ตอนที่12 : เสียงพิณใต้เงาไม้— การประลองบทกวีแห่งวังหลวง
???? บทนำ — งานเลี้ยงใต้เงาจันทร์
ค่ำคืนหนึ่งในฤดูดอกเหมยผลิบาน
ราชสำนักแห่งหานปกคลุมด้วยแสงโคมพันดวง
เสียงพิณ ขลุ่ย และจอกสุราดังประสานกันทั่วท้องพระโรง
วันนี้พระาา หานเหยียนอ๋อง ทรงจัดงานเลี้ยงขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการฟื้นตัวขององค์ชายใหญ่
และเพื่อทดสอบความสามารถของราชบุตรทั้งสาม —ในสิ่งที่ฟ้าประทานแต่ไม่อาจชั่งตวงได้... “ปัญญาและหัวใจ”
“คืนนี้มิใช่งานเลี้ยงสุรา... แต่คือคืนที่เราจะวัดกันด้วยบทกวีและเสียงพิณ”
“ผู้ที่เข้าใจดนตรีและถ้อยคำ... ย่อมเข้าใจฟ้าและมนุษย์”
เสียงตรัสของพระองค์สะท้อนดังกังวาน
ทุกสายตาในวังต่างจับจ้องไปยังสามร่างบนแท่นกลาง —
องค์ชายใหญ่ หานอวี้จิน, องค์ชายรอง หานอวี้หลง,และองค์ชายสาม หานอวี้เหิง
???? การมาถึงของหญิงพิณ
เมื่อราชโองการประกาศ “ให้เชิญผู้บรรเลงพิณแห่งแคว้น”
ร่างหนึ่งในอาภรณ์สีขาวนวลก็เดินออกมาท่ามกลางแสงตะเกียง
เธอคือ ไป๋อวี้จิง
บุตรีของแม่ทัพไป๋ซ่งเหลียง —สตรีผู้ได้รับเชิญจากพระาาให้บรรเลงพิณและเป็ผู้ตัดสินเสียงแห่งบทกวี
เสียงกระซิบดังขึ้นทั่วท้องพระโรง
“บุตรีแม่ทัพไป๋งั้นหรือ?นางไม่เพียงใช้ดาบ แต่ยังใช้พิณด้วย?”
“ข้าเคยได้ยินว่านางบรรเลงให้แม่ทัพพันนายหยุดศึกกลางสนามรบ!”
นางค้อมศีรษะเบา ๆก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงนุ่ม
“เพลงนี้ ข้าขอถวายแด่ฟ้า ดิน และผู้ที่คืนจากความมืดแห่งอดีต”
สายตาของนางเหลือบมองไปยังองค์ชายใหญ่เพียงชั่วขณะ...
หานอวี้จินรับรู้ได้ถึงรอยยิ้มบางที่เต็มไปด้วยความท้าทายและศรัทธาในเวลาเดียวกัน
???? เสียงพิณแรก — “สายลมแห่งหาน”
เสียงพิณพลิ้วไหวเหมือนสายลมพัดเหนือทุ่งกว้าง
ทุกจังหวะคล้ายสะท้อนความรุ่งเรืองและความเ็ปของแผ่นดิน
ขณะเสียงสุดท้ายจบลงพระาาตรัสขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“เพลงนี้เปรียบได้กับสายน้ำในฤดูใหม่ — ลึกแต่ไม่เชี่ยว
เอาล่ะ บุตรของข้า... พวกเ้าจงร้อยบทกวีต่อเพลงนี้มาให้ข้าฟัง”
⚜️บทกวีขององค์ชายรอง
องค์ชายรองลุกขึ้นก่อน
สวมอาภรณ์ทองปักลายั สายตาฉายแววมั่นใจ
เขากล่าวเสียงดังฟังชัด
“ลมอ่อนพลิ้วแผ่นดินสั่นด้วยอำนาจ
ผู้ถือดาบ ย่อมควบคุมฟ้า
ขุนเขาไม่อาจยืน หากาาไม่เหยียบยอด”
เสียงปรบมือดังขึ้นจากฝ่ายขุนนางที่หนุนหลังเขา
ไป๋อวี้จิงพยักหน้าน้อย ๆ
“คมดั่งคมดาบ... แต่ดาบที่ยกสูงเกินไปมักไม่เห็นผู้ที่อยู่เบื้องล่าง”
องค์ชายรองหัวเราะเบา ๆ
“บทกวีที่ดี ต้องทำให้ผู้ฟังยำเกรง”
หานอวี้จินที่นั่งนิ่งมาตลอดเพียงยกจอกชาขึ้น จิบช้า ๆ
ก่อนจะลุกขึ้นโดยไม่เร่งรีบ
???? บทกวีขององค์ชายใหญ่
เขายืนกลางแสงโคม
แววตานิ่งสงบจนแม้แต่เปลวไฟยังไหวตาม
“ลมเดียวกัน...
บางคราเป็พายุ บางคราเป็กลิ่นดอกไม้
ผู้ถือดาบอาจปกป้องโลกได้ด้วยเื
แต่ผู้ถือปัญญา... ปกป้องได้ด้วยใจที่เข้าใจผู้คน”
เสียงนั้นแ่เบาแต่สะท้อนลึกในหัวใจของทุกผู้ฟัง
แม้แต่องค์ชายสามที่นั่งอยู่ด้านข้างยังยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ
พระาานิ่งไปครู่ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“คำของเ้า ไม่เพียงเป็บทกวี... แต่คือคำสอน”
???? การบรรเลงครั้งที่สอง
ไป๋อวี้จิงยิ้มเล็กน้อย
“ข้าน้อยขออนุญาตบรรเลงทำนองสุดท้าย เพื่อดูว่า ‘คำ’ ของผู้ใดจะอยู่กับเสียงได้นานกว่า”
นางดีดพิณอีกครั้ง —
เสียงคราวนี้อบอุ่นอ่อนโยน แต่ซ่อนพลังในแต่ละสาย
ในจังหวะสุดท้าย นางเงยหน้าขึ้นเอ่ยอย่างนุ่มนวล
“เสียงขององค์ชายรอง...คือไฟ
แต่เสียงขององค์ชายใหญ่... คือแสง
ไฟให้ความร้อน แต่แสงให้ทางเดิน”
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบงัน
แม้แต่ฮ่องเต้ยังมองนางด้วยความทึ่ง
องค์ชายรองเม้มปากแน่นแต่จำต้องยิ้มรับ
“ดูเหมือนพิณของเ้า จะเอนเอียงไปทางผู้ใดผู้หนึ่ง”
ไป๋อวี้จิงตอบอย่างสงบ
“พิณของข้า ไม่เอนเอียงตามใจ... แต่เอนเอียงตามสัจธรรมของเสียง”
???? แสงแห่งความยอมรับ
หลังงานเลี้ยงพระาาเดินลงจากบัลลังก์
ตรัสต่อหน้าทุกคน
“อวี้จิน —เ้ามิได้เพียงมีปัญญา แต่ยังมีหัวใจแห่งาา
แผ่นดินที่มีผู้ปกครองเข้าใจเสียงพิณ... ย่อมไม่ต้องได้ยินเสียงศึก”
เสียงโห่ร้องแ่ดังขึ้นจากขุนนางฝ่ายซ้าย
ในขณะที่องค์ชายรองหันหลังกลับไปเงียบ ๆ
เพลิงในใจของเขากำลังลุกแรงกว่าเดิม
หลังงานเลี้ยง
ใต้ต้นบ๊วยในสวนหลวง
ไป๋อวี้จิงเดินเข้ามาหาองค์ชายใหญ่ที่ยืนมองจันทร์
“ท่านตอบได้งดงามนักข้ารู้สึกเหมือนฟังบทกวีที่มีชีวิต”
หานอวี้จินยิ้มอ่อน
“ข้าเพียงพูดตามที่ใจเห็น... ไม่ได้ตั้งใจจะเอาชนะใคร”
“นั่นแหละที่ทำให้ท่านชนะทุกคน”
นางมองเขาเงียบ ๆ
ก่อนจะกล่าวเสียงเบา
“ท่านรู้หรือไม่... เสียงพิณของข้าเคยหยุดศึกได้แต่ไม่เคยทำให้ใจข้าสั่น...
จนคืนนี้”
แสงจันทร์ตกกระทบใบหน้าทั้งสอง
ลมเย็นพัดกลีบดอกเหมยปลิวผ่าน
เขาเพียงยิ้ม ไม่พูดอะไร
“บางที...เสียงพิณที่แท้ อาจไม่ใช่เสียงจากสาย
แต่อยู่ในใจคนที่เข้าใจมัน”