับมาแล้วหลับตาลง รอคอยให้วันใหม่มาถึงตามเวลาของมัน
วันถัดมา หนึ่งแขกแปลกหน้าและหนึ่งเด็กสาวเ้าของบ้าน กำลังนั่งประจันหน้ากันที่โต๊ะไม้ตัวเดิมในบ้านหลังเล็ก ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเกือบ 1 เค่อแล้ว ราวกับจะหยั่งเชิงหรือวัดใจกัน
สุดท้าย ซือซือก็เป็ฝ่ายทำลายความเงียบ
“ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไปกับท่าน”
เมื่อได้คำตอบที่อยากได้ยินแล้ว หยางเฉวียนิจึงมีท่าทีผ่อนคลายลง
“ก็เท่านั้น เ้าเตรียมตัวเก็บข้าวของ ส่วนข้าจะไปเตรียมม้า”
“เดี๋ยว!! จะไปกันเดี๋ยวนี้เลยเหรอ จะไม่ให้ข้าเตรียมใจ เตรียมเก็บบ้าน หรือร่ำลาคนในหมู่บ้านเลยหรือไง”
“ข้าให้เวลาเ้าไม่เกิน 1 วัน เ้าก็รู้ว่าเหตุใดพวกเราจึงต้องรีบออกเดินทาง คงไม่ต้องให้ข้าย้ำอีกกระมัง”
หลังจากพูดจบ หยางเฉวียนิก็ลุกพรวดออกไปเตรียมจัดหาม้าสำหรับการเดินทาง ทิ้งให้เด็กสาวเ้าของบ้านมองค้อนปะหลับปะเหลือกอยู่คนเดียว
“หนอยยยย เห็นฉันยอมหน่อยก็สั่งยังกะฉันเป็ลูกเลยนะ!”
สุดท้ายแล้วซือซือก็ต้องยอมทำตามคำบอกของชายแปลกหน้าที่เริ่มจะคุ้นเคยกันบ้างแล้วคนนั้น ก็จริงอย่างที่เขาว่า อีกสักพัก คนจากสำนักอะไรนั่นคงส่งคนออกมาตามล่าเธออีก หลังจากคนที่ส่งมาชุดแรกไม่ยอมกลับไปรายงานผลเพราะกลายเป็ผีเฝ้าป่าไปหมดแล้ว ทางที่ดีเธอควรรีบเดินทางไปให้ถึงเมืองหลวง จะได้รู้กันไปว่าอะไรเป็อะไร
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซือซือก็จัดการเก็บข้าวของที่จะพกไปเมืองหลวงด้วย ซึ่งมีเพียงเสื้อผ้าเนื้อหยาบเก่าๆ ไม่กี่ชุด และก้อนเงินไม่กี่ก้อนกับเศษเหรียญอีแปะอีกแค่ไม่กี่เหรียญ
“เฮ้อออ ไม่เคยรู้สึกจนขนาดนี้มาก่อนเลย”
ความจริงเธอตั้งใจว่าอีกสักพักจะเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวตามรอยนางเอกนิยายที่ทะลุมิติมาเป็หญิงสาวยากจนในชนบทที่เคยอ่านมาหลายเื่ เพียงแต่เห็ดหลินจือกับโสมพันปีมันไม่ได้หาง่ายเหมือนในนิยายพวกนั้น เธอขุดดินมาหลายเดือนแล้วก็ยังไม่เจอสักดอกหรือสักต้น จึงกำลังคิดหาลู่ทางอื่นๆ อยู่ แต่มันยังคิดไม่ออก!
เอาเถอะ... เข้าเมืองหลวงแล้วอาจมีลู่ทางอะไรเพิ่มขึ้นก็ได้? (ถ้าไม่ตายซะก่อนน่ะนะ)
หลังจากเก็บข้าวของลงห่อผ้าเรียบร้อยแล้ว เธอก็ไปร่ำลาเพื่อนบ้านที่เป็ท่านป้า ท่านน้า ท่านยายซึ่งคอยให้ความช่วยเหลือเธอมาตลอด พร้อมกับเอาเนื้อกวางที่เหลืออยู่อีกมากมายที่หยางเฉวียนิล่ามาได้เมื่อวานนี้ไปฝากพวกนางด้วย ดูเหมือนพวกนางจะแปลกใจที่อยู่ๆ เธอก็มีญาติจากที่ไหนก็ไม่รู้มารับกลับเมืองหลวง
“แล้วเ้าจะกลับมาอีกหรือไม่” ท่านยายจางจูที่อยู่ใกล้บ้านเธอที่สุดถามขึ้น ซึ่งบ้านที่ว่าใกล้นั้นก็ยังห่างออกไปเป็ร้อยๆ ก้าว
“ข้าก็ไม่แน่ใจเ้าค่ะ ไม่รู้ว่าไปเมืองหลวงครั้งนี้แล้วจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่ถ้ามีโอกาส ข้าก็อยากจะกลับมานะเ้าคะ”
ท่านยายจางจูพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ความจริงคนในหมู่บ้านนี้ต่างรู้ว่าเซียวหว่านซือไม่ใช่หลานแท้ๆ ของท่านยายเซียว แต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะมีญาติจากเมืองใหญ่มาตามหาเด็กสาวผู้นี้
“เช่นนั้นก็ดูแลตัวเองให้ดี”
“ท่านยายจางก็เหมือนกันนะเ้าคะ ถ้าได้กลับมาที่นี่ ข้าจะขนเนื้อมาให้อีกเยอะๆ เลย”
หลังจากร่ำลาเพื่อนบ้าน และฝากให้หัวหน้าหมู่บ้านเก็บบ้านเธอเอาไว้ก่อน เผื่อว่าสถานการณ์ที่เมืองหลวงดูท่าไม่ดี แล้วเธออาจจะต้องกลับมาที่นี่อีกก็ได้? เธอก็เหลือเวลาอยู่ที่หมู่บ้านนี้อีกเพียงแค่คืนเดียว
่เย็นหยางเฉวียนิกลับมาพร้อมม้าสีน้ำตาลตัวใหญ่ตัวหนึ่ง แล้วเขาก็จัดการผูกม้าไว้กับต้นไม้หน้าบ้าน
“ท่านจะให้ข้าขี่ม้าตัวนี้กลับเมืองหลวงเหรอ ข้าขี่ม้าไม่เป็นะ”
“แต่ข้าขี่เป็ เ้าก็นั่งเฉยๆ เกาะอยู่ข้างหลังข้าก็แล้วกัน”
คำตอบของเขาทำให้เธออ้าปากหวอ จากนี่ไปถึงเมืองหลวงไกลขนาดไหน จะให้ขี่ม้าไปเนี่ยนะ เธอไม่ใช่พวกจอมยุทธ์ ทหาร หรือพวกม้าเร็วส่งข่าวสักหน่อย ปกติพวกชาวบ้านมักเดินทางด้วยรถม้าไม่ใช่เหรอ แต่หยางเฉวียนิกลับเดินดุ่มๆ หายไปจากสายตาแล้ว เธอจึงไม่รู้จะไปโอดครวญกับเขาที่ไหนอีก ได้แต่ถอนหายใจแล้วกลับเข้าไปพักผ่อนเตรียมออกเดินทางตามเวลาที่คนแซ่หยางบอกเอาไว้ ซึ่งก็คือก่อนยามเฉิน (07.00 – 08.59 น.) ของวันพรุ่งนี้
