ประตูเหล็กของซูเปอร์มาร์เก็ตเปิดออกช้า ๆ พร้อมกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ดังลั่นไปทั่วความเงียบสงัด แสงแดดยามเช้าสาดกระทบถนนที่เคยคึกคักด้วยรถยนต์และผู้คน บัดนี้เหลือเพียงความเงียบงันและกลิ่นเืที่ยังไม่จางหายไปตามกาลเวลา รถหลายคันชนกันระเกะระกะกลางถนน กระจกแตกกระจายสะท้อนแสงอาทิตย์เป็ประกายบาดตา ประตูรถบางคันเปิดค้างไว้ ภายในมีเพียงคราบเืแห้งกรังที่บอกเล่าเื่ราวอันน่าสยดสยอง ราวกับเ้าของของมันหายไปกลางอากาศอย่างไร้ร่องรอย ลมพัดกระดาษโฆษณาปลิวไปตามพื้น เสียงครูดเบา ๆ ของมันดังชัดเจนจนผิดปกติในความเงียบที่น่าขนลุก
หลินเยว่ยืนอยู่หน้าสุดของขบวน ดวงตาจับจ้องไปยังถนนเบื้องหน้า อาร์คอยู่เคียงข้างเธอ เป็เงาที่มั่นคงและเป็ที่พึ่ง นัทเดินนำด้านซ้ายพร้อมขวานในมือที่สะท้อนแสงแดดเป็ประกาย คินอยู่ด้านหลังสุด คอยสังเกตการณ์จากระยะไกลด้วยสายตาที่เฉียบคม มีน ฟ้า ต้น และผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ อยู่ตรงกลางขบวนอย่างปลอดภัย เจย์กับด็อกเตอร์คอยตรวจสอบเส้นทางบนแผนที่อย่างละเอียด เรย์ช่วยดูแลหญิงชราและชายวัยกลางคนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทุกคนเคลื่อนตัวอย่างระมัดระวัง ไม่มีใครส่งเสียงดังเกินความจำเป็ แม้แสงอาทิตย์จะทำให้โลกดูสดใสขึ้น แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าอันตรายยังคงซ่อนอยู่ทุกมุมถนนที่พวกเขาต้องก้าวผ่าน
หลินเยว่เปิดแผนที่ระบบ Genesis Core ขึ้นมา จุดสีฟ้าซึ่งแทนตำแหน่งของฐานทัพสำรอง E-07 ยังคงกะพริบอยู่ห่างไกล ในขณะที่จุดสีแดงเล็ก ๆ ปรากฏกระจัดกระจายตามถนนโดยรอบ เธอหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อเพ่งมอง “มีซอมบี้กระจายอยู่ด้านหน้า”
คินมองตามทิศทางที่เธอระบุ “สามตัวทางซ้าย สองตัวหลังรถบัส”
เจย์เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “การตรวจจับของคุณแม่นยำขึ้นอีกแล้ว”
หลินเยว่พยักหน้าเบา ๆ เลเวลที่เพิ่มขึ้นทำให้การรับรู้ของเธอชัดเจนกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เธอสามารถััถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติได้ไกลขึ้นและแม่นยำขึ้น
นัทยิ้มอย่างมั่นใจ “แค่ไม่กี่ตัวเอง”
“อย่าประมาท” คำเตือนของหลินเยว่ทำให้นัทยักไหล่ แต่ก็พยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง
การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด นัทพุ่งเข้าไปเป็แนวหน้าด้วยพละกำลังอันมหาศาล คินยิงสนับสนุนจากด้านหลังอย่างแม่นยำ หลินเยว่ใช้มีดสั้นโจมตีจุดอ่อนตามที่ระบบวิเคราะห์ ซอมบี้ห้าตัวถูกกำจัดภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ผู้รอดชีวิตที่เพิ่งเข้าร่วมทีมมองภาพตรงหน้าด้วยความทึ่งในความสามารถและการทำงานร่วมกันของพวกเขา
เรย์พึมพำ “พวกคุณเหมือนทีมที่ทำงานร่วมกันมานานหลายปี”
มีนยิ้ม “จริง ๆ แล้วเราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงสองวันค่ะ” คำพูดนั้นทำให้เรย์อึ้งไป ก่อนจะยิ้มอย่างประหลาดใจในความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขบวนเดินหน้าต่อไปอย่างระมัดระวัง ระหว่างทาง พวกเขาผ่านอาคารสำนักงานที่กระจกแตกละเอียด ร้านอาหารที่ประตูเปิดค้างส่งกลิ่นเหม็นเน่า ป้ายรถเมล์ที่ถูกเืสาดจนแทบมองไม่เห็นข้อความเดิม ต้นจับมือฟ้าแน่นขึ้นทุกครั้งที่เห็นภาพเ่าั้ “เมื่อก่อนตรงนี้มีคนเยอะมากเลย”
ฟ้าพยักหน้าเบา ๆ “แต่สักวันหนึ่ง คนจะกลับมาอีกครั้ง”
ต้นเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย “พี่คิดแบบนั้นจริง ๆ เหรอ?”
ฟ้ายิ้มอย่างอ่อนโยน “ถ้าเรายังไม่ยอมแพ้” คำตอบนั้นทำให้เด็กชายกอดตุ๊กตาแน่นขึ้น และเดินต่อด้วยดวงตาที่มีประกายแห่งความหวัง
หลินเยว่ได้ยินบทสนทนานั้น หัวใจของเธออุ่นวาบอย่างเงียบงัน ใช่ พวกเขาไม่ได้เดินทางเพียงเพื่อเอาชีวิตรอด แต่เพื่อรักษาความหวังที่ยังเหลืออยู่ เพื่อสร้างโลกใบใหม่ที่ดีกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม เมื่อขบวนเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลักที่มุ่งออกจากตัวเมือง อาร์คหยุดเดินกะทันหัน ดวงตาสีแดงเข้มของเขาหรี่ลง ร่างทั้งร่างเข้าสู่ภาวะตื่นตัวในทันที หลินเยว่ััได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันเป็ความรู้สึกที่บอกว่าอันตรายที่แท้จริงกำลังจะมาถึง
“เกิดอะไรขึ้น?” หลินเยว่ถามเสียงเบา
อาร์คเงยหน้ามองไปยังปลายถนน น้ำเสียงต่ำของเขาเต็มไปด้วยความระวัง “มีบางอย่างกำลังมา”
ในวินาทีนั้นเอง พื้นถนนเริ่มสั่นะเืเบา ๆ …ตึง…ตึง…ตึง เสียงหนักอึ้งดังเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ และเงาขนาดมหึมาก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงแดดที่ปลายถนน มันเป็เงาที่ใหญ่โตจนบดบังแสงอาทิตย์ยามเช้า ทำให้ถนนทั้งสายตกอยู่ในความมืดมิดชั่วขณะ ความหวังที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในใจของทุกคนถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวที่จับขั้วหัวใจ