หลูเจิ้งชิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะบอกฟู่ถิงเย่ว่า “ต้นเหตุอาการป่วยของแม่นางหวา...อยู่ในสมองของนาง ขออภัยที่ข้าน้อยไร้ความสามารถ”
สีหน้าของฟู่ถิงเย่มืดครึ้ม“ครั้งก่อนเจ้าบอกว่านางไม่ได้เป็นอะไรมากนี่”
“ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยพูดแค่ว่าชั่วคราว...อาการป่วยนั้นจะไม่ทำอันตรายถึงชีวิตในตอนนี้แต่ถ้าหากกำเริบขึ้นมา เกรงว่าแม่นางหวาจะสลบไปอีกครั้ง ร่างกายไม่สามารถฟื้นคืนสติได้หากเป็นเช่นนี้นานๆ เข้า อาจจะส่งผลเสียต่ออวัยวะภายในทั้งห้า”
สีหน้าของฟู่ถิงเย่ยิ่งดูไม่ดีมากกว่าเดิม
หลูเจิ้งชิงหยุดไปเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “ทางที่ดีที่สุดในตอนนี้คือ ต้องควบคุมอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการกระแทกหรือการกระทบกระเทือนที่ศีรษะเพื่อไม่ให้อาการป่วยกำเริบขึ้นอีก”
“จะหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนที่ศีรษะได้อย่างไร?”ฟู่ถิงเย่ถาม
“ขาบาดเจ็บต้องหลีกเลี่ยงการเดินและการวิ่งมือบาดเจ็บต้องหลีกเลี่ยงการยกของหนัก แม่นางหวาบาดเจ็บที่สมอง ก็ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ความคิดและความกังวล”หลูเจิ้งชิงจ้องมองฟู่ถิงเย่ พร้อมกับเอ่ยอย่างมีนัย “แม่นางหวาทำทั้งดาบและธนู ล้วนต้องทุ่มเทความคิดและจิตใจลงไปทั้งหมดสร้างความอ่อนล้าทั้งกับสมองและจิตใจ”
ฟู่ถิงเย่ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาเท้าบนพนักเก้าอี้ขยับนิ้วชี้เคาะเบาๆ เหมือนกำลังครุ่นคิด “เจ้ากำลังบอกว่า...หลังจากนี้ นางอาจจะไม่สามารถคิดค้นอาวุธใหม่ได้อีกแล้วใช่หรือไม่?”
หลูเจิ้งชิงมีสีหน้าจริงจังมากขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ใช่ขอรับ”
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบเป็นเวลานาน
ผ่านไปสักพัก ฟู่ถิงเย่จึงเอ่ยขึ้น“เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายออกไป”
“แต่ว่า...” หลูเจิ้งชิงมีสีหน้ากังวลหากหวาชิงเสวี่ยยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป มีโอกาสสูงมากที่จะสลบไปอีกครั้ง เขาอาจจะใช้การฝังเข็มช่วยชีวิตนางได้ครั้งหนึ่งแต่ก็ใช่ว่าจะช่วยได้เป็นครั้งที่สอง
ฟู่ถิงเย่มีเรื่องที่ต้องคิดมากกว่านั้น“หากเรื่องนี้แพร่ออกไป การเจรจาสันติภาพครั้งนี้จะไม่เป็นผลดีต่อแคว้นต้าฉีของเราอย่างแน่นอน”
ทูตจากแคว้นต้าเหลียวยังอยู่ในเซิ่งจิง
“หากร้ายแรง บางทีครั้งนี้พรมแดนอาจกลับเข้าสู่สภาวะวุ่นวายอีกครั้ง”ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “อิทธิพลของซือปิงฟูเหรินเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนมากขึ้นเราจะหยุดอยู่แค่นี้ไม่ได้ แคว้นต้าฉียังต้องการซือปิงฟูเหริน”
เหมือนกับตอนที่เขาถูกย้ายไปประจำการที่ชิงโจวครั้งนั้น
แม่ทัพฟู่ไม่ได้เป็นแค่ฟู่ถิงเย่อีกต่อไปแต่เป็นตัวแทนแห่งความหวัง ประชาชนต่างฝากความหวังไว้กับแม่ทัพฟู่ผู้ที่รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งในทางใต้คาดหวังว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในทางเหนือที่ถูกแคว้นต้าเหลียวครอบงำ
และในตอนนี้ หวาชิงเสวี่ยก็เป็นตัวแทนแห่งความหวังเช่นกัน
เบื้องหลังเรื่องเล่าขานอย่างสนุกสนานเกี่ยวกับซือปิงฟูเหรินนั้นได้แสดงให้เห็นถึงทัศนคติเชิงบวกที่มีต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน
หลูเจิ้งชิงถอนหายใจเบาๆแล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพพูดถูกต้องแล้ว”
ฟู่ถิงเย่มองเขาแวบหนึ่งแล้วกล่าวเรียบๆ ว่า “เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่ปล่อยให้นางต้องเผชิญอันตรายอีก”
แม้ว่าในอนาคตนางจะไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้วแต่สิ่งที่นางทำมาทั้งหมดตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็สมควรได้รับการเคารพและยกย่อง
เพียงแต่...นางคงจะผิดหวังมากกระมัง?
ฟู่ถิงเย่นึกถึงหวาชิงเสวี่ยในยามที่พูดคุยเรื่องความรู้ยากๆเหล่านั้น ใบหน้าเล็กๆ ของนางจะเต็มไปด้วยความยินดีและความตั้งใจ ดวงตาของนางจะเปล่งประกายราวกับมีแสงสว่าง
นางแตกต่างจากสตรีทั่วไปนางชอบที่จะศึกษาเรื่องราวของอาวุธต่างๆ อย่างจริงจัง การทำอย่างไรให้อาวุธมีประสิทธิภาพสูงสุดคือสิ่งที่นางให้ความสนใจอย่างยิ่ง
...
เมื่อออกมาจากบ้านของหลูเจิ้งชิงฟู่ถิงเย่และหวาชิงเสวี่ยก็ขึ้นรถม้าเดินทางกลับจวน
เขาเห็นว่าหวาชิงเสวี่ยอารมณ์ดีมากจึงอดถามไม่ได้ “เจ้าชอบบ้านของตระกูลหลูมากเลยหรือ?”
หวาชิงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มแล้วพยักหน้า “ชอบสิ หมอหลวงหลูเป็นคนดีมาก ฮูหยินหลูด้วย หม้อไฟก็อร่อยมาก แถมพวกเขายังให้พริกข้ามาเยอะแยะเลย”
ฟู่ถิงเย่หัวเราะออกมาเหตุผลของนางช่างเรียบง่ายจริงๆ
หวาชิงเสวี่ยกล่าวด้วยความอิจฉาว่า“ความสัมพันธ์ระหว่างหมอหลวงหลูกับภรรยาดีมากเลย ข้าได้ยินฮูหยินหลูเล่าว่า หมอหลวงหลูได้รับการช่วยเหลือจากบิดาของนางบิดาของนางเห็นว่าเขามีความคิดเห็นที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับหลักการใช้ยา จึงรับเป็นลูกศิษย์ฮูหยินหลูชอบเขามาตั้งแต่ยังเล็ก...ท่านแม่ทัพ ท่านว่านี่เป็นเหมยเขียวม้าไม้ไผ่[1] ได้หรือไม่ ดีจริงๆ เลยนะ...”
ฟู่ถิงเย่นั่งฟังเงียบๆ
หวาชิงเสวี่ยแอบมองเขาแวบหนึ่งพูดเป็นนัยว่า “ฮูหยินหลูยังบอกอีกว่า หมอหลวงหลูสัญญากับนางว่าจะไม่รับอนุภรรยาเด็ดขาดและจะมีเพียงนางคนเดียวชั่วชีวิต...”
ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าไม่ใส่ใจกล่าวอย่างไม่แยแสว่า “ก็แค่คำพูดหลอกล่อสตรีเท่านั้นแหละ พอนางแก่ชราลง หรือหลูเจิ้งชิงได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นอีกหน่อยเดี๋ยวเจ้าก็เห็นว่าเขาจะรับอนุภรรยาหรือไม่”
ฟู่ถิงเย่พูดเช่นนี้เพราะไม่ชอบที่หวาชิงเสวี่ยชื่นชมบุรุษคนอื่นแต่หลังจากพูดออกไป แล้วเห็นสีหน้าของสตรีข้างๆ ที่เหมือนถูกทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรงฟู่ถิงเย่ก็รู้สึกหัวใจเต้นรัว คิดในใจว่าแย่แล้ว!
“เจ้าอย่าดูแค่ว่าหลูเจิ้งชิงท่าทางเป็นคนดีเหมือนสุภาพบุรุษแล้วก็เชื่อเขาไปทั้งหมดคนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ!” ฟู่ถิงเย่อ้างคำพูดขึ้นมากลบเกลื่อนความกระดากของตน จึงทำเป็นสั่งสอนนางเสียงดุ“ข้าทำศึกสงครามมาสิบกว่าปี ไม่เคยมีสตรีข้างกายสักคน บุรุษเช่นข้าพูดว่าจะไม่รับอนุภรรยาถึงจะน่าเชื่อถือ”
หวาชิงเสวี่ยมองเขาด้วยความกังขา“ไม่เคยมีสตรีข้างกาย...แล้วองค์หญิงหนานจ้าวเล่า?”
ฟู่ถิงเย่ถึงกับพูดไม่ออก“...”
ความรู้สึกของการถูกรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆมันไม่ดีจริงๆ
แท้จริงแล้วหวาชิงเสวี่ยไม่ได้ถือสาเรื่องราวในอดีตของเขากับอูซินเหยาอาจเป็นเพราะนางรู้ว่าฟู่ถิงเย่กับอูซินเหยาอยู่คนละฝ่าย ไม่มีทางที่จะอยู่ด้วยกันได้
แต่ถึงอย่างนั้น นางก็อดที่จะพึมพำออกมาไม่ได้ว่า“หมอหลวงหลูมีแค่ฮูหยินหลูมาตลอด ไม่เคยมีสตรีอื่นเลย...ทั้งในอดีตและในอนาคตด้วย...”
ฟู่ถิงเย่ถึงกับพูดไม่ออกอีกครั้ง“...” นี่กำลังถือสาความสัมพันธ์ในอดีตของเขา?
รถม้าจอดลงอย่างเหมาะเจาะถึงจวนพระราชทานของหวาชิงเสวี่ยแล้ว
หวาชิงเสวี่ยหมุนตัวเตรียมลงจากรถฟู่ถิงเย่ก็ยื่นมือไปคว้าข้อมือของนางไว้
หวาชิงเสวี่ยหันกลับมามองเขาด้วยความแปลกใจ“มีอะไรหรือ?”
ฟู่ถิงเย่ถามนางด้วยใบหน้ามืดครึ้มว่า“เจ้าถือสาเรื่องนั้นมากหรือ?”
“...” หวาชิงเสวี่ยเม้มปากแล้วค่อยๆ กล่าวว่า “ก็ไม่ได้ถือสาอะไรมากมาย แค่รู้สึกว่าท่านแม่ทัพพูดถึงหมอหลวงหลูเช่นนี้ไม่ดีเลย”
แต่ฟู่ถิงเย่กลับคิดในใจว่าสตรีผู้นี้ต้องถือสาเรื่องนั้นแน่นอน นางแค่ปากแข็งเท่านั้น!
ถึงแม้จะไม่ต้องการให้หวาชิงเสวี่ยเข้าใจผิดแต่เมื่อรู้ว่านางใส่ใจเรื่องเกี่ยวกับอูซินเหยา เขาก็รู้สึกพอใจยิ่งนัก
ฟู่ถิงเย่เพิ่มแรงที่มือเล็กน้อยดึงหวาชิงเสวี่ยกลับเข้ามา
หวาชิงเสวี่ยไม่ทันตั้งตัวจึงเสียหลักนั่งลงบนตักของเขาอย่างงุนงง เป็นอะไรไปอีกแล้ว?
“ข้าไม่เคยแตะต้องอูซินเหยา”เขามองหน้านางอย่างแน่วแน่ “ในสนามรบ ข้าเคยประดาบกับนางหลายครั้ง แต่หลังจากแยกย้ายกันแล้วข้าก็ไม่เคยแตะต้องนางอีกแม้แต่ปลายเส้นผม”
หวาชิงเสวี่ยหน้าแดงพึมพำ “ข้าไม่ถือสาจริงๆ นะ...” ดังนั้นท่านไม่ต้องอธิบายแล้วก็ได้...
แต่แขนของฟู่ถิงเย่แกร่งเหมือนทำจากเหล็กโอบเอวนางไว้แน่น ไม่ขยับเขยื้อน
“ถึงแม้ข้าจะรู้จักนางมานานแต่ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้ว่านางเป็นสตรี เจ้าก็น่าจะรู้ ในสนามรบสวมเกราะเหล็กปิดบังใบหน้าแม้ว่านางจะงดงามราวกับเทพธิดา ข้าที่ทำได้แค่ต้องแยกแยะว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู จะไปสนใจเรื่องคนตรงหน้าเพศผู้หรือเพศเมียได้อย่างไร”
เขาเข้ามาแนบชิดอยู่ใกล้นางมากเสียงพูดต่ำและแหบเล็กน้อย เหมือนกำลังปลอบนาง ทำให้หวาชิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะหน้าแดง
“สตรีที่ข้าเคยแตะต้องก็มีแค่เจ้าคนเดียว”ฟู่ถิงเย่กล่าวเช่นนี้ แล้วใช้นิ้วมือหยาบกร้านลูบไล้ไปที่เอวของนางผ่านเสื้อผ้า สุดท้ายก็กล่าวเสริมออกมาอย่างเศร้าๆว่า “จริงๆ แล้วข้าก็ยังไม่นับว่าเคยแตะต้องเจ้า...”
หวาชิงเสวี่ยฟังออกถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเขานางยิ่งหน้าแดงก่ำ ยิ่งกว่าเดิม กระทั่งปลายหูก็แดงไปหมด!
“ปล่อยข้าลงไปเถอะ...”นางกระสับกระส่ายบิดตัวไปมาอยู่ในอ้อมแขนของเขา
“ถึงบ้านแล้ว สมควรที่จะลงไปแล้ว”ฟู่ถิงเย่ปล่อยนางด้วยน้ำเสียงเสียดาย
หวาชิงเสวี่ยอับอายและขุ่นเคืองใจอยากจะพูดว่า ‘มันมีอะไรน่าเสียดายกัน!’
นางลงจากรถม้าด้วยใบหน้าแดงก่ำขณะกำลังจะก้าวเข้าไปในประตูใหญ่ ก็บังเอิญเห็นกลุ่มคนรวมตัวอยู่ที่ตรอกด้านข้าง กำลังชะเง้อชะแง้มองมาทางนี้
หวาชิงเสวี่ยตกใจจนต้องหยุดชะงักไปโดยไม่รู้ตัว
จวนที่หลี่จิ่งหนานพระราชทานให้นี้ไม่ได้ติดกับถนนสายหลัก แถมยังมีบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาล ถึงจะเรียกว่าเพื่อนบ้านแต่ที่จริงก็อยู่ห่างไกลกันมากๆ...ดังนั้น ปกติแล้วบริเวณนี้จึงไม่ค่อยมีคน
แต่คนที่กำลังชะเง้อชะแง้มองอยู่ตามตรอกซอกซอยเหล่านี้คืออะไรกัน?
หวาชิงเสวี่ยมองไปเพียงไม่กี่ครั้งคนเหล่านั้นก็แตกกระเจิงไปในทันที!
ถนนสะอาดหมดจดในชั่วพริบตา
หวาชิงเสวี่ยหันกลับไปมองรอบข้างไม่มีใครแล้วจริงๆ “เกิดอะไรขึ้นกัน...”
“ช่วงสองสามวันนี้เป็นแบบนี้ตลอดมีคนเดินผ่านหน้าจวนทั้งแบบจงใจและไม่จงใจเสมอ” ฟู่ถิงเย่พูดจากด้านหลังนาง
ทหารองครักษ์ที่นี่ทั้งหมดถูกจัดวางโดยเขาหากเกิดอะไรขึ้น เขาก็จะรู้ในทันที
เมื่อหวาชิงเสวี่ยได้ยินสิ่งที่ฟู่ถิงเย่พูดก็รู้สึกร้อนใจ ถามว่า “เป็นพวกหน่วยสอดแนมของกองทัพเหลียวหรือไม่?”
หลังจากที่เคยถูกลักพาตัวมาสองครั้งนางก็มีอาการหวาดระแวงแล้ว
ฟู่ถิงเย่หัวเราะออกมาเสียงดังแล้วลูบศีรษะของนางอย่างรักใคร่เอ็นดู “อาจจะมีบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขามาดูเจ้าทั้งนั้นแหละ”
“มาดูข้าทำไม?”หวาชิงเสวี่ยรู้สึกงงงวย
ฟู่ถิงเย่มีรอยยิ้มปรากฏอยู่ในแววตา“แน่นอนว่ามาดูซือปิงฟูเหรินผู้โด่งดัง ว่ามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร”
หวาชิงเสวี่ยถึงกับพูดไม่ออก
เป็นอย่างนี้นี่เอง...
นางไม่รู้เลยว่า ตั้งแต่หลังงานเลี้ยงชมบุปผาเป็นต้นมาในเมืองหลวงเริ่มก็มีข่าวลือกันว่าซือปิงฟูเหรินมีรูปร่างหน้าตาไม่ธรรมดา ไม่ได้มีสามเศียรหกกรอย่างที่เล่าลือกันแต่กลับงดงามมาก
เมื่อข่าวลือเช่นนี้แพร่สะพัดออกไปก็เล่าลือจนยิ่งเกินจริง สุดท้ายก็แทบจะบรรยายว่าหวาชิงเสวี่ยเป็นหญิงงามล่มเมือง!
และที่อยู่ของหวาชิงเสวี่ยก็ถูกเปิดเผยออกมาตอนที่เหล่าบรรดาตระกูลขุนนางส่งเทียบเชิญ อย่างน้อยชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ๆก็รู้กันหมดแล้ว หลังจากนั้นก็บอกต่อกันไปเรื่อยๆ ...
หวาชิงเสวี่ยไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งตนเองก็จะกลายเป็นคนดัง
ฟู่ถิงเย่พานางเดินเข้าไปข้างในแล้วกล่าวว่า “หากเจ้าไม่ชอบ ข้าจะให้คนไปไล่พวกเขาออกไป จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้”
“ไม่ ไม่ต้องหรอก!”หวาชิงเสวี่ยรีบคว้าแขนเสื้อของเขาไว้ “พวกเขาแค่สงสัยก็เท่านั้นเอง...เป็นเรื่องธรรมดาไม่ต้องทำอะไรหรอก ข้าไม่เป็นไร”
ฟู่ถิงเย่คิดดูแล้วก็กล่าวว่า“ก็จริง แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีพวกหน่วยสอดแนมแฝงตัวอยู่ เอาอย่างนี้แล้วกัน คนที่มองๆอยู่แถวนี้ก็ปล่อยไป แต่ถ้าใครกล้าเข้าใกล้เจ้า ก็ให้จับตัวมาสอบสวน”
“...” หวาชิงเสวี่ยไม่รู้จะพูดอะไรดี
ท่านแม่ทัพเจ้าคะ ถ้าลดความรุนแรงลงหน่อยโลกใบนี้จะสวยงามขึ้นอีกเยอะเลยนะเจ้าคะ...
หวาชิงเสวี่ยแทบไม่เคยออกจากจวนเลยคนภายนอกก็ไม่มีโอกาสได้เห็นนาง พวกเขาจึงไม่สามารถรบกวนหวาชิงเสวี่ยได้
วันเวลาผ่านไปเช่นนี้วันแล้ววันเล่า
หลี่จิ่งหนานยังคงแวะเวียนมาหานางเพื่อเล่นด้วยอยู่บ่อยๆ
ฟู่ถิงเย่ก็จะมาหานางเช่นกันเวลาของเขาเป็นเวลาที่แน่นอน ส่วนใหญ่คือหลังจากที่ทำงานเสร็จแล้ว บางครั้งก็จะมีข่าวสารเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพมาบอกนาง
เขาบอกว่า ทูตจากต้าเหลียวไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่พวกเขายื่นไปและยังไม่เต็มใจยอมแพ้เรื่องขอแลกเปลี่ยนอาวุธแบบใหม่ ตอนนี้กำลังจะเดินทางกลับ เพื่อเตรียมการเจรจาครั้งที่สอง
ฟู่ถิงเย่กล่าวว่า ทูตที่มาเจรจาสันติภาพกับต้าฉีในครั้งที่สองนั้นถึงจะเป็นผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจจริงๆ ต่อหน้าฮ่องเต้แห่งต้าเหลียว
อีกนัยหนึ่ง ทูตที่ถูกส่งมาในครั้งนี้ก็เป็นเพียงการหยั่งเชิงเท่านั้น
หวาชิงเสวี่ยไม่เข้าใจเรื่องการเมืองแต่ยังอดรู้สึกกังวลใจไม่ได้กับการเจรจาสันติภาพของทั้งสองแคว้น จนกระทั่งหลังจากนั้นอีกไม่กี่วันนางก็ได้รับจดหมายจากเหลียงเหวินเฉิงอีกครั้ง ความสนใจของนางต่อต้าเหลียวจึงเบี่ยงเบนไป
——————————————————————
[1]เหมยเขียวม้าไม้ไผ่(青梅竹马)ชายหญิงที่สนิทกันเล่นด้วยกันมาแต่เล็ก