เทพอัคคีตะลึงงัน เื่เล่าที่สืบต่อมานับพันปี กลับเป็เพียงม่านบังตาที่มีเพียงเทพฟ้าดินเท่านั้นที่ล่วงรู้
“ข้าเข้าใจแล้ว” เขากล่าวด้วยความเคารพ “ข้าและศิษย์จะเก็บความลับนี้ไว้ชั่วกาล”
“เราจะรักษาความลับนี้ตลอดไป!” ศิษย์ทั้งหอประชุมโค้งศีรษะพร้อมเพรียง
เทพฟ้าดินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ไม่จำเป็แล้ว เพราะนับจากวันนี้ไป ก็จะไม่มีสิ่งใดที่ให้เราต้องปกป้อง บนยอดเขานั้นอีกแล้ว”
“รับทราบ!” เสียงก้องสนั่น
เทพฟ้าดินยิ้มบางๆ “เช่นนั้น… ไปกันเถอะ”
สิ้นคำ ทั้งสองก็พลันหายวับจากหอประชุม ไปปรากฏร่างบนยอดเขาอัสนีเหมันต์ ท่ามกลางหิมะที่โหมกระหน่ำและลมแรงเกรี้ยวกราด ผลึกดาราเหมันต์ส่องแสงเจิดจ้า ราวจะฉีกฟากฟ้าออกเป็สองส่วน
ทันใดนั้น แสงเจิดจ้าก็พลันปะทุขึ้น พร้อมเสียงะเิกึกก้องดัง ฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างทั่วนภา พลังมหาศาลพัดเทพอัคคีกระเด็นอัดเข้ากับแง่หินจนแทบตกหน้าผา เขาเจ็บร้าวไปทั้งร่าง ขณะที่ยังพยายามยันกายให้ลุกขึ้น
เบื้องหน้า เทพฟ้าดินยืนกลางพายุและสายฟ้าฟาดอย่างสงบนิ่ง ดุจเทพีผู้อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง
เทพอัคคีหายใจหอบ สายตาเต็มไปด้วยความตะลึง “พลังนี้… มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว…”
เทพฟ้าดินหันกลับมาด้วยรอยยิ้มลึกลับ ดวงตาเปล่งประกาย
“นี่เพียงจุดเริ่มต้น เ้าสำนัก สิ่งที่ท่านจะได้เห็น… จะยิ่งใหญ่กว่านี้นัก”
เสียงแตกหักของ ผลึกดาราเหมันต์ สะท้อนก้องทั่วยอดเขาอัสนีเหมันต์ ดังกังวานคล้ายเสียงแตกหักของชะง่อนผา แสงสว่างเจิดจ้าพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ดึงดูดสายตาเทพอัคคีและเทพฟ้าดิน ขณะเดียวกันความหนาวเหน็บจากพลังเหมันต์ก็แทรกซึมไปทั่วบริเวณโดยรอบ กลุ่มควันสีขาวหนาทึบคลี่คลุมผลึกจนทุกสิ่งเลือนหายมิอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เมื่อไอหมอกค่อยๆจางลง…ร่างเทพสตรีอายุประมาณ 18 ปีผู้หนึ่ง ก็พลันก้าวออกมาจากแสงนั้น นางงดงามประหนึ่งเทพีจากดวงดาว ผิวขาวนวล ดวงตาสีฟ้าครามทอประกายสดใส พลังอันไร้ขอบเขตในอาภรณ์โปร่งแสงจากเกล็ดน้ำแข็งที่ค่อยๆ ละลาย กลายเป็ประกายดาราระยิบระยับ
“หันไปทางอื่น” เสียงเทพฟ้าดินเฉียบขาด
เทพอัคคีรีบเบือนหน้า แม้หัวใจจะสั่นสะท้านทั้งจากความยำเกรงและความตื่นตระหนก
เทพฟ้าดินหยิบชุดที่เตรียมมา เปลี่ยนให้นางอย่างรวดเร็ว ก่อนเอื้อมมือััแก้มเย็นนุ่มด้วยสายตาอบอุ่น “เ้ายังไม่ต้องพูดอะไร… จากนี้ไป เ้าคือลูกของข้า ข้าจะตั้งชื่อเ้าว่า เทพีน้ำค้างเหมันต์ เพราะเ้าถือกำเนิดมาพร้อมกับดวงตาสีฟ้าครามดังหยาดน้ำค้าง และพลังเหมันต์อันแท้จริงของเ้า”
นางหยุดถอนหายใจก่อนจะกล่าวต่อ “อัศจรรย์นักสำหรับผู้ที่เพิ่งลืมตาดูโลกเช่นเ้า ช่างมีพลังสูงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด”
เทพีน้ำค้างเหมันต์นิ่งสงบ แต่แววตาแฝงความเข้าใจอันลึกซึ้ง เทพฟ้าดินหันไปยังเทพอัคคี ผู้ยังยืนหันหลัง “เื่นี้ต้องเป็ความลับ อย่าให้ใครล่วงรู้ทั้งเื่พลังที่แท้จริงของนาง และเื่ที่ข้ารับนางเป็ลูก ท่านเข้าใจหรือไม่”
เทพอัคคีพยักหน้าด้วยสีหน้าหนักแน่น และพร้อมเก็บงำความลับเหล่านี้ไว้ตามที่นางมอบหมาย “ข้าสัญญา ความลับนี้ข้าจะแบกรับไว้เอง”
“ดี” เทพฟ้าดินยิ้มบางๆ “ข้าจะพานางไปฝึกให้คุ้นเคยกับพลังเสียก่อน แล้วค่อยฝากนางเข้าสำนักเทพอัสนีย์ให้ท่านดูแล”
สิ้นคำ ทั้งเทพฟ้าดินและเทพีน้ำค้างเหมันต์ก็หายวับไป ทิ้งไว้เพียงเทพอัคคีที่ยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางลมหนาวบนยอดเขา…
หลังจากที่เทพอัคคีกลับมาถึงสำนักเทพอัสนีย์ ศิษย์ทั้งหลายต่างกรูกันเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว สายตาเปี่ยมไปด้วยความสงสัยและกังวล เื่ราวลึกลับบนเขาอัสนีเหมันต์เป็ที่พูดถึงอย่างแพร่หลาย ไม่มีใครรู้ว่าเ้าสำนักและเทพฟ้าดินทั้งสองไปทำอะไรมา
"ท่านเ้าสำนัก ท่านไปตรวจสอบผลึกดาราเหมันต์กับเทพฟ้าดิน ไม่ทราบว่าผลเป็เช่นไร" ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
"หรือว่าผลึกจะแตกไปแล้ว ข้าตรวจไม่พบแสงและพลังเช่นที่ผ่านมาเลย" อีกคนหนึ่งถามเสริมพร้อมเสียงที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
ศิษย์หลายคนวิพากษ์วิจารณ์กันออกไปต่างๆ นาๆ หลายคนคาดเดาว่าเทพฟ้าดินพาเ้าสำนักไปทำลายผลึกดาราเหมันต์ เพื่อขจัดปัญหาในภายหน้า
เทพอัคคียืนนิ่งอยู่กลางวงศิษย์ที่รายล้อมเขา ดวงตาของเขาฉายแววเคร่งขรึม แม้จะเต็มไปด้วยความเครียด แต่เขาตัดสินใจที่จะปิดบังความลับที่เทพฟ้าดินมอบหมายให้ ด้วยหัวใจที่หนักแน่น เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
"พวกเ้านี่ ไม่ได้ไปด้วยแต่กลับสอดรู้สอดเห็น ช่างเสียมารยาทจริงๆ ผลึกได้แตกสลายไปแล้วจริงๆ ต่อไปนี้ก็หมั่นเพียรฝึกวิชา เลิกกังวลกันได้แล้ว"
ศิษย์ทั้งหลายต่างพากันนิ่งเงียบลงชั่วขณะ แต่เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นอีกครั้ง เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มลอยขึ้นมาอีกรอบ "ไปกับเทพฟ้าดิน แล้วทำไมเทพฟ้าดินถึงต้องชวนเ้าสำนักไปด้วยล่ะ"
"หรือว่าในผลึกจะเป็สิ่งมีชีวิตที่อันตราย"
เมื่อเสียงดังขึ้นจนเริ่มเกินควบคุม เทพอัคคีซึ่งมีความอดทนมากพอแล้ว ตัดสินใจส่งเสียงตะหวาดดังลั่น "พอได้แล้ว" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เข้มและเด็ดขาด "หยุดพูดกันได้แล้ว ข้าสั่งให้พวกเ้าแยกย้ายกันไปฝึกวิชาของตน อย่าเสียเวลาไปกับเื่ที่พวกเ้าไม่เกี่ยวข้อง"
ศิษย์ทั้งหลายต่างใและเงียบลงทันที บรรยากาศของความตึงเครียดแผ่กระจายไปทั่วหอประชุม ไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อไปอีก ทุกคนจึงค่อยๆ ถอยออกไปและแยกย้ายกันกลับไปยังสถานที่ฝึกฝนของตนเอง ทิ้งให้เทพอัคคียืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางความคิดที่สับสนและความลับที่เขาต้องเก็บรักษา
เทพฟ้าดินพาเทพีน้ำค้างเหมันต์มายังพระราชวังน้ำแข็งใต้ทะเลมรกตในหุบเขาอัสนีเทวะ ที่ซ่อนลึกลงไปใต้ผืนน้ำ นี่คือสถานที่ซึ่งเทพฟ้าดินใช้หลบฝึกวิชามาตลอด 3,000 ปี เป็พระราชวังที่เคยเป็ของราชินีัน้ำแข็งแห่งทะเลมรกต
แต่เมื่อนางสิ้นชีวิตลง เทพฟ้าดินจึงได้นำของวิเศษในพระราชวังแห่งนี้มาใช้ในการฝึกวิชาของตนเอง "ที่นี่เต็มไปด้วยปราณฟ้าดินที่เหมาะแก่การฝึกวิชา" เทพฟ้าดินกล่าวขณะเดินนำทางเทพีน้ำค้างเหมันต์ผ่านห้องโถงน้ำแข็งที่เยือกเย็น
"ของวิเศษเหล่านี้เคยเป็สมบัติล้ำค่าของราชินีัน้ำแข็ง นางพลังอันยิ่งใหญ่ ข้าใช้เวลานับพันปีที่นี่เพื่อเสริมพลังและฝึกวิชา"