จอโฆษณาแอลอีดีขนาดใหญ่สามจอด้านหน้าห้างสรรพสินค้าแสนหรูหราย่านเศรษฐกิจกำลังฉายภาพถ่ายแบบของนักแสดงนายแบบระดับพระเอกแนวหน้าของวงการเพื่ออวยพรเนื่องจากวันคล้ายวันเกิดที่กำลังจะมาถึงในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า
คิรากร ชายหนุ่มอายุยี่สิบแปดปีผู้มีดวงตาและเส้นผมสีดำขลับ ภาพลักษณ์คุณชายผู้เพียบพร้อม อัธยาศัยดีและสมบูรณ์แบบในทุกด้านทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังกลายเป็ดวงดาวจรัสแสงที่ไม่มีใครเทียบเทียมได้
แม้ชายหนุ่มมากความสามารถจะเป็ลูกชายคนโตของผู้กำกับชื่อดังและเ้าของบริษัทสตาร์ไลท์เอนเตอร์เทนเมนต์ แต่กระนั้น เขายังคงมีความถ่อมตัวและให้เกียรติคนอื่น ๆ อยู่เสมอจึงได้ใจทั้งแฟนคลับและเพื่อนร่วมงานตลอดมา
“คิรากรไม่ควรมีคนเดียว” หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้นขณะถือโทรศัพท์ถ่ายจอโฆษณา
“อื้อ ขอให้พี่เป็โสดอีกสักห้าปีเถอะนะ ฉันคงทำใจไม่ได้ถ้าเห็นพี่มีแฟน” เธอมองเพื่อนสาวที่ยืนอยู่ข้างกันแล้วหัวเราะคิกคัก
ถัดมาทางซ้ายหนึ่งก้าว ใครบางคนสวมหน้ากากและใส่เสื้อฮู้ดสีดำยืนดูหน้าจอกระพริบเ่าั้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ครุ่นคิดว่าพี่ชายต่างมารดาคนนี้มีอะไรที่แตกต่างจากเขากันแน่ ทั้ง ๆ ที่เฝ้ามองดูมาั้แ่จำความได้และคอยสังเกตทุกอย่างที่พี่ชายกระทำ ยังคงมีอะไรอีกหรือที่ไม่เหมือน ในใจคิดแต่ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะกลายเป็คนคนนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
จิรายุไม่ใช่คนอื่นคนไกล เขาคือสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวนี้ หากแต่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนอื่น ๆ ไม่ดีนัก แม้แต่กับแม่ผู้ให้กำเนิด
ครอบครัวทางฝั่งแม่เคยร่ำรวยแต่กลับล้มละลายในพริบตา ทำให้คุณหนูผู้มีอันจะกินไม่สามารถยอมรับความพ่ายแพ้ในชีวิตได้จึงรับข้อเสนอของผู้กำกับที่ครอบครัวเธอเคยปฏิเสธไม่ลงทุนบทภาพยนตร์ของเขา ทั้งยังเฉดหัวส่งเพราะไม่ถูกชะตาจนกลายเป็ศัตรูกันทำให้ฝ่ายชายเกิดความแค้นขึ้นมาในใจคิดอยากย่ำยีความหยิ่งยโสของเธอด้วยวิธีนี้ เด็กชายผู้มีดวงตาสีม่วงเหมือนแม่จึงได้ลืมตาดูโลกโดยปราศจากความรักของผู้ให้กำเนิด
ครั้งหนึ่งในวัยเด็ก เขาเคยได้ใช้ชีวิตสนุกสนานมีรอยยิ้ม ไม่ต้องกังวลกับเื่ใด ๆ ทั้งสิ้นแต่ไม่นานต้องถูกแม่บังคับให้เปลี่ยนแปลงตนเอง ทำทุกอย่างเหมือนอย่างที่พี่ชายทำ ไม่ว่าจะการเดิน กิน นั่ง นอน ความชอบ ไม่ชอบ จนเขาถูกใครหลายคนดูถูกเหยียดหยามว่าเป็พวกชอบลอกเลียนแบบ ไม่มีความคิดเป็ของตัวเอง
เด็กน้อยในเวลานั้น ไม่อาจปฏิเสธการแสร้งเป็คนอื่นได้เพราะแม่มักจะพูดกรอกหูอยู่ตลอดเวลาว่า “ถ้าแกทำเหมือนเขาไม่ได้ พ่อจะไล่แกออกจากบ้าน ไม่มีข้าว ไม่ได้ไปโรงเรียน นอนอย่างหมาข้างถนน”
จิรายุยังคงคาดหวังว่าแม่ของเขาอาจจะคิดมากจนเกินไป แต่สายตาเหยียดหยามของพ่อและแม่เลี้ยงกลับเด่นชัดเหลือเกินว่าเกลียดชังเขามากแค่ไหน
ฉะนั้นแล้วทางรอดเดียวคงจะเป็การสวมหน้ากากยอมกลายเป็ตัวตนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง ยอมแม้กระทั่งการใส่คอนแทคเลนส์ปิดบังสีดวงตาที่แท้จริงเพื่อกลายเป็คนที่เหมือนคิรากรทุกกระเบียดนิ้วจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
“ต้องพยายามอีกแค่ไหนกันนะ” จิรายุพึมพำอยู่คนเดียว
วันนี้เป็วันที่เขามีถ่ายแบบกับช่างภาพต่างชาติแต่ต้องขึ้นรถไฟฟ้าและจัดตารางงานเองเพราะผู้จัดการคนเก่าถูกบริษัทไล่ออก แถมรถรับส่งส่วนตัวยังเสียต้องเอาเข้าอู่หลายวัน
“โอ๊ะ” เสียงของเด็กสาวมัธยมปลายคนหนึ่งอุทานเบา ๆ สายตาจ้องมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น แววตานั้นเป็ประกายมั่นใจว่าเขาคือคนที่คิด “พี่จิรายุใช่ไหมคะ”
“...” ชายหนุ่มไม่ตอบเพราะยังคงต้องรอขบวนรถไฟฟ้าอีกนาน เกรงว่าจะเกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นมากะทันหัน
หากพูดถึงเื่ชื่อเสียงและระดับความดังของพี่น้องทั้งสองคนแล้ว เรียกได้ว่าคนเป็พี่คือที่หนึ่งเสมอมาและเขามักจะตกเป็รองในทุก ๆ ด้าน แต่ถ้าเทียบกับคนอื่น ๆ แล้ว พวกเขาคือดวงดาวระยิบระยับเหนือกว่าใครจริง ๆ
“พี่คะ หนูไม่บอกใครหรอกว่าเป็พี่” เธอยังคงไม่ย่อท้อแล้วเปิดหน้าจอโทรศัพท์ให้ดู “หนูเป็แฟนคลับพี่ค่ะ”
เขาก้มหน้าเข้ามาใกล้เด็กสาว กระซิบบอกว่า “อย่าเสียงดังนะ” จากนั้นจึงรับสมุดที่เธอยื่นให้มาเซ็นชื่อด้วยท่าทีสบาย “ตั้งใจเรียนนะครับ”
“ค่า” เธอพยักหน้าด้วยความดีใจเพราะไม่คิดว่าจะได้ใกล้ชิดกับนายแบบที่ชอบมากขนาดนี้แล้วรีบวิ่งขึ้นรถไฟอีกขบวนหนึ่งก่อนจะโบกมือให้เขาโดยไม่รู้ตัว
เพราะเจอแฟนคลับที่รู้สถานการณ์ของเขาใน่นี้เป็อย่างดี ชายหนุ่มจึงสามารถเดินทางไปจนถึงสถานที่นัดหมายได้อย่างสวัสดิภาพ
ทันทีที่มาถึง เขาทักทายทุกคนในกองถ่ายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนทุกครั้ง รอยยิ้มสดใสทำให้บรรยากาศรอบตัวดูดีขึ้นเป็เท่าตัว
เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดสูทของดีไซเนอร์อันดับหนึ่ง แต่งหน้า ทำผมเรียบร้อย เพื่อนร่วมงานต่างอ้าปากค้างกับภาพลักษณ์ราวเทพบุตรของเขาจนเ้าตัวต้องแสร้งเขินอายเหมือนอย่างที่พี่ชายชอบทำ
ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว ในใจของเขากลับว่างเปล่าไร้ความรู้สึกขนาดนั้น
“คนเราจะหล่อได้ขนาดนี้เลยเหรอคะ” ผู้ช่วยเอ่ยกับช่างภาพด้วยสีหน้าที่ยังตกตะลึงไม่หายเพราะเพิ่งเคยร่วมงานกับเขาเป็ครั้งแรก
“เก็บอาการหน่อยเถอะ” เขาเบ้หน้าใส่รุ่นน้องแล้วหันไปบอกกับจิรายุว่า “ถ้าพร้อมแล้วเชิญตรงนี้เลยครับ”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้แล้วเริ่มจัดระเบียบร่างกายวางท่าถ่ายแบบด้วยความชำนาญ พยายามไม่ให้มีข้อบกพร่องตรงไหนหรือทำให้ใครไม่พอใจในตัวเขา
หากเป็แบบนั้นแล้วจะได้ไม่มีใครเอาเขาไปเปรียบเทียบกับพี่ชายผู้สูงส่งคนนั้นจนตัวเขาจะต้องโดนแม่ดุด่าอย่างไร้เยื่อใย
สุดท้ายแล้ว งานในวันนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี จิรายุยังคงได้รับคำชมจากทุกฝ่ายเหมือนเดิม เขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งใจพลางเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินไปรอรถแท็กซี่ที่ด้านหน้าสตูดิโอ
สายตาพลันได้เห็นว่าช่องบันไดหนีไฟถูกเปิดทิ้งไว้ เสียงทุ้มของใครบางคนทำให้เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะนึกได้ว่าวันนี้คิรากรมีถ่ายแบบที่สตูดิโอเหมือนกัน
“นายเป็ห่วงฉันเหรอ” ชายคนนั้นกำลังถามใครอีกคน น้ำเสียงนุ่มนวลอย่างเคย “บอกฉันหน่อยสิ”
“ครับ แต่ว่าพี่รีบกลับเข้ากองก่อนเถอะครับ เผื่อมีใครรออยู่” ชายอีกคนกล่าวกับเขาเบา ๆ แต่จิรายุได้ยินเต็มสองหูเพราะเสียงก้องสะท้อนออกมา
“ถ้างั้นขอฉันจูบนายก่อน”
สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม จิรายุคิ้วกระตุกด้วยความสงสัยว่าเขากำลังพลาดอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า บางครั้งนี่อาจจะเป็เื่ที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนจึงทำให้การแสดงเป็พี่ชายไม่สมบูรณ์แบบก็เป็ได้
จิรายุจึงเปิดประตูเบา ๆ แล้วค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ สายตามองต่ำลงไปที่บันไดชั้นล่าง จ้องมองใครอีกคนที่อยู่ข้างพี่ชายต่างแม่ของตัวเอง คิดในใจ ผู้ช่วยผู้จัดการของพี่เหรอ
ในขณะที่กำลังนึกภาพของชายหนุ่มอีกคนที่มักจะเห็นว่าใบหน้านิ่งเฉย ไม่เคยเห็นเวลาที่เขาร้องไห้ ยิ้มหรือมีสีหน้าอื่น ๆ เลย แต่เวลานี้ แก้มของชายคนนั้นกลับแดงระเรื่อเวลาที่ริมฝีปากของคิรากรประทับลงมา รสจูบดูดดื่มที่ดูแล้วเหมือนกับว่าเป็คนรักกันไม่มีผิด
พี่ชอบผู้ชายอย่างนั้นเหรอ จิรายุคิดในใจเพิ่งจะได้รู้เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเห็นว่าอีกฝ่ายจะมีใครมาก่อน ใบหน้านิ่งเฉยยืนมองดูคนจูบกันอย่างไม่รู้สึกรู้สาอยู่เงียบ ๆ ราวกับเรียนรู้อะไรบางอย่าง
ความคิดในหัวยังคงวุ่นวายเพราะสิ่งที่เห็น “ทำไมถึงชอบคนคนนี้ล่ะ มีเื่ตรงไหนให้ชอบเหรอ นึกว่าจะคบกับพวกนางเอกหรือไม่ก็นางแบบคนนั้น”
จ๊วบ จ๊วบ เสียงจูบร้อนแรงยังคงดังเป็ระยะราวกับทั้งสองไม่กลัวว่าใครจะมาเห็น แต่ตรงนี้มีพยานกำลังยืนนิ่งเป็ท่อนไม้อยู่หนึ่งคนจนจิรายุคิดไปว่าตัวเองคงไร้ตัวตนเหมือนอากาศ
คิรากรถอนจุมพิตดูดดื่ม สบตากับคนตรงหน้าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ฉันรักนายนะ นภันต์”
น้องชายต่างแม่จึงเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา “สงสัยคงต้องทำความรู้จักเขาให้มากกว่าเดิมแล้วล่ะ”