บทที่ ยี่สิบเจ็ด
ช่างท้ายยามซื่อเด็กสาวผู้แสนร่าเริงก็มาถึงหน้าบ้านของยายเวยนางมาพร้อมห่อผ้าในมือขนาดพอๆ กับตัวเอง “ข้ามาแล้วเ้าค่ะ เราจะไปกันเมื่อใด” ตู้มู่เอ๋อดูอารมณ์ดีนักเพราะจะได้เที่ยวข้าวของหนักพะรุงพะรังก็ไม่ทำให้นางรู้สึกรำคาญใจแม้แต่น้อย
ลู่อิงิเห็นก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยอกล้อเด็กสาวเสียหน่อยนางแสร้งทำไม่รู้เื่ราวความหมายของตู้มู่เอ๋อถามกลับเสียงเรียบ“เราจะไปไหนกันรึ?”
“ก็เข้าเมืองไงพี่สาวลู่ ท่านให้ข้าไปขออนุญาตจากพ่อมาอย่างไรเ้าคะกว่าข้าจะขอได้ต้องเกาะแขนอยู่สองนาน นี่ข้าเตรียมของไปให้พี่ชายด้วยพี่สาวลู่ห้ามทำข้าเสียใจนะ”เด็กน้อยบ่นออกมาเสียชุดใหญ่เพราะกลัวจะอดไปดูเทศกาลพลุไฟอย่างที่ตั้งใจขนาดที่ว่าเมื่อคืนแทบนอนไม่หลับ
“ก็ได้ๆ ข้ายอมแล้วไม่แกล้งแล้ว แต่รออีกนิดนะพี่สาวต้องเตรียมของให้ท่านแม่สำหรับตอนเย็น”ใจจริงนางอยากจะฝากยายเวยไป๋ฉุนไว้ที่บ้านตู้ แต่หญิงชราไม่ยอมนาง้าจะนอนแค่ที่บ้านแห่งนี้เท่านั้น บอกว่าถ้าไม่ได้นอนที่นี่จะนอนไม่หลับลู่อิงิจึงต้องเตรียมอาหารและเสื้อผ้าให้สะดวกต่อการหยิบจับสำหรับเปลี่ยนั้แ่ตอนนี้
“เสี่ยวหยุน ลูกก็อย่าลืมเงินล่ะ พาเมียเ้าไปซื้อชุดใหม่หาของอร่อยกินด้วยเอาเงินนี้ไปนะ” หญิงตาบอดคลำกล่องที่อยู่ใกล้ฟูกนอนแล้วเปิดออกหยิบเงินเก็บเล็กน้อยที่มีอยู่แทบทั้งหมดส่งให้สวีจ้าวหรง เงินเ่าั้อาจจะเก็บมาทั้งชีวิตแล้วก็ได้
“ท่านแม่เก็บเงินนั้นไว้เถอะ ข้ามีเงินเก็บอยู่บ้าง”สวีจ้าวหรงตอบกลับและเก็บเงินทั้งหมดคืนให้หญิงชราในกล่องเช่นเดิม
“งั้นจะเอาอะไรไปก็อย่าลืม อย่ามัวแต่เตรียมของให้แม่เลย แม่อยู่ได้จริงๆพวกเ้าเตรียมของตนเองเถอะ”
“ส่วนนั้นเตรียมหมดแล้วท่านแม่ ส่วนรถเข็นข้าก็ทำเสร็จแล้วนะเ้าคะไว้พรุ่งนี้พวกเรากลับมาแล้วลองเอามาใช้กันดีไหม”เมื่อเช้าลู่อิงิพึ่งประกอบรถเข็นเสร็จรถเข็นไม้ที่ตั้งอยู่หน้าบ้านพร้อมใช้งานเรียบร้อย
“ได้สิอิงิ”
หลังจัดการทุกในบ้านอย่างเสร็จลู่อิงิก็เปลี่ยนชุดเตรียมตัวเดินทางพอออกจากห้องนอนก็แวะไปเอ่ยลายายเวยอีกครั้งจากนั้นถึงออกมาที่หน้าบ้านม้าสองตัวเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว ส่วนตู้มู่เอ๋อที่ใจไม่อยู่กับตัวนั่งไม่ติดเดินวนรอบม้าตัวใหญ่พร้อมอาการตื่นตาตื่นใจตอนหันมาเจอพี่สาวลู่ที่เปลี่ยนไปก็เอ่ยทัก
“ทำไมพี่สาวลู่แต่งตัวแบบนี้”ตู้มู่เอ๋อเลิกสนใจม้าตัวใหญ่ทิ้งพวกมันแล้วเดินเข้ามาจับเสื้อผ้าของพี่สาวลู่ที่แปลกตาไปก็เพราะลู่อิงิกลับมาใส่ชุดบุรุษอีกครั้ง“พี่สาวลู่เหมือนคุณชายตระกูลผู้ดีเลยเ้าค่ะ”
“ขอบใจนะ แต่มู่เอ๋อรอดูพี่ชายคนโปรดของเ้าก่อนเถอะ” เพราะถ้าสำหรับนางที่ดูเหมือนบุตรชายตระกูลร่ำรวยสวีจ้าวหรงที่กำลังจะเดินตามออกมาคงเป็องค์ชายของแคว้น
หลังคำพูดนางไม่นานร่างสูงก็ตามออกมาคำพูดเซียนสาวไม่ผิดเพี้ยน ตู้มู่เอ๋อที่เห็นเข้าก็ตกตะลึงเด็กน้อยพลันเกิดอาการขวยเขิน “พี่ชายเติ้งหยุน ท่าน..” สองแก้มของเด็กสาวขึ้นสีชมพูจางๆไม่กล้าเอ่ยอะไรอีกเพราะยิ่งหนุ่มรูปงามหันไปมองเด็กน้อยก็ทำได้เพียงขยับปากที่สั่นเครือแต่กลับไม่มเสียงออกมาจนต้องหลบเลี่ยงโดยมาเกาะแขนลู่อิงิ
“พวกท่านมาจากเป็ตระกูลผู้ดีหรือ ทำไมมีเสื้อผ้าเช่นนี้ด้วย”ตู้มู่เอ๋อที่ยังจับแขนเสื้อของลู่อิงิเอ่ยถามด้วยความสงสัย ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะั้แ่วันแรกมาจนเมื่อก่อนหน้านี้ทั้งสองอยู่ในชุดอย่างชาวบ้านในหมู่บ้านที่ได้มาจากป้าเหลียนเพื่อความกลมกลืนแต่พอกำลังจะเข้าเมืองเลยคิดว่าเปลี่ยนชุดหน่อยคงจะดีนางเลยกลับมาใส่ชุดเดิมของตัวเอง
“ชู่ว เบาๆ มู่เอ๋อ เดี๋ยวท่านแม่ได้ยิน”อารามใของเด็กน้อยจะทำเอาหญิงชราในบ้านได้ยินจึงต้องเตือนเสียหน่อย
“ขอโทษเ้าค่ะ”
“ไปกันเถอะมู่เอ๋อ เ้าจะนั่งม้าของใคร” ลู่อิงิที่จูงม้าออกมาใกล้ๆเอ่ยถามเด็กน้อย ตู้มู่เอ๋อจึงหันไปมองสวีจ้าวหรงอีกครั้งแม้แต่ตอนนี้เด็กน้อยก็ยังคงเขินอายไม่กล้ามองเต็มตาอยู่ดีหญิงสาวตัวน้อยมีท่าทีอยากไปกับบุรุษในใจแต่ก็ไม่กล้าสุดท้ายตรงเข้ามากอดเอวลู่อิงิเอาไว้ “ไปกับพี่สาวลู่เ้าค่ะ”
ลู่อิงิจึงอุ้มและดันตัวเด็กสาวขึ้นไปก่อนจะะโขึ้นตามซ้อนหลังนางก้มมองร่างเด็กน้อยเบื้องหน้าทำให้นึกไปถึงเหตุการณ์ที่เมืองถงเซี่ยที่ตรงนี้นางเคยให้สวีจ้าวหรงนั่งั้แ่เจอกันครั้งแรกที่วัดหนิงเหอ
“เสี่ยวหรงดูสิ เหมือนท่านตอนนั้นเลยจำได้หรือไม่”นางเอ่ยเรียกร่างสูงที่กำลังขึ้นม้าอยู่ข้างๆพยักพเยิดให้เขามองร่างเด็กสาวในอ้อมแขน
“นั้นสิ เช่นนี้ให้ข้านั่งแทนมู่เอ๋อดีหรือไม่” ไม่ดี!นางแค่เอ่ยหยอกล้อเท่านั้น หยุดทำตามองเป็จริงเป็จังแบบนั้นเสียทีได้ไหม
“อะไรหรือพี่สาวลู่หรือว่าสมัยเด็กท่านเคยนั่งม้าของพี่ชายเติ้งหยุนเช่นกัน”
“เปล่าๆ ไม่มีอะไร เ้าลืมไปเถอะ” เด็กน้อยผู้ไม่รู้เื่ราวก็เข้าใจไปอีกอย่างแต่ไม่ว่าใครจะมาได้ยินก็คงไม่คิดว่าแท้จริงแล้วลู่อิงิจะเคยมี่เวลาที่แก่กว่าบุรุษร่างสูงใหญ่นี่ว่าไปตัวนางอายุเท่าไรก็ไม่รู้แล้วด้วย เสวยสุขเป็เซียนจนไม่ได้นับมานาน
ยามเวยทั้งสามคนที่ออกเดินทางมาใช้เวลานานเกือบสองชั่วยามกว่าจะเข้าถึงตัวเมืองคุนเหิงเพราะการเดินทางครั้งนี้อาจจะไม่ได้รีบร้อนและมีเด็กสาวมาด้วยทำให้การขี่ม้าช้าลงจะจึงเหมาะกว่า
ตู้มู่เอ๋อพอได้ลงจากม้าก็ะโโลดเต้น“เราแวะไปที่ร้านผ้าที่พี่ชายข้าอยู่ แล้วไปเดินเล่นได้หรือไม่พี่สาวลู่” หญิงตัวน้อยเอ่ยชักชวนเสียงใสไร้แววเหนื่อยล้าจากการนั่งม้า
“ได้แน่นอน เดี๋ยวข้าจะพาเ้าเดินทั่วตลาดเลยดีไหม”เซียนสาวตอบกลับอย่างหมายจะเอาใจเด็กน้อย นางรู้ว่าตู้มู่เอ๋อตื่นเต้นขนาดไหนคงจะไม่ได้เข้าเมืองมาบ่อยๆ สินะ
“ดีเ้าค่ะ พี่สาวลู่ดีกับข้าที่สุด” ร่างน้อยกอดเอวคุณชายลู่แน่นเพราะประโยคเมื่อครู่ถูกใจนางยิ่งนัก
ทั้งสามเดินอยู่บนถนนที่ตลาดในเมืองคุนเหิงก็สำรวจดูอย่างสนอกสนใจลู่อิงิและสวีจ้าวหรงไม่เคยมาที่นี่ส่วนตู้มู่เอ๋อก็ถือได้ว่านานทีปีหนถึงตลาดแห่งนี้ค่อนข้างเก่าแก่ไม่ได้มีสิ่งแปลกตานักหรืออะไรที่ชวนรู้สึกว่าฉูดฉาดแต่ด้วยที่วันนี้น่าจะเป็งานเทศกาลประจำเมืองร้านค้าบ้านเรือนจึงค่อนข้างคึกคักมีคนนำพลุไฟมาวางขายกันเยอะตามประตูบ้านก็มีติดอักษรเป็คำมงคล
เด็กน้อยที่เห็นของขายแล้วก็อยากจับจองบ้างแต่ว่านอกจากของที่เอามาฝากพี่ชายตัวนางก็ไม่มีเงินติดตัวเลยตู้มู่เอ๋อจึงดึงชายขายเสื้อของลู่อิงิให้นางก้มลงมาฟังเสียงอ้อนขอเบาๆ“เราซื้อก้านไฟได้ไหมเ้าคะ?”พร้อมกับสายตาเว้าวอน
“ได้สิจ๊ะ อยากซื้ออะไรพี่สาวลู่ซื้อให้เ้าหมดเลย”ลู่อิงิขยี้ผมของเด็กสาวอย่างเอ็นดูหลังพวกนางฝากม้าลงมาเดินได้ไม่เท่าไรก็ถูกเด็กน้อยอ้อนให้ซื้อของเสียแล้วแต่ลู่อิงิไม่คิดจะขัดใจเด็กน้อยสักนิดนางเตรียมจะเหมาก้านไฟให้ตู้มู่เอ๋อเล่นจนเบื่อเลย
“จริงหรือเ้าคะ? ถ้าเช่นนั้น ข้า..อยากใส่ชุดสวยๆด้วยได้หรือไม่” แม้อีกฝ่ายจะบอกว่าอะไรจะซื้อให้แต่เด็กตัวน้อยก็ไม่กล้าพูดขอเต็มเสียงอยู่ดีกลัวจะเป็การขอที่มากเกินไป เพราะชุดเสื้อผ้ายิ่งสวยก็ยิ่งแพงนางเป็เด็กชนบทชุดแบบที่คนในเมืองใส่นางเลยไม่เคยใส่เลยสักครั้ง
“ถ้าเ้าอยากใส่ชุดสวยๆ ทำไมจะไม่ได้ เราไปห้าชุดสวยๆให้เ้าใส่ไปหาพี่ชายกันเถอะ”
ตู้มู่เอ๋อได้ยินพี่สาวที่รักเอ่ยมาอย่างนั้นก็ะโกอดลู่อิงิแน่นคล้ายจะเป็ลูกลิงอย่างดีใจใหญ่โตถึงจะคลายแรงกอดก็ยังย้ายมาเขย่าไม่หยุด
ด้านสวีจ้าวหรงเห็นที่เซียนปลายแถวผู้นี้เอาอกเอาใจเด็กน้อยชนิดว่าทำตัวเป็พี่สาวไปแล้วรู้จักใครก็ทำตัวเหมือนพี่น้องครอบครัวเดียวกันทั้งยังดูแลใส่ใจตามใจทุกอย่างก็อดส่ายหน้าไม่ได้
เวลานี้เด็กน้อยได้ซื้อชุดใหม่อย่างที่ตั้งใจตู้มู่เอ๋อก็นำมาใส่ทันที ชุดผ้าเนื้อดีสีชมพูอ่อนปักลายดอกไม้งดงามแซมกิ่งหลิวหลังหมุนตัวหน้ากระจกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่สามารถหุบยิ้มได้ ก็ตอนนี้นางเหมือนคุณหนูชนชั้นสูงเลย“ชุดสวยมากเ้าค่ะ เสียดายทำไมพี่สาวลู่ไม่ซื้อด้วยกัน”
“ข้าจะสะดวกกว่าถ้าใส่ชุดแบบนี้”ตอนที่ตู่มู่เอ๋อเลือกชุดที่ถูกใจนางก็พยายามจะรบเร้าให้ลู่อิงิซื้อให้ตัวเองเช่นกันอ้อนอยู่หลายครั้งว่าอยากใส่ด้วยกันแต่ก็ถูกปฏิเสธ
“ข้าไม่เห็นเข้าใจเลย ก็พี่สาวลู่เป็ผู้หญิงทำไมใส่ชุดผู้ชายถึงสะดวกกว่าพี่ชายเติ้งหยุนก็ต้องอยากให้ท่านใส่ชุดสวยๆ แน่นอน ใช่ไหมเ้าคะ?” พอชวนไม่สำเร็จตู้มู่เอ๋อก็หันไปขอเสียงสนับสนุนอีกแรงจากบุรุษที่ขึ้นชื่อว่าเป็สามี
“โธ่เอ๊ย มู่เอ๋อ ข้าแต่งอะไรก็เหมือนกันอย่ากวนใจเขาเลยรีบเอาของไปให้พี่ชายเ้ากันดีกว่า”ลู่อิงิรีบคว้ามือเด็กสาวตัดบทไม่รอคำตอบชายหนุ่มเตรียมมุ่งหน้าไปทำภารกิจเดิมที่ค้างอยู่
แต่สวีจ้าวหรงไม่รีบร้อนไปด้วยอีกคนเขาคว้ามืออีกข้างของลู่อิงิรั้งนางเอาไว้เสียก่อน “ใครว่ากวนใจข้า?”
เซียนน้อยรีบเลี่ยงคำพูดสุ่มเสี่ยงด้วยการบิดข้อมือออกจากการกอบกุม“ไม่กวนก็ดี เรารีบไปกันเถอะ”หลังนางรีบตอบไหลตามน้ำไปกับสวีจ้าวหรงก็หันมาจูงตู้มู่เอ๋อเดินออกจากร้านขายเสื้อผ้าลู่อิงิยอมรับเลยว่ากลัวคำพูดอะไรที่สื่อว่ามีใจให้นางนับวันเขายิ่งทำตัวประหลาดนัก
ร้านผ้าที่ตู้มู่เอ๋อบอกว่าพี่ชายทำงานอยู่คือโรงย้อมผ้าโรงย้อมอยู่ในตรอกเล็กเข้ามาห่างจากถนนที่เป็ทางหลักพอควรที่นี่คงจะย้อมสีแล้วส่งขายเป็พับใหญ่ๆแต่เด็กน้อยก็ไม่รู้ว่าพี่ชายทำงานส่วนไหนอะไรในร้าน
“เข้าไปได้หรือ?” ลู่อิงิเอ่ยถามขณะมองเข้าไปในโรงงานย้อมผ้าเพราะกลัวจะไปรบกวนคนที่ทำงานอยู่
“ได้จริงๆ เ้าค่ะเข้าไปถามหาดูได้ถ้าพี่ชายอยู่ที่นี่เราจะได้เอาของฝากให้”ตู้มู่เอ๋อดูจะชำนาญที่ทางแสดงว่าเคยมาอยู่แล้วเด็กน้อยเดินเข้าไปในโรงย้อมผ้าก็เจอคนเดินผ่านไปมาจงถามหาพี่ชายทันที
“ข้ามาถามหาพี่ชายชื่อตู้อี้เสินเ้าค่ะ พอจะทราบไหมว่าอยู่ไหน
“วันนี้เห็นขนผ้าขึ้นเกวียนอยู่นะ ลองอ้อมไปหลังโรงย้อมดู”
“ขอบคุณเ้าค่ะ” แล้วตู้มู่เอ๋อก็เดินกลับมาหาทั้งสอง “ไปหลังโรงย้อมกัน”
ด้านหลังโรงย้อมไม่มีมีกลิ่นสีย้อมผ้าเท่าไรแล้วลู่อิงิมองดูผ้าหลายพับวางบนเกวียนน่าจะนำไปส่งตามร้านต่างๆ อีกทีที่ตรงนั้นมีผู้ชายวัยฉกรรจ์อยู่ทั้งหมดสามคนแต่สังเกตไม่ยากว่าคนไหนคือพี่ชายของตู้มู่เอ๋อ ก็โครงหน้าคล้ายกันมากขนาดน้ทันทีที่ตู้อี้เสินเห็นน้องสาวคนเล็กเข้าก็ลุกเดินมาหาสีหน้าเปี่ยมสุข
“มู่เอ๋อมาได้อย่างไร แล้วทำไมแต่งกายเช่นนี้” พอเห็นชุดที่น้องสาวใส่อยู่ก็อดทักไม่ได้น้องสาวเขาดูแปลกตาเสื้อผ้าโดดเด่นเช่นนี้ไม่มีทางที่ครอบครัวเขาจะซื้อให้ได้
“ข้ามากับพี่ชายเติ้งหยุนกับพี่สาวลู่เ้าค่ะ”
“หื้อ เติ้งหยุน ลูกชายของป้าเวยหรือ?” ตู้อี้เสินได้ยินก็นึกขึ้นได้ทันทีเขาคิดว่าบุตรชายเวยไป๋ฉุนตายไปแล้วเสียอีก แต่ถึงไม่ตายก็ต้องมีอายุมากกว่าเขาแต่ชายผู้นี้ดูอย่างไรก็เด็กกว่าถึงแม้ร่างกายจะสูงใหญ่และที่สำคัญเค้าโครงหน้ายิ่งไม่ดูว่าจะเป็ได้
“เื่นี้ยาว ไว้ข้าจะเล่าให้ฟังทีหลังนะ ข้าเอาของมาฝากด้วยพ่อกับอาเฉิงเฉิงฝากมาให้เยอะเลย”
“เอามาทำไมเยอะแยะ อีกสองสัปดาห์ก็กลับบ้าน”ตู้อี้เสินขยี้ผมน้องสาวอย่างเอ็นดูรักใคร่ก่อนจะหันมาหาคนที่ตู้มู่เอ๋อบอกว่าคือเติ้งหยุน
“พวกท่านพานางมาหรือ ท่านพ่อต้องไว้ใจพวกท่านมากๆ แน่ถึงยอมปล่อยเด็กแก่นกะโหลกเช่นนี้มาด้วยแล้วเสื้อผ้านางท่านซื้อให้หรือ”รัศมีของชนชั้นมันบ่งบอกว่าทั้งสองคนตรงหน้าร่ำรวยไม่เช่นนั้นน้องสาวตนเองคงไม่มาในชุดราคาแพงเช่นนี้ได้
“พวกข้าซื้อให้นางเอง มู่เอ๋อเป็เด็กน่ารัก นางสมควรได้รับแล้ว”ลู่อิงิก้าวออกมาตอบคำถามให้แทนสวีจ้าวหรง
“คุณชายท่านนี้ เมื่อครู่น้องข้าเรียกว่าพี่สาวลู่หรือ?” ครั้งนี้ตู้อี้เสินมองนางก็เกิดความสงสัยจนต้องเอ่ยถามเพราะเกรงว่าจะได้ยินผิดหรือเข้าใจอะไรผิด
“บอกแล้วว่าเื่ยาว เดี๋ยวข้าเล่าให้ฟังตอนร้านผ้าปิดวันนี้ข้าจะอยู่ดูพลุไฟที่นี่ด้วยนะเ้าคะ”เด็กน้อยดึงตัวตู้อี้เสินออกมาแล้วบอกอย่างกระตือรือร้นไว้รอเล่าที่เดียวสะดวกกว่ามาคลายข้อสงสัยทีละเื่ตอนนี้
“เช่นนั้นรอข้าเอาผ้าไปส่งก่อน อาจจะเย็นสักหน่อยค่อยกลับมาที่นี่อีกทีเป็ยามโหย่วก็ได้”
ทั้งสามปล่อยตัวตู้อี้เสินกลับไปทำงานจนกระทั่งเข้าสู่่ยามโหย่วตามที่นัดเอาไว้จึงกลับมาประจวบกับเวลาที่ตะวันรอนพระอาทิตย์กำลังตกดินชาวบ้านก็เริ่มถือพลุไฟก้านไฟมาเดินข้างนอกที่พักอาศัยระหว่างนั้นก็พากันจับจ่ายซื้อของในตลาดกันคึกคักกว่าเมื่อกลางวันมาก
น้องสาวแสนร่าเริงที่ตอนนี้ได้ตัวพี่ชายมาเดินด้วยแล้วนางก็เริ่มเล่าเื่ระหว่างที่ตู้อี้เสินไม่ได้กลับบ้านว่าเกิดเื่ราวอะไรขึ้นที่บ้านเวยไป๋ฉุนทั้งสองคนนี้เป็ใครเขาจึงคล้ายข้อสงสัยลงได้
“ว่าแต่ท่านทั้งสองจะอยู่ที่นี่ไปถึงเมื่อไร” ตู้อี้เสินเอ่ยถาม
“เื่นี้เรายังไม่ได้คิดกันเลยพี่ชายตู้ ข้าอยากอยู่ดูแลท่านแม่ไปก่อน”ถึงจะไม่ใช่ลูกสะใภ้จริงๆ แต่ลู่อิงิก็เกิดความผูกพันกับยายเวยไปเสียแล้วทั้งเวยไป๋ฉุนและหมู่บ้านนี้ ลุงและป้าตู้ มู่เอ๋อเองก็ด้วยทุกคนน่ารักเสมือนญาติมิตร นางจึงสามารถเสียเวลาหาเศษดาวเสี้ยวอื่นๆออกไปโดยไม่คิดอะไร อย่างไรนางก็เหลืออีกหลายเดือนด้วย
“ดีแล้วที่มีคนมาดูแลยายเวย ครั้งที่แล้วที่ข้าเจอนางก็อาการไม่ค่อยดีท่านพ่อก็จะพามาหาหมอในเมืองก็ไม่ยอม จะอยู่เฝ้าบ้านรอลูกชายกลับมาท่าเดียว”
ท่านยายเวยไป๋ฉุนแต่กำเนิดก็อยู่อาศัยที่หมู่บ้านมาตลอดพอยิ่งแก่ตัวก็ยิ่งติดที่ ลู่อิงิเข้าใจดี เพราะครอบครัวนางที่โลกก่อนก็เช่นนี้พ่อแม่เข้ามาอยู่ในเมืองแล้วพยายามจะให้ปู่ย้ายตามมาก็ไม่ยอมจะอยู่ที่บ้านหลังเก่าเท่านั้น ฉะนั้นเทศกาลวันหยุดที่พวกเราก็กลับไปเยี่ยมหรือนานๆ ทีถึงเข้าเมืองมาหาลูกหลาน
แต่ต่างกันที่ถ้าไม่มีนางกับสวีจ้าวหรงเวลานี้หญิงตาบอดก็คงไม่มีใครอีกแล้วจะให้ย้ายไปไหนก็คงไม่มีที่ไป ลู่อิงิจึงเลือกจะอยู่ดูแลหญิงชราเอง
“เดี๋ยวเราก็ซื้อของไปฝากท่านยายเยอะๆ ซื้อพลุไฟกลับไปด้วยไปเล่นที่บ้านก็ได้นี่เ้าคะ” ตู้มู่เอ๋อเสนอเด็กน้อยคนนี้นับเป็ความสดใสของที่นี่จริงๆ เพราะความคิดนี้เป็ความคิดที่ดีนักถึงยายเวยจะมองไม่เห็นแต่ต้องััได้ถึงความสนุกสนานอบอุ่นอยู่แล้วพร้อมมีเด็กน้อยคนนี้คอยพูดจ้อทั้งคน
“เช่นนั้นเราซื้อเล่นที่นี่แล้วซื้อกลับไปด้วยก็ได้”ลู่อิงิตอบตกลงทันทีแล้วเดินเข้าร้านพลุไฟที่ตั้งอยู่ในตลาด
ส่วนตู้มู่เอ๋อที่หยิบพลุไฟขึ้นมาเต็มไม้เต็มมือที่สองมือเล็กๆแทบถือไม่หมดจนพี่ชายดุนางเสียงเข้ม “เยอะไปแล้วมู่เอ๋อ เอาแค่สามสี่ห่อก็พอ”กล่าวจบตู้อี้เสินก็หยิบพลุในมือวางลงที่แผงขาย
“ไม่เป็ไรพี่ชายตู้ ข้าจ่ายให้เองสัญญากับมู่เอ๋อไว้แล้วว่าจะให้เล่นเต็มที่”
“น้องลู่อย่าตามใจนางมาก เดี๋ยวเสียคน แค่ค่าเสื้อผ้าก็มากพอแล้ว”ตู้อี้เสินหันมาตอบกลับร่างบางที่เข้ามายืนข้างๆเขารู้ว่าแท้จริงสองคนนี้อาจจะร่ำรวยมาก เงินเล็กน้อยไม่อาจจะทำให้จนลงได้แต่เขาก็ไม่อยากให้น้องสาวถูกตามใจเกิน
“อย่าคิดมาก ข้าคงไม่อยู่ซื้อให้ตลอด ถือว่าเป็ของขวัญก็ได้”
“อืม..เข้าใจแล้ว” เพราะอีกไม่นานก็ต้องจากลากันแน่นอนตู้อี้เสินเริ่มเข้าใจและไม่ได้ห้ามอีกถือว่าเป็ความสนุกชั่วครั้งชั่วคราวให้น้องสาว
“ทำไมพี่สาวลู่ไม่อยู่ตลอดล่ะ ท่านก็ชอบที่นี่ไม่ใช่หรืออยู่ที่บ้านยายเวยต่อไปเรื่อยๆ นะเ้าค่ะ แล้วยายเวยออกจะชอบพวกท่าน”
“มู่เอ๋ออย่าถามแบบนี้ พวกเขาทั้งสองมีเื่ต้องทำ จะมาอยู่หมู่บ้านเล็กๆห่างไกลแบบนี้ตลอดไปได้อย่างไร”พอลู่อิงิเงียบไปก็ได้ตู้อี้เสินตอบเด็กน้อยให้แทนถ้าไม่มีเศษดาวนางคงไม่ได้เจอที่นี่และถ้าได้เศษดาวมาแล้วก็คงไม่มีอะไรให้อยู่ต่อแต่นั่นหมายความว่าหญิงชราก็อาจจะไม่อยู่แล้วเช่นกัน
หลังจากหยิบเงินขึ้นมาจ่ายค่าพลุไฟให้เด็กน้อยตู้มู่เอ๋อก็เดินออกนำจูงมือพี่ชายออกไปชี้ว่าจะเอาพลุไฟเล่นที่ไหนดีระหว่างรอพลุดวงใหญ่
ส่วนลู่อิงิที่เดินตามอยู่ด้านหลังมองความสนุกสนานตรงหน้าก็ค่อยๆรู้สึกใจโหวงที่อีกหน่อยต้องเดินทางคนเดียวหรือกลับไปอยู่์คนเดียวถ้าไม่ได้มาเจอสิ่งนี้คงไม่รู้สึกแบบนี้ คนไม่เคยมีย่อมไม่เข้าใจคนเคยมี
ระหว่างที่นางทอดมองสองพี่น้องด้วยสายตาว่างเปล่าอยู่ๆก็มีััที่ปลายนิ้ว ความอุ่นที่ปัดมาโดนแค่เพียงเบาๆแม้ไม่ได้กุมเอาไว้ก็เรียกให้นางหันไปมองสวีจ้าวหรงไม่รู้ว่าเดินมาชนมือเพราะคนเยอะเบียดเสียดหรือว่าตั้งใจกันแน่พบว่าเขาก็เปรยตามองนางอยู่เช่นกัน
“อากาศเริ่มหนาวแล้ว” เขาเอ่ยออกมาก่อนลู่อิงิมาถึงโลกมนุษย์ั้แ่ยังไม่เข้าเหมันต์ จนอีกไม่กี่สัปดาห์คงหนาวขึ้นจนต้องใส่ชุดคลุมกันหนาวเพิ่มอย่างตอนนี้เวลากลางคืนถ้ามีลมพัดมาต้องผิวก็ทำเอาสั่นเป็บางครั้ง
“นั้นสิ เวลาไม่เคยหยุดสำหรับโลกมนุษย์สินะ”ถ้าเป็บนแดน์อากาศจะไม่ร้อนไปหรือหนาวเกินทุกอย่างหยุดนิ่งไม่เดินหน้าไม่แก่เฒ่าจนกว่าจะหมดอายุขัยถึงกลับคืนสู่ภพภูมิตามกรรมฉะนั้นการจากลาตามอายุขัยของมนุษย์เลยเป็สิ่งที่แสนสั้น