ตอนที่28 ติวเตอร์พิเศษ
รุ่งเช้าเวลา 04.00 น.ซ่งเย่ตื่นขึ้นมาออกกำลังกายและฝึกทักษะต่อสู้ “ซาเซิน” เป็ประจำทุกวัน
เมื่อเธอวิ่งเหยาะๆมาถึงหน้าประตูวิลล่าและมองเห็นหลิวเย่ที่ยืนยิ้มกว้างรอเธออยู่
“สวัสดีสาวน้อยเมื่อวานนี้ไม่เจอกัน คิดถึงผมไหมครับ?” หลิวเย่ถามด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“ไม่ค่ะ”ซ่งเย่สบตาหลิวเย่และตอบตามตรง
“อึ๊ก!” หลิวเย่สะอึกกับคำตอบที่ตรงไปตรงมาของเธอ
ซ่งเย่วิ่งเหยาะๆไปสวนสาธารณะโดยไม่ได้สนใจหลิวเย่อีก
หลิวเย่ส่ายหัวเบาๆอย่างยอมจำนนให้กับท่าทางไร้ความรู้สึกของเธอ
“สาวน้อยสนใจเข้าร่วมกองกำลังแผนกพิเศษไหมครับ?”หลิวเย่พูดขึ้นมาขณะกำลังวิ่งเหยาะๆคู่กัน
เขาคิดอย่างถี่ถ้วนมาหลายวันเมื่อพบว่าเธอเป็เอสเปอร์เหมือนกับตนเองและตายายของเธอ
ดังนั้นเขาจึง้าให้เธอเข้ามาช่วยงานของกองกำลังแผนกพิเศษ
“เข้าร่วมแล้วจะดีอย่างไรคะ?” ซ่งเย่ถามอย่างสงสัย
“มีตำแหน่งมีอำนาจและได้ช่วยปกป้องประเทศ”หลิวเย่ตอบกระชับตรงประเด็น
“แค่นั้น?” ซ่งเย่ถามเสียงสูงเหมือนไม่พอใจเล็กน้อย
“สาวน้อยเธอเคยได้ยินเื่สมาพันธ์เอสเปอร์นานาชาติไหมครับ?” หลิวเย่ตัดสินใจถามสาวน้อยโดยตรง
“ไม่เคยได้ยินค่ะ”ซ่งเย่ขมวดคิ้วและส่ายหน้าอย่างงุนงง
“สมาพันธ์เอสเปอร์นานาชาติจะมีการประชุมแลกเปลี่ยนกันทุกสองปีเรียกง่ายๆว่าประลองฝีมือและทักษะของตนเองว่าใครจะเหนือ
กว่า จะมีการจัดลำดับความแข็งแกร่งกันสมาพันธ์ตั้งอยู่ที่ประเทศ M ประธานคนปัจจุบันเป็เอสเปอร์จากประเทศ K จะมีการ
หมุนเวียนเป็ประธานทุกๆสองปี”
หลิวเย่สาธยายรายละเอียดของสมาพันธ์อย่างละเอียดกับสาวน้อย
เขา้ากระตุ้นความสนใจของเธอและให้เธอเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ
เขาไม่กล้าฝืนเด็ดแตงจากต้นเพราะกลัวไม่หวาน
และเขายังจำภาพความโหดร้ายหน้านิ่งของสาวน้อยได้เป็อย่างดี
ซ่งเย่ตาลุกวาวอย่างตื่นเต้นเมื่อได้รับรู้ข้อมูลจากหลิวเย่
เืแม่ทัพซ่งเย่ผู้เก่งกาจจากดาวเอเอสสูบฉีดเดือดพล่าน
หลิวเย่เห็นท่าทีของสาวน้อยให้ความสนใจเขาตีเหล็กตอนร้อนทันที
“หากเข้าร่วมกองกำลังแผนกพิเศษก็จะมีสิทธิได้รับคัดเลือกเป็ตัวแทนของประเทศเข้าร่วมงานประลองฝีมือนั้น”
เธอตัดสินใจตอบตกลงหลิวเย่ทันที“ตกลงค่ะ”
“ดีครับ แล้วจะแจ้งวันที่ต้องไปรายงานตัวกับกองกำลังแผนกพิเศษอีกที”หลิวเย่รีบมัดมือชกอย่างรวดเร็ว
ปรากฏว่าวันนี้ทั้งซ่งเย่และหลิวเย่ฝึกซ้อมด้วยกันอย่างมีความสุข
อย่างไรก็ตามความสุขของทั้งสองคนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ความสุขของซ่งเย่คือการได้ร่วมประลองทักษะต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งจากต่างประเทศ
แต่ความสุขของหลิวเย่คือการที่สาวน้อยของตนเองได้ใช้ทักษะของเอสเปอร์เพื่อพิทักษ์ปกป้องประเทศ
ขณะกำลังฝึกซ้อมต่อสู้กับหลิวเย่
ซ่งเย่พลันชกเข้าใส่ต้นแขนซ้ายของหลิวเย่ได้ในจังหวะหนึ่ง“ผัวะ! โอ๊ะ!”
หลิวเย่ตื่นตะลึงทันใดเมื่อพบว่าพละกำลังของเธอแข็งแกร่งมากกว่าเดิมไปมากอีก
เขารู้สึกเ็ปต้นแขนซ้ายเล็กน้อย
แต่ที่สร้างความประหลาดใจให้กับเขาคือระดับความแข็งแกร่งและความเร็วของซ่งเย่ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมเท่าตัว
ซ่งเย่ตาลุกวาวอย่างตื่นเต้นยินดี
นั่นเป็เพราะว่าเช้านี้เธอสามารถผ่านทะลุขีดจำกัดของร่างกายตนเองและก้าวขึ้นสู่ความแข็งแกร่งระดับที่5 แล้ว
ทำให้มีความเร็วเหนือกว่าหลิวเย่จนสามารถชกเข้าที่ต้นแขนซ้ายของเขาได้ในจังหวะหนึ่ง
แต่ซ่งเย่ต้องระงับพละกำลังไว้สามส่วนเพราะกลัวว่าเขาจะได้รับาเ็
“เช้านี้สาวน้อยแข็งแกร่งขึ้นมากครับ”หลิวเย่ชื่นชมสาวน้อยตนเองอย่างจริงใจ
“ขอบคุณค่ะ”ซ่งเย่กำลังตื่นเต้นดีใจจึงตอบรับคำชมอย่างยินดี
ดวงตาใสกระจ่างทอประกายด้วยความสุขของซ่งเย่ทำให้หลิวเย่จ้องมองอย่างเคลิบเคลิ้มครู่หนึ่ง
เขารู้สึกว่านับวันยิ่งเกิดความรู้สึกที่ดีๆต่อเธอ
..........
ทางด้านวิลล่าตระกูลซ่ง
เช้านี้ไป๋จูซีตื่นแต่เช้าเพื่อเฝ้ารอคอยรับโทรศัพท์จากอาหู่อันธพาลที่เธอเคยใช้บริการประจำ
ั้แ่เย็นวันศุกร์ที่เธอจ้างวานให้เขาไปจัดการกับซ่งเย่
แต่ทว่าไม่มีเสียงโทรศัพท์จากอาหู่หรือลูกน้องของเขาเลย
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเงียบหายไปแบบนี้? หวังว่าจะไม่มีเื่ร้ายหรอกนะ”
ไป๋จูซีเดินวนไปมาในห้องนอนอย่างวิตกกังวล
เธอเครียดหลายเื่รวมทั้งเื่ที่สามีไม่กลับบ้านมาสองวันและไม่สามารถติดต่อเขาได้เลย
“ก๊อก ก๊อก”เสียงเคาะประตูหน้าห้องนอนของไป๋จูซีดังขึ้น
เมื่อเธอเดินไปเปิดประตูและพบกับซ่งจูหว่านลูกสาวของตนเองที่มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้ตน
“แม่คะมีข่าวจากคนของแม่หรือยังคะ?” ซ่งจูหว่านถามอย่างคาดหวัง
“เฮ้อ! ยังเลยหายเงียบไปแบบนี้ไม่รู้ว่าผลงานจะออกมาแบบไหน?”
ไป๋จูซีหันหลังเดินกลับเข้าห้องนอนโดยมีลูกสาวเดินตามหลังมา
“พวกเรารออีกสักพักก่อนดีไหมคะคุณแม่?”ซ่งจูหว่านพูดปลอบใจแม่ตนเองอย่างไม่มั่นใจ
เธอรู้สึกกระวนกระวายใจเพราะสัญชาตญาณตนเองเตือนว่าผลลัพธ์นั้นเลวร้ายอย่างยิ่ง
“แม่จะพยายามใจเย็นแต่เขาไม่ควรช้าแบบนี้” ไป๋จูซีตอบอย่างไม่สบายใจ
“ใกล้ถึงเวลาอาหารเช้าแล้วพวกเราลงไปข้างล่างกันดีกว่าค่ะคุณแม่” ซ่งจูหว่านชวนแม่ตนเองลงไปทานข้าว
เมื่อถึงเวลาทานอาหารเช้าของครอบครัวตระกูลซ่ง
ซ่งซ่านโจวพูดถามไป๋จูซีบนโต๊ะอาหารอย่างเคร่งเครียดว่า“อาเจ๋อไปไหน?”
“มะ.....ไม่ทราบเหมือนกันค่ะคุณพ่อ”ไป๋จูซีสะดุ้งเล็กน้อยก่อนตอบอย่างอึกอัก
“เฮ้อลูกคงไปเรียนรู้งานกับเพ่ยิอยู่ ตาแก่ก็อย่าเข้มงวดนักเลย”เว่ยิออกตัวรับแทนลูกชายตนเอง
“คุณไม่รู้อะไรเวลานี้ที่บริษัทปั่นป่วนไปหมดแล้ว ผู้ถือหุ้นหลายคนโทรหาผม พวกเขาจะถอนหุ้นกันหมดแล้ว”
ซ่งซ่านโจวบ่นเล็กน้อยให้กับภรรยาของตนเองเพราะเขากำลังกังวลใจกับปัญหาของบริษัท
ซึ่งเกิดสถานการณ์ตึงเครียดั้แ่ที่ซ่งซ่านจิงลาออกไป
“ก็โทรตามอาจิงให้มาจัดการสิ”เว่ยผิงพูดด้วยความเคยชินเหมือนกับลืมเื่ความขัดแย้งเดิม
“อย่าลืมสิว่าอาจิงออกไปจากบริษัทแล้ว”ซ่งซ่านโจวเตือนความจำของภรรยา
“ออกไปแล้วจะทำตัวเป็คนไร้น้ำใจไร้คุณธรรมอย่างนั้นหรือ?”เว่ยผิงะโใส่สามีตนเองด้วยความโมโห
เธอมีความเชื่อฝังจิตใจว่าลูกชายต้องกตัญญูต่อบุพการีอย่างไร้เงื่อนไขใดๆ
“ทานข้าวทานข้าว”
ชายชราตัดบทคำพูดของภรรยาตนเองที่ลืมคำพูดเมื่อครั้งก่อนที่ตกลงแบ่งแยกครอบครัวและทรัพย์สินต่างๆ
“ก็แค่โทรไปสั่งจะทำยึกยักทำไม?” เว่ยผิงบ่นกระปอดกระแปดอย่างไม่พอใจเบาๆ
ไป๋จูซีและซ่งจูหว่านมองหน้ากันอย่างยอมจำนนกับพฤติกรรมแม่สามีและย่าของทั้งคู่
เมื่อทานอาหารเช้าอิ่มแล้ว
ขณะที่เว่ยผิงเปิดโทรทัศน์ดูข่าวประจำวัน
ปรากฏว่ามีข่าวเหตุฆาตกรรมหนึ่งที่ทำให้ไป๋จูซีตัวแข็งทื่อตื่นใ
นั่นคือข่าวการเสียชีวิตของชายอันธพาล 4 คนบริเวณสนามบาสเก็ตบอลใกล้กับสนามเด็กเล่น
“อาหู่ตายแล้วหรือ?”ไป๋จูซีพึมพำอย่างไม่เชื่อสายตา
เธอไม่คิดว่าอาหู่จะถูกสังหารโดยซ่งเย่แต่ทว่าเป็ใครกันที่ฆ่าพวกเขาหรือมีคนคอยช่วยเหลือซ่งเย่?!
“ฉันจะไม่ยอมแพ้เพราะเื่แค่นี้”ไป๋จูซีกำมือแน่นด้วยความเคียดแค้น
ด้านซ่งจูหว่านที่เดินไปไม่ไกลและได้ยินนักข่าวพูดถึงเื่ของเหตุฆาตกรรมชาย4 คนพอดี
เธอพึมพำด้วยความแปลกใจว่า“่นี้มีเหตุฆ่ากันตายบ่อยจังเลย”
..........
วันอาทิตย์ผ่านไปอย่างเรียบง่ายสำหรับซ่งเย่
หลังจากทานอาหารเช้าร่วมกับครอบครัวโดยมีแขกรับเชิญคือหลิวเย่ มาร่วมทานด้วย
ซ่งซ่านจิงมีท่าทางไม่ชอบใจหลิวเย่แต่ไม่สามารถขัดขวางภรรยาตนเองที่ชอบหลิวเย่เป็อย่างมาก
เขารู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่มองเห็นแววตาของหลิวเย่จ้องมองลูกสาวของตนเอง
ถึงแม้ว่าจะเป็สายตาที่แสดงความรักอย่างตรงไปตรงมา
แต่เขา้าใช้ชีวิตร่วมกับลูกสาวที่เพิ่งจะพบเจอกันหลังจากหายสาบสูญมานานกว่า17 ปีให้นานมากที่สุด
กลับกันหลิวเย่ยึดถือคติที่ว่า
“รักบ้านก็ต้องรักอีกาบนหลังคาด้วยซึ่งหมายถึงเมื่อรักใครแล้วก็ต้องยอมรับทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคนผู้นั้นด้วย”
ดังนั้นหลิวเย่จึงทำดีกับทุกคนที่อยู่ใกล้ชิดกับสาวน้อยตนเอง
หลังทานอาหารเช้าอิ่มแล้ว
ทุกคนแยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัว
ซ่งเย่กลับห้องเพื่อจัดทำแผนการสอนพิเศษให้กับเพื่อนๆในวันพรุ่งนี้
ส่วนหลิวเย่กลับไปติดตามผลการตรวจสอบเหตุฆาตกรรมและองค์กรKA กับปู้เล่ยและถังซิ่ว
ซึ่งเวลานี้หลี่ซูเต๋อกำลังแฮ็คข้อมูลตรวจสอบหาพิกัดที่อยู่ของสมาชิกองค์กรKAคนอื่นๆ
..........
เช้าวันจันทร์
เวลา 04.00 น.ซ่งเย่ไปออกกำลังกายตอนเช้าตามปกติโดยไม่มีหลิวเย่
แต่เธออารมณ์ดีเนื่องจากได้ก้าวขึ้นสู่ระดับ5 แล้วและทำให้ลืมเื่ของหลิวเย่ไปชั่วขณะ
เมื่อซ่งเย่มาถึงหน้าประตูโรงเรียนเธอพบกับซ่งจูหว่านที่ยืนรออยู่ก่อนหน้า
ขณะที่ซ่งเย่กำลังเดินผ่านหน้าป้อมยามของโรงเรียน
ซ่งจูหว่านรีบเดินเข้ามาประกบซ่งเย่และพูดจาประชดประชัน
“น้องสาวยินดีด้วยที่ได้เป็ตัวแทนนักเรียนของจังหวัด”
“ขอบใจ”ซ่งเย่ตอบกลับเสียงเรียบใบหน้าเฉยเมย
“แต่คงไม่มีโอกาสได้เป็ตัวแทนของประเทศ”ซ่งจูหว่านกระซิบด้วยใบหน้ายิ้มหวานอย่างปากหวานก้นเปรี้ยว
“ก็รอดูต่อไปสิ”ซ่งเย่กล่าวอย่างท้าทายและจ้องมองสบตาซ่งจูหว่านด้วยใบหน้าเ็า
“ฮึ่ม”ซ่งจูหว่านกำมือจบเล็บจิกฝ่ามือและมองตามแผ่นหลังของซ่งเย่ด้วยสายตาอาฆาตแค้น
ซ่งเย่มีรอยยิ้มสะใจในแววตาที่ซ่งจูหว่านเป็ฝ่ายเข้ามาให้เธอเยาะเย้ยเอง
เมื่อซ่งเย่เดินมาถึงห้องสาม
เพื่อนนักเรียนต่างทักทายซ่งเย่อย่างเป็มิตร
ซูฉีถามซ่งเย่แทนเพื่อนนักเรียนคนอื่นว่า“เพื่อนรักของฉัน หวังว่าวันนี้คงไม่ลืมว่าพวกเรามีนัดกันตอนบ่ายนะจ๊ะ”
“ไม่ลืม”ซ่งเย่พยักหน้าตอบรับ
เพื่อนนักเรียนในห้องต่าพากันส่งเสียงเหมือนกับให้คำสัญญากับซ่งเย่
“พวกเราจะตั้งใจเรียน”
“เราจะไม่ทำให้ซ่งเย่ผิดหวัง”
“เราจะอดทน”
“พวกเราจะสู้และนำชื่อเสียงมาให้ห้องสาม”
ซ่งเย่พยักหน้ารับรู้กับเพื่อนๆและพูดลอยๆขึ้นมาเพื่อย้ำเตือนความตั้งใจของเพื่อนนักเรียน
“ความอดทนเป็ผลไม้รสแสนขม แต่เมื่อมีผลรสแสนหวาน”
“แน่นอน!”เพื่อนๆต่างพากันพยักหน้ายืนยันคล้ายดั่งเป็คำสัญญาต่อกัน
เมื่อเสียงกริ่งให้สัญญาณเริ่มเรียนวิชาแรก
ปรากฏว่าอาจารย์ประจำฉัน ถงผานรุ่ยเดินเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ก๊อกก๊อก” อาจารย์ถงเคาะหนังสือเรียนบนโต๊ะเพื่อเรียกความสนใจจากนักเรียนทุกคน
จากนั้นเขาพูดขึ้นเสียงดังว่า “สวัสดีนักเรียนทุกคนวันนี้อาจารย์อยากให้ทุกคนได้ร่วมแสดงความยินดีและลุ้นไปด้วยกันกับเพื่อน
นักเรียนของเราซ่งเย่ ที่เธอได้เป็ตัวแทนนักเรียนเข้าร่วมสอบแข่งขันวิชาการระดับประเทศและโอลิมปิกพวกเราปรบมือเป็กำลังใจ
ให้เธอด้วย”
“แปะ ๆๆๆ” นักเรียนพร้อมใจกับปรบมือเสียงดัง
“อาจารย์มาแสดงความยินดีช้าไปไหมค่ะผลสอบประกาศั้แ่สัปดาห์ก่อนแล้ว” ซูฉีประท้วงอาจารย์ถงเสียงดัง
“พวกอาจารย์ตื่นเต้นมากเกินไปและผู้อำนวยการกำลังติดต่อขอรางวัลให้กับซ่งเย่อยู่น่ะ”
อาจารย์ถงกระแอมไออย่างเขินอายและตอบตามจริง
“ซ่งเย่ได้รางวัลด้วย นี่ดีมากเลย” ตันจิ่วหัวหน้าห้องชายพูดแสดงความยินดีกับซ่งเย่ด้วยความจริงใจ
“ใช่ ใช่ ซ่งเย่จะสอนพิเศษให้กับพวกเราด้วย”เพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างภูมิใจ
“หือ ซ่งเย่จะติวให้เพื่อนๆด้วยหรือครับ?” อาจารย์ถงหูผึ่งทันทีที่ได้ยินข้อความนั้น
“ใช่ค่ะ จะเริ่มสอนในคาบวิชาอิสระบ่ายนี้”ซูฉีพยักหน้าและตอบคำถามของอาจารย์ถง
“อาจารย์จะมาสังเกตการณ์ด้วยนะครับ” อาจารย์ถงพูดมัดมือชกนักเรียนทุกคน
นั่นเป็เพราะว่าเขา้ามาเฝ้าสังเกตการณ์สอนของซ่งเย่
หากเธอมีเทคนิคการสอนที่ดีกว่าพวกอาจารย์
อาจารย์ถงอาจจะเสนอให้ซ่งเย่ช่วยติวให้กับเพื่อนนักเรียนห้องอื่นๆ
เพื่อเพิ่มอัตราสอบเข้ามหาวิทยาลัยของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองกรีนให้มากขึ้น
นี่หมายถึงชื่อเสียงของอาจารย์ประจำชั้นใช่ไหม?
และชื่อเสียงของโรงเรียนด้วย
อาจารย์ถงมีแววตาประกายความตื่นเต้นยินดี
“จะสอนแค่ห้องสามเท่านั้นค่ะ ไม่มีเวลาช่วยห้องอื่น”ซ่งเย่เหลือบมองเห็นท่าทีของอาจารย์ถง
เธอรีบออกตัวอย่างเห็นแก่ตัวเพราะซ่งเย่มีภารกิจอื่นที่ต้องทำอีกมาก
“ไม่เป็ไร ไม่ต้องรีบ ตอนบ่ายพวกเราค่อยมาดูกันอีกที”
อาจารย์ถงโบกมือปฏิเสธและมีสายตาเ้าเล่ห์ที่เขาวางแผนไว้ในใจ
“.....” ซ่งเย่กลอกตาไปมาอย่างจำนนต่อลูกตื้อของอาจารย์ถง
หรูเพ่ยเพ่ยที่จ้องมองซ่งเย่อยู่นาน
เธอกำมือแน่นมากขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อสะกดกลั้นความโกรธแค้น
พลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ ว่า “เก่งนัก ทำตัวเด่นเข้าไป ฉันจะหาทางจัดการเธอแน่ซ่งเย่!”
ซ่งเย่ได้ยินคำพูดของหรูเพ่ยเพ่ยชัดเจน
เธอหันหน้าไปจ้องมองสบตากับหรูเพ่ยเพ่ยอย่างท้าทายและขยับปากพูดเบาๆว่า“ก็มาสิ”
ใบหน้าของหรูเพ่ยเพ่ยบิดเบี้ยวด้วยความโมโหและโกรธแค้นซ่งเย่มากขึ้นกว่าเดิม
เมื่อถึงเวลาพักทานอาหารกลางวัน
หน้าห้องมีเกาเฉินที่ยังมีผ้าพันแผลแขนซ้าย เขายืนรอซ่งเย่และซูฉีอยู่หน้าห้องพร้อมกับเพื่อนชายอีก3 คน
“หายดีแล้วหรือ?” ซ่งเย่ถามเกาเฉินทันทีที่เห็นหน้า
“หายแล้ว ขอบคุณครับ” เกาเฉินตอบกลับเบาๆ
“บ่ายนี้พวกเราไม่เล่นบาสเก็ตบอลแต่จะมาเรียนพิเศษกับซ่งเย่แทน”
ซูฉีบอกกับเกาเฉินโดยตรงเพราะไม่แน่ใจว่าเพื่อนๆจะบอกกับเขาหรือยัง
“รู้แล้วครับ พวกเราจะมาเรียนด้วย”เกาเฉิมพยักหน้ารับรู้จะยืนยันที่จะเข้าร่วมการติวของซ่งเย่
“ทานข้าวก่อน” ซ่งเย่พูดเตือนทุกคนก่อนเดินนำหน้าไปโรงอาหาร
ขณะกำลังทานอาหารเกาเฉิน เทาเอ้อ เป่ยกวง หวางอ้าย และซูฉีจ้องมองซ่งเย่และอ้าปากค้างกันทุกคน
เนื่องจากพวกเขาตกตะลึงที่เห็นอาหารและข้าวเต็มถาดซ่งเย่
และดูเหมือนเธอทานจุมากกว่าเดิมเป็เท่าตัว
“ซ่งเย่ เมื่อเช้าไม่ได้ทานข้าวมาหรือครับ?” หวางอ้ายถามซ่งเย่อย่างระมัดระวังและเกรงใจ
“ทาน” ซ่งเย่ตอบกลับด้วยใบหน้าเฉยเมย
“ซ่งเย่ ทำไมเช้านี้เธอทานข้าวเยอะจัง?” ซูฉีถามเพื่อนสนิทตนเองอย่างตรงไปตรงมาและไม่เกรงใจ
“อ้อ หิวน่ะ” ซ่งเย่เงยหน้าและกวาดสายตามองทุกคนอย่างสงสัย
นั่นเป็เพราะว่าเมื่อเธอก้าวขึ้นสู่ความแข็งแกร่งระดับ 5 แล้ว
อัตราเผาผลาญอาหารในร่างกายจะมากขึ้นและทำให้เธอต้องทานอาหารมากขึ้นตามไปด้วย
“สงสัยอาหารของแม่ครัวจะอร่อยเป็พิเศษ”เกาเฉินพูดแก้เก้อให้กับซ่งเย่
เขาสงสัยว่าสัปดาห์ก่อนเกิดอะไรขึ้นกับซ่งเย่?!
ทำไมเธอถึงได้ทานอาหารมากขึ้นอย่างฉับพลัน?!
ซ่งเย่ที่เข้าใจความรู้สึกของทุกคนแต่เธอไม่อยากเสียเวลาอธิบายเพราะพวกเขาย่อมไม่เข้าใจอย่างแน่นอน
ทางด้านซ่งจูหว่านที่นั่งทานข้าวอยู่กับหวางเม่ยลี่
หรูเพ่ยเพ่ยเดินถือถาดอาหารไปนั่งทานด้วยและกวาดสายตามองรอบๆแต่ไม่พบกับกู้เจ๋ออ้าย
จึงถามซ่งจูหว่านตามตรง “กู้เจ๋ออ้ายล่ะ?”
หวางเม่ยลี่กระแทกตะเกียบกับถาดอย่างแรง “เคร้ง”
และตอบหรูเพ่ยเพ่ยอย่างอารมณ์เสียว่า “ไม่รู้ไม่เห็น”
ซ่งจูหว่านก้มหน้าลงทานข้าวเงียบๆ แต่มีแววตาไม่พอใจ
เนื่องจากเธอไม่สามารถติดต่อกู้เจ๋ออ้ายได้ั้แ่เย็นวันศุกร์
เขามีท่าทีเปลี่ยนไปั้แ่รู้ข่าวว่าเธอสอบแข่งขันได้ลำดับต่ำกว่าเกณฑ์และไม่ได้เป็ตัวแทนนักเรียนของจังหวัด
“ซ่งเย่!” ซ่งจูหว่านก้มหน้าและกัดฟันพูดพึมพำเบาๆอย่างอาฆาตแค้นซ่งเย่
..........
เวลา 14.30 น. เมื่อมีเสียงกริ่งบอกหมดเวลาวิชาของภาคบ่าย
และต่อไปคือวิชาอิสระสำหรับนักเรียน
พลันเกิดความโกลาหลของนักเรียนที่กำลังเดินออกจากห้องเรียนอื่นๆ
เนื่องจากมีนักเรียนชายสี่คนจากห้องห้าแบกโต๊ะและเก้าอี้เดินตรงไปห้องสามอย่างอึกทึก
“นั่นพวกเขาขนโต๊ะเก้าอี้ไปทำไม?” นักเรียนชายห้องห้าถามเพื่อนๆร่วมห้องด้วยความสงสัย