“หึๆ คนหนุ่มก็แบบนี้ อวดดีห้าวหาญ... ขนาดตีโล่ตรงเหลี่ยมมุมยังจะให้เปิดคมไว้อีก!”
ช่างตีเหล็กเฒ่าหัวเราะเสียงประหลาดพลางเอ่ยกับโล่าพยัคฆ์ร้ายวาจานั้นคล้ายจะกล่าวถึงโล่พยัคฆ์ร้ายขาวแต่ก็คล้ายจะรำลึกถึงตนเองในวัยเยาว์เช่นกัน
ทว่าเซียวเยี่ยที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างกลับรู้สึกเลื่อมใสนึกไม่ถึงเลยว่าโล่าพยัคฆ์ร้ายของตนจะมาจากน้ำมือของช่างตีเหล็กเฒ่าตรงหน้าและเขายังเป็คนของตระกูลช่างฝีมือเลื่องชื่อแห่งเมืองไป๋หู่อีกด้วย!?
แต่ไม่ทราบว่าเป็เพราะเหตุใดเขาถึงได้มาตกระกำลำบากอยู่ในเมืองเฮยสุ่ยแห่งนี้?
“ผู้อาวโสคือคนของตระกูลช่างฝีมือเมืองไป๋หู่อย่างนั้นหรือครับ?” เซียวเยี่ยเอ่ยถามด้วยสายตาเคารพยำเกรง
เห็นเพียงแววตาของช่างตีเหล็กเฒ่าที่ฉายความรู้สึกซับซ้อนออกมาเขาโบกมือไปมาพลางหัวเราะสมเพชตนเอง “เป็คนในตระกูล...แต่เป็คนบาปน่ะนะ...”
“เอาเถอะๆ โล่พยัคฆ์ร้ายขาวของนายวางทิ้งไว้ที่นี่แหละฉันจะช่วยขัดเกลาให้ใหม่ พรุ่งนี้ค่อยมาเอาแล้วกัน!”
เมื่อเซียวเยี่ยได้ยินดังนั้นก็พลันลิงโลดใจฝีมือเชิงช่างของผู้าุโแซ่หลันท่านนี้ย่อมไม่ธรรมดาในเมื่อโล่พยัคฆ์ร้ายขาวถือกำเนิดจากมือเขาคำว่าขัดเกลาใหม่ของเขาย่อมหมายถึงการหล่อหลอมและยกระดับโล่ชิ้นนี้ขึ้นไปอีกขั้น!
ช่างทำอุปกรณ์ที่มีทักษะระดับสูงสามารถใช้การหล่อหลอมใหม่เพื่อยกระดับเสริมแกร่ง หรือกระทั่งเลื่อนขั้นให้อุปกรณ์มีคุณสมบัติพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
นี่ราวกับเป็ลาภลอยที่ตกลงมาจากฟ้าใครจะคาดคิดว่าโล่าพยัคฆ์ร้ายที่ได้มาจากคลังอาวุธเมืองซ่างจิงจะมาพบกับผู้สร้างมันที่เมืองเฮยสุ่ยแห่งนี้!
“ขอบคุณผู้อาวโสมากครับ!”
เซียวเยี่ยประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมทว่าช่างตีเหล็กเฒ่ากลับโบกมืออย่างรำคาญใจพลางเอ่ย “แม่หนูนั่นด้วยเอาอุปกรณ์ที่้าซ่อมวางทิ้งไว้เสีย!”
“ฉันติดค้างบุญคุณเถ้าแก่เนี้ยโรงเตี๊ยมไนติงเกลอยู่พรุ่งนี้พวกเธอค่อยมาเอา”
จิ่วเยว่ที่อยู่ด้านข้างรีบหยิบกริชที่ข้างเอวออกมาวางบนโต๊ะตรงหน้าช่างตีเหล็กเฒ่าอย่างระมัดระวังพร้อมเอ่ยเสียงเบา “ขอบคุณค่ะผู้าุโ!”
ช่างตีเหล็กเฒ่าผู้นิสัยพิลึกไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเพียงแต่โบกมือเป็สัญญาณไล่แขก
เซียวเยี่ยและจิ่วเยว่ต่างรู้ความจึงไม่ยอมอยู่ให้เกะกะสายตาและปลีกตัวจากไปอย่างเงียบเชียบ
..........
ระหว่างทางกลับโรงเตี๊ยมไนติงเกลจิ่วเยว่ยังคงเบะปากบ่นพึมพำ “นี่เซียวเยี่ยนายว่าตาแก่พิลึกนั่นจะหอบข้าวของหนีไปไหม? กริชของฉันเป็ถึงอุปกรณ์ทองคำเลยนะ...”
เซียวเยี่ยส่ายหน้าด้วยความขบขัน“วางใจเถอะ เขาไม่ทำหรอก”
จิ่วเยว่กะพริบตาถามอย่างไม่ยอมแพ้“นายรู้ได้ยังไง?”
เซียวเยี่ยตอบอย่างจนใจ“เธอสังเกตผนังข้างเตาหลอมในโรงหล่อของเขาสิมีคราบเขม่าควันพอกหนาเตอะขนาดนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่สะสมได้ในเวลาแค่10 วันหรือครึ่งเดือนหรอกนะ”
“นั่นแสดงว่าโรงหล่อของเขาเปิดอยู่ในเมืองเฮยสุ่ยมาอย่างน้อย 10 กว่าปีแล้ว โรงหล่อที่เปิดมานานขนาดนั้นจะหอบข้าวของหนีไปเพราะอุปกรณ์ทองคำชิ้นสองชิ้นได้ยังไงกัน?”
จิ่วเยว่ทำท่าครุ่นคิดพลางเกาจมูก“อืม เขม่าควันอะไรกัน? ทำไมฉันไม่สังเกตเห็นอะไรเลย...”
“......”
เมื่อทั้งสองกลับมาถึงโรงเตี๊ยมไนติงเกลก็พบกับชายผ้าพันแผลที่หายหน้าไปเกือบสองวัน
เขานั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ข้างเคาน์เตอร์ส่วนหน้ากำลังสนทนาบางอย่างกับหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์
“พี่หน้ากากลาย!”
เมื่อจิ่วเยว่เห็นชายผ้าพันแผลก็วิ่งเข้าไปหาด้วยความตื่นเต้น“พี่กลับมาแล้ว! เป็ยังไงบ้าง? พี่ไม่ได้าเ็ตรงไหนใช่ไหม?”
ชายผ้าพันแผลยังคงแต่งกายดุดันปิดบังใบหน้าจนมิดชิดเหลือเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่ดูเข้าใกล้ได้ยาก ทว่าเมื่อมองจิ่วเยว่ดวงตาเรียวเล็กคู่นั้นกลับฉายแววอ่อนโยนพลางกล่าวว่า“วางใจเถอะ! ฉันไม่ใช่ไอ้บื้อหน้าบากนั่นหรอกนะที่จะพุ่งเข้าไปบวกทั้งที่จำนวนคนเป็รอง...”
ชายผ้าพันแผลยังไม่วายจิกกัดชายหน้าบากด้วยวาจาเราะร้ายจากนั้นเมื่อเห็นเซียวเยี่ยเดินตามจิ่วเยว่เข้ามาเขาก็พยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืน “ฉันจะแนะนำให้รู้จักนี่คือจินไฉ่เอ๋อร์ เถ้าแก่เนี้ยแห่งโรงเตี๊ยมไนติงเกล!”
หญิงสาวที่นั่งประจันหน้ากับชายผ้าพันแผลมีผมสั้นดูทะมัดทะแมงเส้นผมสีทองที่มีรอยทำสีไฮไลต์สีแดงเพลิงดูโดดเด่นสะดุดตาเครื่องหน้าคมชัดและโฉบเฉี่ยวใบหน้าที่ดูจัดจ้านนั้นแฝงไปด้วยกลิ่นอายความกล้าหาญที่ไม่ธรรมดา!
จินไฉ่เอ๋อร์คือคนประเภทที่มีพลังชีวิตล้นเหลือท่ามกลางฝูงชนอายุของเธอน้อยกว่าหงซานเหนียงเล็กน้อย ขณะนี้เธอกำลังเอนกายพิงเคาน์เตอร์ดวงตาคู่งามจ้องมองเซียวเยี่ยและจิ่วเยว่ตรงๆ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเป็กันเอง“โอ้! สองคนนี้คือรุ่นน้องที่คุณอาฉินกับซานเหนียงเลือกมางั้นเหรอ?”
“อย่างน้อยหน้าตาก็ดูดีใช้ได้เลยนะ ดีกว่านายกับไอ้หน้าบากนั่นตั้งเยอะ!”
จิ่วเยว่มองจินไฉ่เอ๋อร์ด้วยความอยากรู้อยากเห็นแฝงความตื่นเต้น“คุณคือพี่ไฉ่เอ๋อร์เหรอคะ? พี่ซานเหนียงชอบพูดถึงพี่ให้ฉันฟังบ่อยๆบอกว่าถ้าฉันทำตัวได้ดีสักครึ่งหนึ่งของพี่พี่เขาก็คงจะสบายใจจนอายุยืนขึ้นอีกหลายปี”
“ฮ่าๆๆ...”
จินไฉ่เอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่าอย่างเปิดเผยดวงตาหยีโค้งเป็รูปจันทร์เสี้ยว “ซานเหนียงพูดกับเธอแบบนั้นเหรอ?เมื่อก่อนพี่สาวคนนี้ไม่เคยชมฉันเลยนะ มีแต่ด่าอย่างเดียวเลย!”
ชายผ้าพันแผลหันมาอธิบายให้เซียวเยี่ยฟัง“คุณจินกับซานเหนียงเป็พี่น้องร่วมสาบานกัน”
“จริงสิ ได้ยินหน้าบากบอกว่า วันนี้พวกเธอไปที่เหมืองหยกมาเหรอ?”
ชายผ้าพันแผลเปลี่ยนประเด็นถามทันควันจิ่วเยว่รีบชิงตอบ “ใช่ค่ะ!พวกเราเก็บค่าประสบการณ์ในเหมืองนั่นจนระดับพุ่งพรวดขึ้นมา 6-7 ระดับเลย ถ้าไม่ใช่เพราะยาฟื้นพลังหมดล่ะก็...”
แววตาของชายผ้าพันแผลสั่นไหวเล็กน้อยเขาหันไปสบตากับจินไฉ่เอ๋อร์ก่อนจะเอ่ยถาม “พวกเธอเจอฝูงมอนสเตอร์ที่มีรูปร่างคล้ายหยกบ้างไหม?”
“การ์กอยล์กายหยกครับ!”
เซียวเยี่ยพยักหน้าทันทีก่อนจะหยิบห่อผ้าที่พันผลึกหยกออกมาแผ่ออกบนเคาน์เตอร์“พวกนี้คือสิ่งที่สกัดออกมาจากเืของพวกมันมอนสเตอร์พวกนี้ดูจะไม่เหมือนมอนสเตอร์ทั่วไปนะครับ”
“พี่หน้ากากลายครับ ที่เหมืองหยกนั่นมันเคยเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“ทั้งที่เหมืองนั่นอยู่ไม่ไกลจากเมืองเฮยสุ่ยและสามารถจัดให้อยู่ในเส้นแนวป้องกันได้แท้ๆ แต่ทำไมคนที่นี่ถึงทอดทิ้งมันไป?”
ชายผ้าพันแผลจ้องมองผลึกในห่อผ้าด้วยสายตาคมกริบก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปาก “เป็ผลึกพวกนี้ไม่ผิดแน่”
“เหมืองหยกนั่นถูกปิดตายมาหลายร้อยปีแล้วฉันเองก็เคยได้ยินพวกคนเฒ่าคนแก่ในเมืองเฮยสุ่ยเล่าต่อกันมา”
“ใน่ที่เหมืองหยกนั่นรุ่งเรืองที่สุดเคยมีคนงานนับหมื่นขุดค้นทรัพยากรหยกอย่างไม่ขาดสาย แต่กระทั่งปีหนึ่ง อยู่ดีๆคนงานที่นั่นก็ล้มป่วยด้วยโรคประหลาดอย่างไม่ทราบสาเหตุ!”
“ในกระแสเืของคนงานทุกคนมีผลึกสีมรกตงอกออกมาเป็สภาพการตายสยดสยองมาก...”
เซียวเยี่ยขมวดคิ้วทันทีส่วนจิ่วเยว่เมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบถกแขนเสื้อขาวเนียนของตนขึ้นดูเส้นเืด้วยความลนลาน“หา? แล้วพวกเราจะไม่ติดโรคนั้นไปด้วยเหรอคะ?”
ชายผ้าพันแผลยิ้มพลางกล่าวว่า“วางใจเถอะร่างกายของผู้ตื่นรู้มีความต้านทานสูงกว่ามนุษย์ทั่วไปมากมีการยืนยันแล้วว่าโรคนี้ไม่มีผลกระทบต่อผู้ตื่นรู้”
จิ่วเยว่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกส่วนเซียวเยี่ยก็ถามต่อ “แล้วหลังจากนั้นไม่มีการตรวจสอบเลยหรือครับว่าสาเหตุของโรคคืออะไร?”
ชายผ้าพันแผลกล่าวต่อช้าๆ“ว่ากันว่าตอนนั้นเมืองเฮยสุ่ยเคยส่งผู้ตื่นรู้หลายคนเข้าไปตรวจสอบในส่วนลึกของเหมืองหยกเพียงแต่ในยุคนั้น ผู้ตื่นรู้ไม่ได้มีจำนวนมากเท่าตอนนี้”
“การตรวจสอบหลายต่อหลายครั้งไม่พบผลลัพธ์อะไรเลยคนงานทั่วไปต่างก็หวาดกลัวโรคภัยในเหมืองหยกจนหนีหายไปหมด...”
“เมื่อไร้ซึ่งแรงงาน เหมืองหยกที่เคยรุ่งเรืองครั้งหนึ่งก็ค่อยๆกลายเป็ซากปรักหักพัง”
“ใน่ไม่กี่ปีมานี้ก็มีผู้ตื่นรู้บางกลุ่มไปเก็บค่าประสบการณ์ที่เหมืองหยกเหมือนพวกเธอนั่นแหละแต่ก็ได้แค่ถูกฝูงการ์กอยล์กายหยกขวางไว้ที่รอบนอกเหมืองไม่มีใครสามารถเข้าไปถึงส่วนลึกได้เลย”
“มาถึงตอนนี้ ก็ไม่มีใครรู้แล้วว่าส่วนลึกของเหมืองหยกนั่นมีสภาพเป็ยังไง”
จิ่วเยว่เริ่มทำหน้ามุ่ย“พี่หน้ากากลายคะเดิมทีพวกเราตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปเหมืองหยกนั่นอีกแท้ๆ พอพี่พูดแบบนี้...”
ชายผ้าพันแผลยิ้มแล้วเอ่ยว่า“ที่จริงฉันเองก็เคยไปสำรวจเหมืองนั่นมาครั้งหนึ่งเหมือนกันถ้าพวกเธอเก็บค่าประสบการณ์แค่รอบนอกเหมืองก็นับว่าเป็ทำเลสังหารมอนสเตอร์เพื่อยกระดับที่ดีมากทีเดียว!”
“ขอแค่ไม่อวดดีมุดเข้าไปสำรวจในส่วนลึกของเหมืองก็พอ”
ทว่าในใจของเซียวเยี่ยกลับครุ่นคิดอย่างรวดเร็วตอนที่เขาอยู่ในเหมือง เขาพบว่าแร่หยกที่นั่นแข็งแกร่งผิดปกติมันเปลี่ยนไปจากแร่หยกทั่วไปนานแล้ว
ดูเหมือนว่าในส่วนลึกใต้เหมืองหยกนั่นน่าจะมีแหล่งกำเนิดบางอย่างที่ทำให้สายแร่ทั้งหมดเกิดการกลายพันธุ์และเป็ต้นเหตุของภัยพิบัติโรคระบาดในครั้งนั้น
แหล่งกำเนิดระดับนี้อาจจะถึงขั้นกึ่งภัยพิบัติแล้วก็ได้!
ไม่รู้ว่าเป็สิ่งของหรือเป็มอนสเตอร์กันแน่?
หากสามารถนำมันมาสังเวยได้ต้องเป็วาสนาครั้งใหญ่หลวงอย่างแน่นอน
ในใจของเซียวเยี่ยพลันบังเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา...