รูริตั้งใจจะแก้แค้นก็จริงแต่เธอไม่ได้อยากทำให้ประเทศปั่นป่วนหรือต้องล่มสลายไป
ที่เธออยากแก้แค้นคือพระาา นักบวชและทหาร ไม่ใช่คนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้น อย่าว่าแต่การทำลายประเทศหนึ่งเป็เื่ใหญ่เกินกว่าที่รูริจะลงมือได้
คนที่เติบโตมาในโลกที่ไม่มีเวทมนตร์อย่างเธอนึกภาพไม่ออกเลยว่าหากมีประเทศไหนในโลกนี้เกิดใช้เวทมนตร์ไม่ได้มันจะกลายเป็ความอลหม่านสักแค่ไหน หากน้ำเสียงหนักแน่นของเชลซีทำให้เธอตกลงใจห้ามพวกภูตทันที
หากฝ่ายภูตก็แย้งกลับด้วยท่าทีไม่พอใจ
‘เอ๋ ทำไมล่ะ’
‘รูริอยากจะแก้แค้นใช่ไหมล่ะ’
“ก็ใช่หรอก…แต่นี่มันปัญหาส่วนตัวของฉันเองฉันก็ต้องสั่งสอนพวกนั้นด้วยมือฉันเองสิ ทุกคนไม่ต้องลงมือหรอกนะ”
‘พวกเรา…เกะกะเหรอ…’
เหล่าภูตพากันน้ำตาซึมอย่างน่าเอ็นดูจนรูริต้องผงะไป
“ไม่ใช่อย่างนั้น!ฉันสิที่ต้องขอบคุณพวกเธอมากๆ”
‘จริงเหรอ’
“จริงสิ ถึงเวลา ฉันจะขอให้ทุกคนช่วยเองตอนนี้ไม่ต้องทำอะไรหรอกนะ ตกลงไหม”
‘อื้ม ก็ได้!’
สายตาเชลซีทิ่มแทงไม่เบาแต่อย่างน้อยเธอก็โล่งใจว่าสีหน้าเศร้าหมองของภูตค่อยกลับมาร่าเริงดังเดิม
หญิงชราถอนใจเหมือนช่วยไม่ได้
“รูริ ขอเตือนเ้าอย่างหนึ่งคราวนี้เ้าก็น่าจะเข้าใจแล้ว ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเ้า พวกภูตก็พร้อมจะลงมือทันทีจากนี้ไปคงจะมีใคร้าใช้ประโยชน์จากเ้าด้วยข้าจะสอนความรู้ทุกอย่างเท่าที่ข้ามีให้กับเ้า เ้าก็คงคิดเองตัดสินใจเองได้ว่าอะไรถูกหรืออะไรผิดอย่าให้ใครมาหลอกใช้เ้าได้เชียวละ”
“...พูดแบบนี้กับฉันจะดีเหรอคะ”
“หมายความว่าไงรึ”
“ก็ตอนฉันหลงทางในป่าไม่มีที่ไปคนที่เก็บฉันมาก็คือคุณเชลซีนี่คะคุณมีบุญคุณกับฉันจนไม่รู้จะตอบแทนยังไงให้หมดเลยค่ะฉันในโลกนี้ก็เหมือนกับเด็กทารกไม่ประสีประสาอะไรคุณจะปลูกฝังความรู้สึกผิดชอบชั่วดีให้เอียงตามคุณยังไงก็ได้ เพราะฉันคงจะเชื่อคำพูดของคุณที่เป็ผู้มีพระคุณทุกอย่างเลยนี่คะ?”
นั่นคือคำถามเป็นัยว่าคุณก็มีโอกาสจะหลอกใช้ได้แล้วจะไม่ทำหรือ ซึ่งเชลซีก็แค่นหัวเราะตอบ
“มันฟังเหมือนง่ายก็จริงแต่ก็อันตรายมากด้วย เ้าฉลาดพอที่จะรู้ตัวว่ามีโอกาสโดนครอบงำเมื่อรู้แล้วว่าการมัดใจภูตไว้นั้นอันตรายแค่ไหนเ้าก็จะระวังไม่ให้พวกเขาทำอะไรเลยเถิดแน่นอนแต่โลกนี้ยังมีคนเขลาที่ต่อให้รู้อันตรายของภูตก็ยังจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่า เ้าจึงไม่ควรถูกใครชักจูง ขอให้จำข้อนี้เอาไว้ให้ดี”
“ฉันจะจำเอาไว้ค่ะ แต่ภูตมีพลังขนาดนี้เกิดฉันนี่แหละคิดขึ้นมาว่าใช้ภูตครองโลกดีกว่า ถึงตอนนั้นจะทำยังไงเหรอคะ”
“ก็ได้แต่ภาวนาว่าเ้าจะไม่ทำแบบนั้นแล้วกันแต่คนใจปลาซิวอย่างรูริคงไม่มีปัญญาทำเื่เลวร้ายใหญ่โตปานนั้นใช่ไหมล่ะถ้าแค่เล่นซนนิดๆ หน่อยๆ น่ะไม่มีปัญหาหรอก”
“ไม่ปฏิเสธหรอกค่ะว่าฉันมันใจเล็ก แต่ภูตนี่อันตรายอย่างที่คุณเชลซีพูดจริงๆเหรอคะ”
หญิงสาวทำหน้าเหมือนอยากแย้งว่าพวกเขาออกจะน่ารักขนาดนี้
ไม่ใช่แค่หน้าตากระทั่งวิธีการพูดก็ยังคล้ายเด็กเล็กๆ รูริจึงไม่สามารถมองว่าเหล่าภูตเป็อันตรายได้เลย
นอกจากนี้เธอเห็นว่าเวทมนตร์ช่วยให้สะดวกสบายก็จริง แต่ก็คิดด้วยว่าถึงไม่มีเวทมนตร์คนเราก็ใช้ชีวิตต่อไปได้อยู่ดี
“แล้วจะค่อยๆอธิบายให้อีกทีแล้วกัน...ว่าแต่วันนี้เอะอะจังเลยนะ”
เชลซีหันไปย่นคิ้วใส่ในทิศทางอื่นในขณะที่เธอเอียงคองงๆ
“ไม่มีใครเอะอะอะไรนี่คะ?”
เหล่าภูตที่อยู่รอบๆตัวเธอต่างก็เงียบกันแล้ว
“ไม่ใช่ที่นี่ ข้างนอกเขตแดนต่างหาก”
“เขตแดน?”
“ข้ากางเขตแดนเวทมนตร์ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นไว้รอบๆบ้านหลังนี้ คนอื่นจะเข้ามาไม่ได้ ตอนเ้ามาที่นี่ไม่รู้สึกอะไรเลยรึไง”
มาย้อนคิดดูก็นึกได้ว่าตอนนั้นเธอรู้สึกเหมือนทะลุผ่านสิ่งที่คล้ายม่านบางๆก่อนจะจะพบบ้านหลังนี้อยู่ตรงหน้า
“จะว่าไป ตอนมาที่นี่ก็เหมือนทะลุผ่านอะไรมาค่ะ”
“ปกติจะต้องโดนเขตแดนกันไว้เข้ามาไม่ได้หรอกนะแต่เวทมนตร์พวกนี้จะไม่ได้ผลกับคนที่มีพลังเวทสูงกว่า ตอนแรกข้าถึงใมาดูก็เจอยัยเด็กหน้ามอมแมม แถมโดนเป็ลมใส่อีก”
“...ขอโทษจริงๆ ค่ะที่รบกวน”
ว่าแล้วเธอกับเชลซีก็ไปดูเขตแดนด้วยกัน
จากตอนแรกที่ไม่ทันรู้ตัวมายามนี้เมื่อแยกแยะพลังเวทออกแล้วรูริก็ััได้จากพลังเวทว่าที่นี่มีเขตแดนอยู่
เธอมองอย่างสนอกสนใจและพบตัวต้นเหตุในไม่ช้า
“...อ๊ะ!เ้าสัตว์ประหลาดตอนนั้น! แถมเอาวิกฉันไปใส่ด้วย”
สัตว์ร้ายขนาดใหญ่ที่มีลำตัวเหมือนหมีหน้าเหมือนหมูป่าและหางเหมือนแมงป่องนั้นกำลังพุ่งตัวชนเขตแดนอยู่ไม่เลิก
บนหัวของมันใส่วิกสีน้ำตาลที่รูริคงทำตกตอนวิ่งหนีมันนั่นเอง
อุตส่าห์ไปเก็บมาอีก...
“สงสัยจะหิวเลยตามมาจะกินฉันแน่เลย...คุณเชลซีเรารีบหนีกันดีกว่า!”
เธอหันไปดึงเสื้อหญิงชราหากอีกฝ่ายก็ไม่ยอมขยับ
“ใจเย็นก่อน ถ้าพลังเวทไม่สูงพอก็ผ่านเขตแดนข้ามาไม่ได้หรอกสบายใจเถอะว่าเ้าสัตว์มารนี่ทำไม่ได้แน่ๆ”
“สัตว์มาร?”
“สัตว์ที่ต่างจากสัตว์ทั่วไปตรงที่มีพลังเวทอยู่...แต่แปลกจริงปกติมันไม่เคยทำแบบนี้เลยนี่นา”
พอเชลซีกำลังครุ่นคิดอยู่ พวกภูตก็พากันโพล่งขึ้นมา
‘เขาเอาผมของรูริมาให้เท่านั้นเอง’
“ไม่ได้จะมาทำร้ายกันเหรอ”
‘ไม่ใช่สักหน่อย รูริทำของตกเลยเก็บมาให้ต่างหาก’
‘ไม่ทำร้ายหรอกตอนอยู่ในป่าก็ช่วยคุ้มครองรูริด้วย’
ฟังจากคำของภูตหลายวันที่รูริปลอดภัยอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่าและสัตว์มารนี่ก็เพราะมีสัตว์มารตนนี้แอบตามคุ้มครองอยู่นั่นเอง
มันซ่อนตัวไว้เพราะไม่อยากให้รูริกลัวแต่สุดท้ายก็ทนไม่ได้เลยโผล่มาหา แน่นอนว่ารูริกลัวจนหนีไปซึ่งฝ่ายสัตว์มารก็พลอยไล่ตามโดยสัญชาตญาณไปด้วย
ท่าทีเกรี้ยวกราดในตอนนั้นไม่ใช่เพราะเจอเหยื่อแต่เป็เพราะดีใจจนควบคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่ พอหารูริไม่เจอจึงค่อยได้สติที่เก็บวิกที่เธอทำตกไว้มาก็เพราะอยากจะขอโทษ แต่รอแล้วรอเล่ารูริก็ไม่มาเสียทีเลยลงมือใช้กำลังเป็วิธีสุดท้าย
ราวกับยอดสุนัขผู้ซื่อสัตย์ก็ไม่ปาน
“มันมีพลังเวทเลยถูกคลื่นของรูริดึงดูดใจไว้เหมือนพวกภูตสินะ”
“นี่ทุกคนพูดกับสัตว์มารตัวนี้รู้เื่ด้วยเหรอ”
สัตว์มารเพียงแต่ส่งเสียงฮึ่มแฮ่แต่ดูเหมือนเหล่าภูตจะเข้าใจว่ามัน้าบอกอะไร รูริจึงถามขึ้นมาให้แน่ใจ
‘อื้ม รู้เื่สิ’
“ถ้าพูดกับภูตรู้เื่ ก็ฝากบอกกันมาก็ได้นี่นา...”
จะได้ไม่ต้องมารออยู่ตั้งหลายวันหากฝ่ายภูตก็เพียงตอบเฉยๆ ว่า ‘ลืมไปเลย’และเธอคงไม่ได้คิดไปเองว่าเห็นสัตว์มารทำไหล่ตกเหมือนท้อใจ
หญิงสาวออกเขตแดนไปหาสัตว์มารอย่างระมัดระวังมันหยิบวิกบนหัวมายื่นให้ เธอจึงรับไว้อย่างอดกลัวไม่ได้
“ขอ ขอบคุณนะ...”
พอรูริขอบคุณ มันก็ร้อง “มอรรรรร์”เสียงสนั่นทำให้เธอสะดุ้งโหยง
‘เขาอยากให้รูริลูบหัวน่ะ’
“เอ๋ เอาจริงสิ?”
สัตว์หน้าตาประหลาดที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเองหลายเท่านั้นน่ากลัวไม่เบาเป็ไปได้เธอก็อยากจะปฏิเสธ
แต่เมื่อเห็นมันย่อตัวลงมาจ้องมองเธอด้วยดวงตาเป็ประกายอย่างคาดหวังหญิงสาวก็ไม่สามารถบอกเช่นนั้นไปได้
มือยื่นไปที่หัวของสัตว์มารในขณะที่ขาเตรียมพร้อมหนีตลอดเวลาก่อนจะลูบใบหน้าที่คล้ายกับหมูป่าของมัน
มันครางเสียงยินดีเหมือนกับออดอ้อนแต่เสียงนั้นต่ำจนเธอแอบกลัวนิด...ไม่สิ กลัวมากเชียวละ
ผิดคาดที่ขนของมันอ่อนนุ่มกว่าที่เห็นมากทีเดียว
“อ๊ะ ลูบดูแล้วนุ่มมือกว่าที่คิดแฮะ”
พอได้ยินดังนั้น เหล่าภูตก็แห่มาร่วมพิสูจน์ด้วย
นับจากวันนี้ชีวิตของรูริก็มีสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นหนึ่งตัว
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite
https://bit.ly/2Gbylei