สุดท้ายนางก็ไม่ได้ฝืนทำ
ชิปในสมองเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่อาจจะทำให้นางหมดสติไปอีกเมื่อไรก็ได้ ฟู่ถิงเย่พูดถูกแล้ว สถานการณ์ของนางตอนนี้ไม่เหมาะที่จะตรากตรำมากเกินไป
แต่ทุกวันไม่คิดอะไรเลยไม่ทำอะไรเลย ก็ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เท่าไรนัก? ...
ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินเด็กๆ เกือบทั้งหมดก็ถูกพ่อแม่มารับกลับไป
เหลือเด็กหญิงสองคนอายุราวเจ็ดแปดขวบเพราะบ้านของพวกนางอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลจากเซิ่งจิง แม้ว่าพ่อแม่ของพวกนางอยากเดินทางมาก็ต้องรอตอนกลางคืนซึ่งในเซิ่งจิงนั้นมีช่วงเวลาห้ามออกนอกที่พำนักในยามค่ำคืน
โดยปกติแล้วเมื่อเด็กๆเหล่านี้เลิกเรียนก็จะเดินกลับบ้านเองเป็นเวลาสองชั่วยาม หวาชิงเสวี่ยไม่วางใจ จึงให้พวกนางพักอยู่ที่นี่และส่งคนนำข่าวสารกลับไป เพื่อบอกให้พ่อแม่ของเด็กๆ วางใจ
ฟู่ถิงเย่ไม่ได้อยู่ที่นี่นานนักโดยปกติเขาจะอยู่ทานอาหารเย็น แต่ในวันนี้พอทานข้าวไปได้ครึ่งทางก็มีองครักษ์มาแจ้งว่าฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เกิดป่วยกะทันหัน ฟู่ถิงเย่จึงต้องรีบจากไป
ในตอนเย็น หวาชิงเสวี่ยกับฮวนเอ๋อร์ช่วยกันอาบน้ำให้เด็กหญิงทั้งสอง
เด็กอายุเจ็ดแปดขวบสามารถอาบน้ำเองได้แล้วเพียงแค่นำน้ำไปใส่ในอ่าง แล้วอุ้มเด็กๆ ทั้งสองคนเข้าไป จากนั้นก็ยืนเฝ้าดูอยู่ข้างๆเพื่อไม่ให้เด็กๆ ทั้งสองคนเล่นน้ำนานเกินไปจนเป็นหวัด
หวาชิงเสวี่ยสอนพวกนางให้ใช้สบู่ถูออกมาเป็นฟองมากมาย เด็กๆ ชอบฟองเหล่านี้ เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน
หนึ่งในนั้นถูออกมาเป็นฟองขนาดใหญ่พูดอย่างดีใจว่า “ดูสิ ในฟองมีข้า! แล้วก็มีเจ้าด้วย!”
อีกคนก็รีบพูดขึ้นว่า“ข้ารู้! ข้าก็รู้ มันคือการสะท้อนแสงใช่ไหม? เหมือนกับเงาในน้ำที่ท่านสอนในวันนี้อย่างไรเจ้าคะ”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินที่พวกนางพูดก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ และรู้สึกประทับใจเล็กน้อย วันนี้ตอนที่ให้เด็กๆ เล่นกล้องสลับลายนางได้สอนเรื่องการสะท้อนแสงไปด้วย ไม่คิดว่าพวกนางจะมีความจำดีเช่นนี้ ยังสามารถยกตัวอย่างเพิ่มเติมได้อีกด้วย
“แต่ทำไมมันถึงไม่เหมือนกับเงาในน้ำล่ะเจ้าคะ?”เด็กหญิงคนนั้นถามพร้อมกับชูฟองสบู่ขึ้น “ในฟองสบู่พวกเราดูอ้วนมากเลยหน้ากลมมากเลยด้วย”
“นี่มันไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย”เด็กอีกคนตอบอย่างกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างยิ่ง “ก็เพราะว่าผิวน้ำมันแบน แต่ฟองสบู่น่ะมันไม่แบนนี่!”
พูดจบก็หันไปถามหวาชิงเสวี่ย“ท่านหญิงเจ้าคะ ข้าพูดถูกหรือไม่เจ้าคะ?”
หวาชิงเสวี่ยอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา “อืม เหวินเหวินพูดถูกที่สุดเลยจ้ะ เอาล่ะ ไปเช็ดผมกันได้แล้ว ถึงเวลานอนแล้ว”
เสื้อผ้าของเด็กหญิงทั้งสองคนเปรอะเปื้อนมากต้องนำไปซัก ยังสวมใส่ไม่ได้ หวาชิงเสวี่ยจึงให้สี่เอ๋อร์ไปนำเสื้อผ้าชั้นในมาให้สองชุดเพื่อให้เด็กๆสวมใส่นอน
สี่เอ๋อร์ยังเสียสละห้องของตนเองด้วยคืนนี้นางต้องไปนอนเบียดกับพี่สาวฮวนเอ๋อร์แล้ว
รอจนเด็กๆ หลับไป หวาชิงเสวี่ยถึงจะมีเวลาไปอาบน้ำและล้างหน้าแปรงฟันได้
ฮวนเอ๋อร์นำน้ำร้อนไปใส่ในอ่างเมื่อเห็นว่าหวาชิงเสวี่ยปล่อยผมแล้ว แต่ยังไม่ยอมถอดเสื้อผ้า นั่งอยู่บนเก้าอี้กลมเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
“คุณหนู?”
หวาชิงเสวี่ยได้สติกลับคืนมามองไปที่อ่างน้ำ ก็พบว่าสามารถอาบได้แล้ว “อ้อ...เจ้าไปพักผ่อนเถอะ ข้าไม่เป็นไร”
ฮวนเอ๋อร์ถอยออกไป แล้วปิดประตูห้อง
หวาชิงเสวี่ยถอดเสื้อผ้าออกแล้วนั่งลงไปในอ่างน้ำ คิดถึงเรื่องเมื่อครู่
หลักการสะท้อนแสงและการหักเหของแสงตอนที่นางสอนเหลียงเหวินเฉิงและซูเส้าเหวินนั้นต้องใช้ความพยายามมาก แต่เด็กๆ เหล่านี้กลับเข้าใจได้อย่างง่ายดายราวกับว่าการทำความเข้าใจความรู้เหล่านี้เป็นเรื่องง่ายดาย
หวาชิงเสวี่ยคิดอย่างจริงจังแล้วก็พบว่าตนเองได้ทำผิดพลาดในเรื่องพื้นฐานไป
ถึงแม้ว่าความสามารถในการทำความเข้าใจของคนที่เป็นผู้ใหญ่จะเหนือกว่าเด็กแต่ความคิดกลับแข็งทื่อ ดังนั้นหากต้องยอมรับแนวคิดที่แตกต่างไปจากความเข้าใจเดิม ก็จะต้องใช้เวลาในการยอมรับ
แต่เด็กๆ นั้นแตกต่างเพราะพวกเขามีแต่ความว่างเปล่า
ผิวน้ำเป็นเส้นตรง แต่ฟองสบู่ไม่เป็นเส้นตรงภาพที่สะท้อนออกมาก็จะไม่เป็นเส้นตรงอย่างแน่นอน นี่เป็นหลักการง่ายๆ ที่มีพื้นฐานมาจากความรู้เรื่องการหักเหและการสะท้อนแสงที่ซับซ้อน
หากสามารถเปิดโรงเรียนได้ก็สามารถเผยแพร่ความรู้ทางเคมีและฟิสิกส์ได้ตั้งแต่เด็ก เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น ถึงแม้ว่าแคว้นต้าฉีจะไม่มีนางพวกเขาก็จะเติบโตขึ้นเป็นเหมือนเหลียงเหวินเฉิงและซูเส้าเหวินได้
คนเหล่านี้อาจจะไม่ได้สร้างสรรค์บทกวีอันไพเราะที่จะสืบทอดต่อมาให้คนรุ่นหลังและอาจจะไม่ได้ส่งผลต่อความรุ่งเรืองหรือความเสื่อมถอยของราชวงศ์ แต่พวกเขาจะเป็นบุคลากรคนสำคัญด้านเทคโนโลยีของแคว้นต้าฉีและจะเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนความก้าวหน้าให้แคว้นนี้
การบ่มเพาะต้นอ่อนผู้สรรค์สร้างให้เกิดยุคแห่งอุตสาหกรรมย่อมมีคุณค่าและความหมายมากกว่าการสร้างดาบหรือปืนใหญ่สักสองสามกระบอกไม่ใช่หรือ?
แต่...
นางมีความสามารถขนาดนั้นหรือ?
หวาชิงเสวี่ยจมดิ่งลงในความคิดอย่างลึกซึ้ง
หลูเจิ้งชิงเดินทางข้ามมิติเวลามาเป็นสิบปีทำได้เพียงแค่คิดค้นการเย็บแผลที่ชั้นผิวหนัง การปรับปรุงการปลูกสมุนไพร และทำยาสำเร็จรูปที่มีสรรพคุณดีเยี่ยมนอกจากนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรในยุคนี้มากไปกว่านี้
เขาถึงกับรู้เรื่องการปลูกพืชในโรงเรือนอย่างละเอียดแต่ก็ยังไม่สามารถเผยแพร่ได้...
แต่ตัวนางมาอยู่ที่นี่ไม่ถึงหนึ่งปีกลับคิดเพ้อฝันที่จะสร้างยุคอุตสาหกรรมขึ้นมา?
มันน่าขันเกินไปแล้ว...
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะเยาะตัวเองรู้สึกว่าตัวเองกำลังเพ้อฝันไปเอง
นางวักน้ำขึ้นมาลูบตัวแล้วใช้สบู่ทำมือถูจนเกิดฟองละเอียด ทาลงบนผิวหนัง...
การเคลื่อนไหวช้าลงๆสุดท้ายก็...หยุดลง
หวาชิงเสวี่ยมองฟองสีขาวเหมือนครีมในมือแล้วคิดว่า ที่หลูเจิ้งชิงทำไม่ได้ เป็นเพราะเขาไม่มีชิป
ความรู้ของคนคนหนึ่งโดยปกติมักจะมีขีดจำกัดมีข้อจำกัดอยู่
หลูเจิ้งชิงที่ได้รับการศึกษาด้านการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นรู้จักเทคนิคทางการแพทย์แผนตะวันตก แต่กลับไม่รู้ว่าต้องทำมีดผ่าตัดอย่างไร ต้องสกัดยาแผนตะวันตกอย่างไรเขาจึงกลับไปเรียนแพทย์แผนจีน แล้วรวมกับความรู้ทางด้านแพทย์แผนตะวันตกที่เคยมี จึงโดดเด่นขึ้นมาจากหมอหลวงคนอื่นๆ
เช่นเดียวกัน หลูเจิ้งชิงรู้เรื่องการปลูกพืชในโรงเรือนแต่เขากลับไม่มีพลาสติกที่ใช้ทำโรงเรือน ดังนั้นจึงใช้กระดาษที่สามารถให้แสงส่องผ่านได้ดีมาทาด้วยกาวแทน
แต่อุณหภูมิภายในและภายนอกโรงเรือนมีความแตกต่างทำให้เกิดไอน้ำเกาะตัวข้างในได้ง่าย เมื่อกระดาษเปียกน้ำจนชื้น หากมีลมพัดแรงก็จะขาดได้ง่ายมากตอนนั้นก็จะต้องเปลี่ยนกระดาษใหม่
และเพราะว่าต้องเปลี่ยนกระดาษบ่อยเกินไปทำให้มีต้นทุนสูงมาก วิธีการปลูกพืชในโรงเรือนของหลูเจิ้งชิงจึงไม่ได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างปัจจุบันจึงเหมาะสำหรับการปลูกพืชสมุนไพรหายากในพื้นที่ขนาดเล็กเท่านั้น
แต่นางนั้นแตกต่าง...
นางมีชิป
ในชิปมีความรู้ทุกอย่างพูดได้ว่า หากหวาชิงเสวี่ยอยากจะทำอะไร ก็สามารถทำสิ่งนั้นออกมาได้
ถ้าหากว่านางไม่เคยร่วงลงมาหัวกระแทกเสียก่อน
หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจออกมาเบาๆนางเหมือนเป็นบ้าไปแล้ว...
หวาชิงเสวี่ยพูดประชดประชันตัวเอง‘บางทีนี่อาจจะเป็นอาการทั่วไปของคนที่เดินทางข้ามมิติ เพราะว่าตนเองมีความแตกต่างจากคนอื่นจึงอยากที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้อยู่เสมอ อยากจะสลักรอยไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่า หวาชิงเสวี่ยเคยมาที่นี่’
ช่างเถอะ...
อย่าคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยชิปก็พังไปแล้ว ถ้ายังใช้ต่อ ระวังจะกลายเป็นคนปัญญาอ่อนจริงๆ ...
“ฮัดชิ้ว!”
นางจามออกมาทันที เพิ่งจะรู้ตัวว่าน้ำในอ่างใกล้จะเย็นแล้ว
หวาชิงเสวี่ยเก็บความคิดที่ฟุ้งซ่านในหัวออกไปรีบล้างตัว เช็ดตัวให้แห้ง แล้วก็กลิ้งตัวลงบนเตียงนอน
...
ณ เมืองเซิ่งจิง จวนเว่ยหย่วนโหว
ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างฟู่ถิงเย่กับฮูหยินผู้เฒ่าฟู่จะไม่ดีแต่แม่ลูกก็คือแม่ลูก ท่านโหวผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็อายุเกินหกสิบแล้วหากเขาไม่ใส่ใจดูแลนาง ก็คงจะอกตัญญูเกินไป
ตอนที่เขากลับมาถึงจวนท่านหมอก็กลับไปแล้ว
เฉิงหว่านเมี่ยวถือชามยาเข้ามานั่งอยู่ข้างเตียง ค่อยๆ ป้อนยาให้กับฮูหยินผู้เฒ่าฟู่
ฟู่ถิงเย่ก้าวเข้ามาในห้องถามว่า “ท่านแม่รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่ขอรับ?”
“ดีขึ้นแล้ว” เสียงของท่านฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เบาหวิวเหมือนอ่อนแรง “เฮ้อ คนแก่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีอาการเจ็บป่วยเช่นนี้”
เฉิงหว่านเมี่ยวพูดว่า“ท่านป้าไม่ได้ดูแก่เลย ดูอย่างมากก็แค่ห้าสิบปีเท่านั้นเอง”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่หัวเราะออกมา“เจ้าเด็กคนนี้ ช่างเอาใจข้าจริงๆ”
“ข้าจะกล้าหลอกเอาใจท่านป้าได้อย่างไร?ที่หว่านเมี่ยวพูดเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น ไม่เชื่อท่านลองถามญาติผู้พี่ดูสิเจ้าคะ”เฉิงหว่านเมี่ยวยิ้มแล้วหันไปมองฟู่ถิงเย่ ใบหน้าที่งดงามนั้นช่างดูน่ารัก “ญาติผู้พี่ ท่านว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
การพูดคุยที่ใกล้ชิดเช่นนี้ดูเหมือนจะไม่เหมาะกับฟู่ถิงเย่เลย...
ฟู่ถิงเย่นั่งลงด้านข้างไม่ได้ตอบโต้ ถามอย่างแข็งทื่อว่า “ท่านหมอบอกว่าอย่างไร จำเป็นต้องเชิญหมอหลวงมาตรวจอีกครั้งหรือไม่?”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ถอนหายใจ“ให้หมอมากี่คนก็ไร้ประโยชน์ คนแก่แล้ว ร่างกายก็ไม่แข็งแรงเหมือนคนหนุ่มสาว ทุกปีเมื่ออากาศเปลี่ยนเป็นหนาวก็ต้องเป็นแบบนี้ทุกครั้ง โชคดีที่หว่านเมี่ยวอยู่เป็นเพื่อนข้า ไม่รังเกียจข้าที่เป็นคนแก่”
ฟู่ถิงเย่ได้ยินแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่งกล่าวว่า “เป็นเพราะลูกอกตัญญู ไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงนานปี จึงไม่ได้ดูแลท่านแม่”
“จะโทษเจ้าได้อย่างไรเจ้าต้องไปป้องกันชายแดนเพื่อต่อต้านศัตรู ถึงแม้ว่าข้าจะเป็นเพียงแค่สตรีที่ไม่มีความรู้ความสามารถแต่ก็รู้จักหนักเบา” ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้า หากว่าอยากจะกตัญญูกับข้าจริงๆก็รีบแต่งงานมีลูกมีเต้า สืบสกุล เพื่อให้ข้าได้อุ้มหลานก่อนที่จะหมดลมหายใจ...แค่กๆ!แค่กๆๆ ...”
เฉิงหว่านเมี่ยวรีบวางชามยาลงลูบหลังให้ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เบาๆ แล้วลูบหน้าอกให้หายใจได้สะดวก ดูๆ ไปแล้วเหมือนว่าจะเคยรับใช้ดูแลอยู่เช่นนี้เป็นประจำจนเคยชิน
ฟู่ถิงเย่ไม่ใช่คนใจแข็งเมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เป็นเช่นนี้ สีหน้าของเขาก็อ่อนโยนขึ้น พูดเสียงทุ้มต่ำ “ทำให้ท่านแม่กังวลใจแล้วหลังหมดช่วงไว้ทุกข์ ลูกจะจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด”
เฉิงหว่านเมี่ยวได้ยินแล้วก็รู้สึกใจหายฟู่ถิงเย่พูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ แสดงว่าได้เลือกใครบางคนไว้แล้ว...
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็ไม่ได้ต้องการพูดให้ชัดเจนจึงเปลี่ยนเรื่อง “ใช่แล้ว อีกไม่กี่เดือนก็จะหมดช่วงไว้ทุกข์แล้ว...หว่านเมี่ยวดูแลข้ามาหลายปีแล้วเด็กคนนี้ไม่ควรเสียเวลาไปมากกว่านี้แล้ว”
ขอบตาของเฉิงหว่านเมี่ยวแดงเรื่อ“ท่านป้า หว่านเมี่ยวไม่อยากแต่งงาน หว่านเมี่ยวแค่อยากอยู่ดูแลท่านป้า”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่หัวเราะ“เด็กโง่ เจ้าพูดอะไรไร้สาระ ข้าเป็นคนแก่ใกล้จะตายอยู่แล้ว เจ้าจะอยู่ดูแลข้าทำไม?”
เฉิงหว่านเมี่ยวกัดริมฝีปาก“ท่านป้าจะต้องอายุยืนยาวถึงร้อยปี”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่หัวเราะแล้วมองไปที่ฟู่ถิงเย่ “เจ้าเป็นญาติผู้พี่ของนาง นานๆ ทีจะกลับเมืองหลวงสักครั้ง ช่วงนี้อย่ามัวแต่สนใจแต่เรื่องของตัวเองช่วยดูคู่ครองที่ดีให้หว่านเมี่ยวบ้าง”
เรื่องแบบนี้ให้ฟู่ถิงเย่ทำก็ดูแปลกๆเขาไม่ถนัดเรื่องการเป็นพ่อสื่อแม่ชัก แต่เมื่อเห็นว่าฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ป่วยหนักขนาดนี้ย่อมไม่อาจปล่อยให้นางต้องกังวลเรื่องการแต่งงานของเฉิงหว่านเมี่ยวทั้งที่ยังป่วยได้
ฟู่ถิงเย่ถาม “ไม่ทราบว่าท่านแม่อยากจะหาคนแบบใดให้ญาติผู้น้องขอรับ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่หรี่ตาลงเล็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ฐานะทางสังคมไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขอแค่เป็นคนที่มีตำแหน่งข้าราชการก็พอมีงานมีการทำอย่างสุจริต ไม่ใช่พวกคุณชายที่ชอบเที่ยวเตร่ไปวันๆ ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องหาคนใกล้ๆหน่อย เช่นนี้จะได้กลับมาเยี่ยมข้าบ่อยๆ ได้ หากถูกใครรังแก จวนโหวก็ยังเป็นกำลังสนับสนุนนางอยู่เบื้องหลังได้”