หลังจากเื่วุ่นวายในโรงเตี๊ยมวันนั้นยุติลง เหล่าเด็กหนุ่มสาวทั้ง 4 คนก็ได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนยังห้องของตนเอง เฟยฮุ่นได้ใช้อภิสิทธิ์พิเศษจากสกุลของบิดามันเปิดห้องพักฟรี 3 ห้อง ห้องแรกนั้นเป็ห้องของมันกับ อานั่นแหละ ห้องที่ 2 เป็ของ ห่าวหราน กับจางิ่ และห้องสุดท้ายเป็ของ หนิงอวี่ ส่วนสาเหตุที่อาฟงไม่ได้มานอนกับ ห่าวหราน และจางิ่ ก็เพราะว่า เฟยฮุ่น้าให้มันไปรับใช้อยู่ข้างกายตลอดเวลานั้นเอง…
ในค่ำคืนนั้นเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วราวกับกะพริบตา มินานนักรุ่งสางของวันใหม่ก็มาถึง และ ดูเหมือนเด็กหนุ่มสาวทั้ง 4 ผู้มาจากดินแดนอันห่างไกลก็ตื่นกันแล้ว หนิงอวี่ดูจะตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวั้แ่เช้ามืด ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะนางนั้นเป็สตรีย่อมรักความสวยความงาม แถมเป็งานใหญ่เช่นนี้ด้วย นางจะทำให้สกุลของตนอับอายขายขี้หน้ามิได้ ซึ่งเฟยฮุ่นเองก็มิได้ต่างกัน และเมื่อผู้เป็นายตื่น บ่าวคนสนิทของมันจะไม่ตื่นตามได้เยี่ยงไร เ้าอาฟงก็ต้องตื่นตามเพื่อปรนนิบัติเฟยฮุ่นด้วยเช่นกัน
หากทั้งสามคนตื่น และเริ่มเตรียมตัวแล้ว แล้วเด็กหนุ่มอีก 2 คนเล่าตื่นหรือยัง?
คำตอบก็คือ..ตื่น และไม่ตื่น
สภาพภายในห้องของพวกมันทั้งสองคนยามนี้ช่างดูแตกต่างกันเป็อย่างยิ่ง บนเตียงนอนมี จางิ่ที่ยังคงนอนกรนเสียงดัง น้ำลายไหลยืดที่มุมปาก พร้อมกับยิ้มอย่างมีความสุข เดาว่ามันคงกำลังฝันถึงของกินอยู่เป็แน่ ผิดกับเด็กหนุ่มอีกคนที่กำลังนั่งทำสมาธิโคจรลมปราณอยู่เงียบ ๆ ห่าวหรานนั้นเอง
ห่าวหรานนั้นมักจะใช้การนั่งสมาธิขั้นสูงเช่นนี้เพื่อให้สมอง และร่างกายได้พักแทนการหลับนอนเป็ประจำ การทำเช่นนี้ส่งผลดีต่อจิตปราณภายในร่างกายเป็อย่างมาก ซึ่งเคล็ดนี้ห่าวหรานก็ได้เรียนมาจากบุคคลลึกลับที่เคยชี้แนะมันเมื่อครั้งวัยเยาว์
การทำสมาธิของห่าวหรานเป็ไปได้ด้วยดี (แม้จะมีเสียงกรนดังราวกับราชสีห์คำรามจากปากของจางิ่ตลอด) แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ห่าวหรานเสียสมาธิแม้แต่น้อย หรือเป็เพราะมันชินกับสิ่งที่จางิ่เป็แล้วก็มิรู้ได้ แต่ทว่าหลังจากนั้นไม่นานนักก็ได้มีเสียงเคาะประตูดังโครมครามบวกกับเสียงเรียกของเ้าอาฟงดังขึ้นที่หน้าห้อง "เฮ้ย! ไอ้พวกี้เีสันหลังยาวจะนอนไปถึงเมื่อไร คุณชายจะเดินทางไปร่วมงานทดสอบแล้ว แหกขี้ตาตื่น ออกมากันได้แล้ว"
เมื่อได้ยินเสียงแหกปากโวยวายของเ้าอาฟง จางิ่ก็พลันลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งบนเตียง พร้อมสีหน้าบูดบึ้งสุด ๆ "เอ่อ ๆ พวกข้าตื่นแล้วขอล้างหน้าล้างตาสักประเดี๋ยว!" จางิ่แผดเสียงกลับไปทันที ก่อนที่เ้าอาฟงจะส่งเสียง อืมส์เบา ๆ และบ่นพึมพำจากไป
ห่าวหรานเองก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างแช่มช้า เพียงแต่มันมิได้โวยวาย หรือหงุดหงิดเช่นจางิ่
"เ้าก็อย่าหัวเสียไปนักเลย รีบไปล้างหน้าล้างตาเสียเถิด พวกเราจะได้ไปร่วมกับคนอื่น ๆ " ห่าวหรานแย้มยิ้ม และกล่าวออกมาอย่างอารมณ์ดีกับจางิ่ ซึ่งจางิ่เองก็ได้แค่ทอดถอนหายใจก่อนที่จะพยักหน้าทำตาม เมื่อมันล้างหน้าล้างตาเสร็จ คนทั้งคู่จึงออกมาจากห้องพัก และลงไปสมทบกับคนที่เหลือซึ่งรออยู่ข้างล่างได้สักพักแล้ว เ้าอาฟงยังคงมีสีหน้าไม่พอใจคนทั้งสองเหมือนเดิม ผิดกับนายของมันซึ่งมิได้สนใจไยดีอะไร ยามนี้ เฟยฮุ่น รู้สึกตื่นเต้น และมันความมั่นใจเป็อย่างมาก มันคิดว่าตนเองจะต้องได้เข้าเป็ศิษย์ของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าอย่างแน่นอน ซึ่งหนิงอวี่เอง นางก็มั่นใจแบบนั้นเช่นกัน และพอทุกอย่างเรียบร้อยเด็กหนุ่มสาวทั้ง 4 จึงมุ่งหน้าไปยังสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าทันที..
เมื่อออกมาภายนอกโรงเตี๊ยมทุกคนก็พบกับผู้คนที่คลาคล่ำอยู่ตามถนนเป็จำนวนมาก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนพวกนี้กำลังมุ่งหน้าไปที่ใด บางส่วนเป็ชาวบ้านที่อยากดูการทดสอบ และบางส่วนก็คือเหล่านักสู้ที่ไปเข้าร่วมงาน เด็กหนุ่มสาวทั้ง 4 คน จึงไม่รอช้ารีบไหลตามไปกับฝูงชนเหล่านี้ในทันที แต่เนื่องจากมีผู้คนเป็จำนวนมหาศาลบนถนนจึงทำให้เคลื่อนตัวไปได้ช้ากว่าที่คิด เ้าอาฟงจึงเกรงว่าคุณชายของมันอาจจะไปไม่ทันลงทะเบียนเข้าร่วมทดสอบ เ้าอาฟงก็เลยตัดสินใจใช้ลูกไม้เดิมนั้นก็คือการ ป่าวประกาศ ความยิ่งใหญ่ของสกุลเฟย เพื่อให้ผู้คนเปิดทาง
ซึ่งวิธีการนี้ก็นับว่าได้ผลอยู่หลายส่วน พอผู้คนได้ยินชื่อสกุลเฟย พวกเขาก็หยุดเดินก่อนจะหันมามองเด็กหนุ่มสาวทั้ง 4 คน ซึ่งอาฟงก็อาศัยจังหวะนี่นี่แหละที่จะรีบออกเดินนำไป ก่อนที่คนอื่น ๆ จะเดินตามมา การกู่ร้องชื่อเสียงสกุลเฟยให้ผู้คนได้ยิน ก็ยิ่งทำให้เฟยฮุ่นเกิดความหยิ่งผยอง ลำพองในตัวเองเพิ่มขึ้นเป็อย่างมาก ยิ่งมีเสียงกระซิบกระซาบดังมาจากสองข้างทางก็ยิ่งเหมือนการเอาน้ำมันราดลงกองไฟ เฟยฮุ่นยิ่งรู้สึกเหมือนมันเป็ผู้ชนะในการทดสอบครั้งนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
ทว่า…เหรียญมีสองด้านเสมอ เมื่อมีคนชื่นชมก็ต้องมีคนไม่พอใจ โดยเฉพาะกับเหล่านักสู้ที่มีเป้าหมายเช่นเดียวกับเฟยฮุ่น ด้วยแล้ว พวกมันบางคนส่งเสียงโวยวายด่าทอ บางคนก็แทบจะเข้ามาหาเื่ ซึ่งทีแรกเ้าอาฟงก็คิดที่จะเสนอหน้าออกรับแทนคุณชายของมัน แต่เมื่อเห็นรูปร่างใหญ่โต แถมมีอาวุธติดตัวมา เ้าอาฟงจึงแสดงความขี้ขลาดด้วยการไปหลบอยู่หลังจางิ่เร็วพลัน
เฟยฮุ่นนั้นไม่แยแสนักสู้เหล่านี้เลยแม้แต่น้อย ไม่คิดจะชายตามองด้วยซ้ำ มันมั่นใจในวรยุทธ์กับจิตปราณที่มีในร่างอยู่พอสมควร ซึ่งหนิงอวี่เองก็เช่นกัน หากต้องประมือ หรือ มีเื่กันจริง ๆ เกรงว่าฝ่ายที่เข้ามานั่นแหละจะไม่ได้ไปเข้าร่วมงานทดสอบ ซึ่งด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ บวกกับท่าทางหยิ่งผยองของคนทั้งคู่ยามนี้ มันก็ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้นักสู้คนอื่น ๆ อีกเป็จำนวนมาก
จางิ่เองก็เริ่มกำหมัดแล้ว แม้นตัวมันจะไร้วรยุทธ์ แถมมีจิตปราณอันน้อยนิด แต่มันก็มีพละกำลังมหาศาลชดเชย ซึ่งน่าจะพอเอาตัวรอด และคุ้มครอง…ห่าวหรานได้ ส่วนเ้าอาฟงคงไม่ต้องบอกว่ามันจะคุ้มกันให้หรือไม่…
แต่ก่อนที่เหตุการณ์ทุกอย่างจะลุกลามใหญ่โต ห่าวหรานก็ได้แสดงความอ่อนน้อม โดยการยกสองมือขึ้นมาประสานพร้อมกับค้อมตัว และเอ่ยถ้อยคำขอโทษเหล่านักสู้ที่กำลังเดือดดาลอย่างสุภาพ
"ข้าต้องขออภัยเหล่าพี่น้องนักสู้ทั้งหลายในเื่ที่เกิดขึ้นด้วย ขอได้โปรดอย่าใช้กำลัง หรือลงไม้ลงมือกันในเวลานี้เลย หากพวกท่านอยากจะสะสางเื่นี้จริง ไยถึงไม่ไปตัดสินกันบนเวทีกับคุณชายของข้ากันเล่า หากมั่วมาเสียตรงนี้จะมิมีใครได้ประโยชน์อันใดแม้แต่คนเดียวพวกท่านว่าจริงหรือไม่.."
คำกล่าวอันนิ่มนวล และยิ้มที่จริงใจของเด็กหนุ่มคาดผ้าปิดตาสีดำ ดูเหมือนจะทำให้เหล่านักสู้ที่หัวเสีย เริ่มใจเย็นลงได้อย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าความเป็จริงพวกมันจะมีความไม่พอใจอีกอยู่หลายส่วน เมื่อได้เห็น ท่าทางของเฟยฮุ่นที่ไม่มีความสำนึกผิดอยู่ในแววตาเลยแม้แต่น้อย
และในยามนั้นก็ได้มีเสียงของชายหนุ่มร่างกำยำถือ ขวานเล่มใหญ่ พ่นลมหายใจออกมาเสียงดังก่อนจะกล่าวขึ้น " หึ..! เช่นนั้นก็ย่อมได้ นี่เห็นแก่เ้านะ ที่เอ่ยปากขอโทษ มิเช่นนั้นข้าคงได้ใช้ขวานทมิฬเล่มนี้สับคุณชายของเ้าออกเป็หมื่นชิ้นไปแล้ว"
พอห่าวหรานได้ฟังมันก็ส่งยิ้มบาง ๆ ให้ชายผู้นั้นก่อนจะกล่าวขอบคุณ แล้วจากนั้นทุก ๆ คนจึงออกเดินทางกันต่อ เพื่อมุ่งหน้าไปยังที่จัดงานทดสอบเข้าร่วมสำนักปราณพิทักษ์ฟ้า
ซึ่งนับว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จบลงได้ด้วยดี ไม่มีใครต้องเจ็บตัว เพราะถ้าเกิดสองฝ่ายมีเื่กันจริง ๆห่าวหรานคิดว่ามันไม่เป็ผลดีแน่ ๆ เพราะประการแรกคนที่จะเดือดร้อนก็คือ ผู้คนที่ไร้วรยุทธ์มากมายในบริเวณนี้ และ ประการที่สอง หากเฟยฮุ่น กับหนิงอวี่ สู้กับนักสู้พวกนี้จริง ๆ ก็ใช่ว่าคนทั้งสองจะมีชัยได้อย่างง่าย ๆ เพราะจากการที่ห่าวหรานใช้เนตรเทวะตรวจดู นักสู้เหล่านี้มีระดับการฝึกฝนอยู่ในระดับกลางแทบทั้งสิ้น แถมในร่างยังมีจิตปราณจำนวนพอสมควรอัดแน่นอยู่
ถ้าทั้งสองเอาจริงขึ้นมาอย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดาเ็เป็แน่ จึงย่อมดีกว่าถ้าจะไปใช้สิ่งเหล่านี้ในการทดสอบ อย่างน้อยที่นั่นก็น่าจะมียอดฝีมือคอยควบคุมสถานการณ์ และมีหน่วยปฐมพยาบาลคอยรักษาเยียวยายามาเ็ นับห่าวหรานนั้นตัดสินใจถูกจริง ๆ
จบบทที่ 7