หลังเลิกงานจากห้างสรรพสินค้า คังอิงก็กลับไปที่บ้าน เธอเทอาหารให้เจ้าวั่งฉาย เติมน้ำสะอาดในถังให้มัน แล้วก็ต้มโจ๊กถั่วเขียวในหม้อหุงข้าว จากนั้นจึงหยิบหมวกสานมาใส่ และเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าฝ้ายกับกางเกงขายาว ก่อนจะแบกจอบไปทำงานในสวนผัก
แม้ว่าจะมีพี่รองจางกับอาซ้อรองจางช่วยดูแลสวนผักให้ แต่เธอก็ยังพอใจที่จะใช้แรงงานตนเอง เพราะการทำงานในสวนผักไม่ใช่แค่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แต่ยังช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ด้วย
เธอถือจอบไปถางวัชพืชในแปลงผัก คังอิงรู้สึกยินดีที่พบว่า เถาของมันเทศกับผักบุ้งในแปลงผักนั้นเติบโตงอกงามแตกยอดอ่อนๆ ออกมา ส่วนต้นหอมก็เริ่มโผล่พ้นดิน เผยให้เห็นยอดอ่อนสีเขียวสดใส
ความภาคภูมิใจในความสำเร็จพลุ่งพล่านอยู่ในใจ คังอิงตักน้ำมารดผักอย่างอดทนจนเหงื่อออกท่วมตัว จากนั้นจึงเดินกลับบ้าน
คังอิงเช็ดเหงื่อบนร่างกาย ในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ การได้กินโจ๊กถั่วเขียวกับถั่วเค็มนั้นช่างเป็นอะไรที่วิเศษจริงๆ โจ๊กถั่วเขียวในหม้อหุงข้าวเดือดพล่านได้ที่แล้ว เธอจึงตักใส่ชามแล้ววางไว้บนโต๊ะอาหาร จากนั้นก็หั่นถั่วเค็มใส่จานสีขาวสะอาด จากนั้นคังอิงค่อยเดินเข้าไปอาบน้ำ พออาบน้ำเสร็จโจ๊กก็เย็นลงพอดี การกินโจ๊กเย็นๆ แบบนี้ทำให้เธอไม่มีเหงื่อออกอีก
หลังจากกินอาหารเสร็จ คังอิงก็หยิบหนังสือพิมพ์ฉบับวันนี้ขึ้นมาอ่านใต้ต้นหอมหมื่นลี้
พิธีเปิดห้างสรรพสินค้าก็เหมือนกับการเริ่มต้นสงครามการค้า ตอนนี้ใบปลิวโฆษณาถูกแจกจ่ายออกไปหมดแล้ว ส่วนการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์กับโทรทัศน์ก็ได้ทำไปหมดแล้วเช่นกัน กระแสสังคมได้ถูกปลุกขึ้นมา ห้างร้านต่างๆ ก็ให้ความสนใจกับเรื่องการเปิดตัวของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ
ยิ่งเป็นแบบนี้ เธอก็ยิ่งต้องใจเย็นและสุขุม
เมื่ออุณหภูมิในยามค่ำคืนช่วงฤดูร้อนลดต่ำลง อุณหภูมิที่นี่ก็ลดลงอย่างกะทันหัน เหลือเพียงยี่สิบกว่าองศาเท่านั้น ซึ่งเย็นกว่าในเมืองมาก
สายลมพัดเย็นสบาย เสียงกบร้องระงมในทุ่งนา เหมือนเป็นเสียงดนตรีประกอบในยามค่ำคืนของหน้าร้อน ทำให้คังอิงรู้สึกปลอดโปร่งมาก
เธอจึงเปลี่ยนใบชาแล้วต้มน้ำ เตรียมจะดื่มด่ำกับการชงชา
สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ ตอนนี้ไม่มีกาน้ำร้อนไฟฟ้าที่สะดวก เธอจึงต้องต้มน้ำร้อนในหม้อ จากนั้นจึงเทน้ำร้อนใส่กระติกน้ำร้อนแล้วค่อยชงเอาทีหลัง เธอมักจะรู้สึกว่าอุณหภูมิของน้ำลดต่ำลงมาก
คังอิงครุ่นคิดว่า ไม่รู้ว่าที่กวางตุ้งมีเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กแบบนี้ผลิตออกวางขายแล้วหรือยัง?
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เธอจะได้มีโอกาสไปสำรวจตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กที่กวางตุ้ง เพราะแถบซุ่นเต๋อของมณฑลกวางตุ้งนั้น เป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กของประเทศ ทั้งกาน้ำร้อนไฟฟ้า หม้อหุงข้าว เครื่องทำน้ำอุ่น เป็นต้น...
แต่เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของอนาคต อันดับแรกเธอต้องจัดการเรื่องของห้างสรรพสินค้าให้เรียบร้อยก่อน รอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ค่อยไปคิดเรื่องอื่น
“ก๊อกๆ” เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ใครน่ะ?” คังอิงถามไปอย่างนั้นเอง ในใจเธอนึกถึงสือเจียงหย่วนเป็นคนแรก
แต่ว่าเธอไม่ได้ยินเสียงรถจี๊ป สือเจียงหย่วนไม่มีทางปั่นจักรยานหรือเดินมาที่นี่แน่นอน เธอจึงรีบเดินไปเปิดประตูเหล็ก
พอเปิดประตูออก คังอิงก็ตะลึงงันไปชั่วขณะ หญิงวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปี แต่รูปร่างของเธอกลับดูดีมากกำลังยืนอยู่หน้าประตู
ดวงตากลมโต คิ้วที่ถูกตกแต่งอย่างประณีต ใบหน้าขาวผ่อง ทุกการกระทำของเธอล้วนแต่เผยให้เห็นถึงความสง่างาม เหมือนกับคนที่เคยขึ้นเวทีแสดงมาก่อน
คังอิงเอ่ยถามอย่างสงสัย “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณมาหาใครคะ?”
“เธอคือเสี่ยวคัง คังอิงใช่ไหม?” อีกฝ่ายถามชื่อของเธอโดยตรง
“ใช่ค่ะ ฉันชื่อคังอิง แล้วคุณคือ…”
“ฉันชื่อชุยซิ่วถิง เป็นน้ารองของสือเจียงหย่วน”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็นคุณนี่เอง ก่อนหน้านี้เคยได้ยินสือเจียงหย่วนพูดถึงคุณอยู่ค่ะ แต่ยังไม่เคยเจอตัวจริงเลย”
พอคังอิงรู้ว่าเป็นเจ้าของบ้าน เธอก็รีบเชิญชุยซิ่วถิงเข้ามาอย่างกระตือรือร้น
ชุยซิ่วถิงเห็นหน้าตาของคังอิงอย่างชัดเจนใต้แสงไฟ พบว่าเธอรูปร่างสูงโปร่ง ผมสีดำสนิทประบ่า อาจเป็นเพราะว่าเพิ่งสระผมเสร็จ มันอาจจะยังไม่แห้งสนิท เธอจึงปล่อยผมยาวสยายลงมา
ผิวของเธอขาวอมชมพูดูสุขภาพดี ดวงตางามราวกับภาพวาด เรียกได้ว่าเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดเท่าที่เธอเคยพบเจอคนหนึ่ง
ชุยซิ่วถิงเป็นถึงหัวหน้าคณะงิ้วเกาเจี่ย [1] นักแสดงหญิงในคณะของเธอนั้นล้วนแต่มีหน้าตาสะสวย เรียกได้ว่าเธอเห็นคนสวยๆ มามากมาย จนไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรอีกแล้ว
ทว่าความงามที่เหนือกาลเวลาของคังอิงนั้นทำให้เธอรู้สึกตกตะลึง คังอิงแตกต่างจากนักแสดงหญิงในคณะของเธอที่สวยแต่รูป เธอมีบุคลิกที่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่พอสังเกตอย่างถี่ถ้วนก็พบว่า บุคลิกแบบนี้แหละที่ทำให้เธอนั้นดูน่าดึงดูดใจ
แม้ว่าชุยซิ่วถิงจะเป็นคนที่ผ่านโลกมามาก แต่ก็อดที่จะตะลึงงันไม่ได้ เธอคิดว่าไม่แปลกที่สือเจียงหย่วนมักจะมาที่นี่ และไม่แปลกที่เขาจะพะเน้าพะนอเธอให้ปล่อยเช่าบ้านหลังนี้กับเธอ
ชุยซิ่วถิงยิ้มอย่างพอใจแล้วกล่าวว่า “เจียงหย่วนเคยบอกเธอเกี่ยวกับข้อแม้ในการเช่าบ้านของฉันหรือเปล่า?”
“เคยค่ะ เคย” คังอิงรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที ตอนที่เห็นหน้าเจ้าของบ้าน เธอไม่รู้ว่าควรกล่าวขอบคุณหรือควรทำตัวอย่างไร
เพราะว่าตอนที่เธอเพิ่งจะหย่าร้างและรู้สึกสิ้นหวังนั้น ชุยซิ่วถิงกับสือเจียงหย่วนต่างก็ให้ความช่วยเหลือเธออย่างเต็มที่ ทำให้เธอมีที่พักพิง แถมยังได้ใช้ชีวิตดีๆ อีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ชุยซิ่วถิงยังคิดค่าเช่าถูกมาก เหมือนกับยกให้เธออยู่ฟรีๆ ทำให้เธอรู้สึกขอบคุณพวกเขามาโดยตลอด
ในใจของเธอรู้สึกขอบคุณมาก แต่ตอนนี้พอได้เจอกับชุยซิ่วถิงจริงๆ เธอกลับทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
ชุยซิ่วถิงยิ้มพลางกล่าวว่า “เธอไม่ต้องประหม่าหรอก ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อตรวจสอบบ้าน แค่อยากมาพักที่นี่สักสองสามวัน ก่อนหน้านี้เจียงหย่วนน่าจะบอกเธอแล้วนะว่า ช่วงนี้ฉันจะมาพักที่นี่”
“ใช่ค่ะ เขาบอกฉันแล้ว” ทันทีที่คังอิงรู้ถึงจุดประสงค์ของชุยซิ่วถิง เธอก็โล่งอก
ใช่แล้ว ตอนที่เธอมาเช่าบ้าน สือเจียงหย่วนเคยบอกว่า ชุยซิ่วถิงเป็นคนที่ค่อนข้างหวงแหนอดีต ดังนั้น ถ้ามีเวลาว่าง เธอก็จะกลับมาอยู่ที่นี่สักสองสามวัน
บ้านแห่งนี้กว้างมาก มีห้องทั้งหมดเจ็ดแปดห้อง ตัวเธอคนเดียวก็อยู่ไม่หมดอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังให้เธอเช่าบ้านในราคาถูกขนาดนี้ ตอนนั้นคังอิงไม่ได้คิดอะไร จึงตอบตกลงทันที
ตอนนี้ดูเหมือนว่า น้ารองของสือเจียงหย่วนก็ไม่ใช่คนเรื่องมาก คังอิงจึงรู้สึกโล่งใจมากขึ้น
“งั้นสองวันนี้ฉันคงต้องรบกวนเธอแล้วล่ะ เธอไม่รู้หรอกว่าในเมืองมันร้อนขนาดไหน ต่อให้เปิดพัดลมทั้งคืน ฉันก็ยังนอนไม่หลับ ดูสิ ฉันมีรอยคล้ำใต้ตาแล้ว”
ชุยซิ่วถิงยิ้มอย่างร่าเริง พลางชี้นิ้วไปที่ใต้ตาของตนเองแล้วกล่าวกับคังอิง
คำพูดที่ดูสนิทสนมของเธอทำให้ระยะห่างระหว่างเธอกับคังอิงลดลงอย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้ คังอิงรู้สึกได้ชัดเจนว่า น้ารองของสือเจียงหย่วนไม่ใช่คนธรรมดา ไม่ใช่แค่เรื่องของฐานะเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการพูดจาและการวางตัวของอีกฝ่าย เพียงแค่พูดไม่กี่ประโยค ก็สามารถขจัดความรู้สึกแปลกหน้าระหว่างพวกเธอได้ นี่ไม่ใช่ความสามารถของผู้หญิงทั่วไปที่จะทำได้
คังอิงกล่าวว่า “คุณน้าจะพักห้องไหนดีคะ? ตอนนี้ฉันพักอยู่ห้องทางปีกตะวันตก ส่วนห้องทางปีกตะวันออก ฉันรู้ว่าเป็นห้องนอนของคุณ ก็เลยไม่ได้ใช้ ห้องนั้นยังว่างอยู่ค่ะ
แต่ว่าฉันก็ทำความสะอาดเป็นประจำนะ ถ้าคุณน้าจะพัก ก็แค่ทำความสะอาดอีกรอบก็พอ”
“ดีมาก งั้นฉันขอพักห้องนอนเดิมของฉันก็แล้วกัน” ชุยซิ่วถิงกล่าวอย่างไม่เกรงใจ
“งั้นเดี๋ยวฉันไปทำความสะอาดให้ค่ะ” พูดจบ คังอิงก็เตรียมจะไปตักน้ำที่บ่อน้ำ
“ไม่ต้องรีบๆ ฉันเห็นว่าเธอเพิ่งกินอาหารเสร็จไม่ใช่เหรอ? พักผ่อนสักหน่อยก่อนค่อยว่ากัน” ชุยซิ่วถิงพูด
เมื่อเห็นชุยซิ่วถิงพูดเช่นนั้น คังอิงจึงได้แต่เชิญเธอให้นั่งลงจิบชา
ชุยซิ่วถิงยังเอากระเป๋าเดินทางมาด้วย คังอิงจึงช่วยเธอถือกระเป๋าเข้าไปในบ้านก่อน
เชิงอรรถ
[1] อุปรากรเกาเจี่ยหรืองิ้วเกาเจี่ย อุปรากรดั้งเดิมอันมีต้นกำเนิดในเมืองเฉวียนโจว มณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกของจีน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ระดับชาติของจีน มีเอกลักษณ์ตรงที่การแต่งหน้าที่ดูเรียบง่าย เสียงร้องที่ไพเราะและท่วงท่าที่งดงาม