ตอนที่ 19
เมื่อ ฉีลู่ชิง และ ฉีจิ้นฝู กลับไป... ทางผู้ว่าจินหง ก็ยังคงส่งมือปราบ สองคนมาเฝ้าระวังเช่นเคย โดยใช้ข้ออ้างเดิมในการรวบรวมหลักฐาน เพื่อควบคุมตัวของซุน เอาไว้ในจวน... ซึ่งตัวของเด็กหนุ่ม ก็เริ่มแน่ชัดแล้วว่าทั้งหมดเป็เพียงคำกล่าวอ้าง...
“หากข้ายังอยู่ที่นี่ต่อไป ก็ใช่ว่าจะใช้นามของตระกูลฉีครอบกะลาหัวได้ตลอดรอดฝั่ง...กลุ่มคนที่จับตัว เหล่าซือ ไป ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปรากฏตัวออกมา คงถึงเวลาแล้วกระมังที่ข้าจะไปจากที่นี่...”ซุน กล่าวพึมพำในจิตสำนึก
เด็กหนุ่ม ตัดสินใจที่จะหลบหนีไปภายในคืนนี้...
“เฒ่าชีเปลือย คืนนี้คงต้องไหว้วานให้เ้าช่วยเหลือแล้ว...”
แต่ทว่า... สีหน้าของเฒ่าชรากลับนิ่งเฉยกว่าทุก ๆ ครา
“ได้สิ... ข้ายินดีจะช่วยเหลือเ้า หากแต่ข้ามีข้อแม้อย่างหนึ่ง”
ซุน เกาศีรษะเบา ๆ
“ได้ ๆ คราวนี้ข้าจะหาเนื้อเลิศรส และอาหารชั้นยอดมาเลี้ยงเ้าเลย...”
เฒ่าชีเปลือย ส่ายหน้าเบา ๆ ท่าทีสงบน่ากลัว...
“ข้าไม่้าของเ่าั้อีกแล้ว... ตลอดสองปีที่ผ่านมาข้ามิได้จ้ำจี้จ้ำไชในสิ่งที่เ้าได้เลือกและกระทำ เพราะถือว่าเป็การปล่อยให้เ้าเรียนรู้ให้เข้าใจดินแดนแห่งนี้ด้วยตนเอง... แต่ตอนนี้หลังจากที่ข้าได้เห็นถึงความเป็จริงยกตัวอย่างชายชราพ่อบ้านที่เข้ามาเมื่อครู่นี้ คนผู้นั้นสามารถทำให้ทุกคนภายในจวนแห่งนี้ต้องก้มหน้าต่ำมิกล้าสบตา จากอำนาจและความแข็งแกร่งที่พึงมี...
ซุน... เ้าเห็นเช่นนั้นแล้ว ไม่รู้สึกอะไรบ้างงั้นหรือ?! เ้ายังอยากเป็เพียงเด็กหนุ่มที่อาศัยกลอุบายเอาชีวิตรอดไปวัน ๆอย่างนั้นหรือ?! ไม่คิดที่จะอำนาจ ที่สามารถควบคุมดินแดนแห่งนี้งั้นหรือ!! หากเ้ามีสิ่งเ่าั้ มิต้องกล่าวถึงความโชคร้ายที่เ้าพบเจอมา แม้แต่ เหล่าซือก็คงไม่ถูกจับตัวไปั้แ่แรก!!”
เสียงของ เฒ่าชีเปลือย กระแทกน้ำหนักรุนแรง
สีหน้าดูจริงจังมากกว่าทุก ๆ ครั้ง...
จนมันทำให้ เด็กหนุ่ม แสดงสีหน้าโง่งม...
“เ้ากำลังจะบอกอะไรกับข้า?!”
“ข้ากำลังจะบอกกับเ้าว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่เ้าควรจะก้าวเดินออกจากวิถีเดิมที่เ้าเคยเชื่อถือ...คุณงามความดีมันไม่อาจก่อประโยชน์ ตราบเท่าที่เ้ายังอ่อนแอ!! ผู้คนในดินแดนแห่งนี้ยินยอมจะกลายเป็ปีศาจ ยินยอมถูกประนามว่าชั่วช้า เพียงเพื่อจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด!!
เ้าถูกยัดเยียดความผิดที่สังหารคนเพียงคนเดียวทั้งที่เ้าไม่ได้กระทำด้วยซ้ำ เพราะอะไรรู้หรือไม่?! เพราะเ้ายังไม่เข้าใจในวิถีทางที่จะอยู่รอดและโอกาสเติบโตในดินแดนแห่งนี้อย่างไร!!
เ้าเป็เพียงผู้แก้ไข... แต่เ้ามิใช่ผู้ควบคุม!!
สังหารหนึ่งคนมีความผิด... สังหารสิบคนเป็ฆาตกร...สังหารร้อยคนเป็มหาโจร... สังหารหนึ่งพันเป็ยอดขุนศึก... สังหารหนึ่งหมื่นเป็วีรบุรุษ...สังหารหนึ่งแสนนั่งอาชาแม่ทัพ...
สังหารหนึ่งล้าน... เหยียบย่างขึ้นสู่บัลลังก์!!
นี่ถือวิถีทางของดินแดนแห่งนี้ ความถูกต้องและหน้าประวัติศาสตร์ถูกขีดเขียนไว้โดยผู้ชนะาเสมอมาตราบใดที่เ้ายังไม่เข้าใจในสิ่งที่ข้ากล่าวขึ้นเ้าก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จในดินแดนแห่งนี้ได้ สักวันเ้าจะต้องตายเฉกเช่นสุนัขตัวหนึ่ง!!”
“!!!!!!!!!!!!” ซุนได้ยินเช่นนั้น ก็ใบหน้าด้านชาไปในทันที...
ร่างจิติญญาของ เฒ่าชีเปลือย ค่อย ๆ ห่อหุ้มด้วยไอทมิฬสีดำโอบล้อมหมุนวนรอบ ๆ กาย... สีหน้าของ เฒ่าชีเปลือย บ่งบอกถึงเจตนาที่้าเปลี่ยนแปลง ทัศนคติของซุน อย่างเห็นได้ชัด รู้ดีว่าหากยังย่ำเท้าอยู่กับที่เช่นนี้ ซุน จะกลายเป็เพียงเหยื่อของผู้แข็งแกร่งเท่านั้น...
“เ้าเด็กน้อย... ข้าจะให้เวลาเ้าได้ครุ่นคิดจนกว่าจะถึงราตรีนี้เงื่อนไขที่ข้าจะช่วยเหลือเ้า...นั่นคือเ้าจะต้องเริ่มต้นมันั้แ่วันนี้ ในการจัดการเสี้ยนหนามที่ขัดขวางเส้นทางและพันธนาการเ้าเอาไว้ต่อให้วันนี้เ้าสามารถหลบหนีไปได้... มือปราบ ภายในจวนแห่งนี้ทั้งหมด ก็ต้องออกตามล่าเ้าอยู่ดี
ฉะนั้น... เ้าจงสังหารพวกมันให้หมดเมื่อมีโอกาส!!ทั้งมือปราบ ทั้งผู้ว่า รวมถึงทุกคนภายในจวนแห่งนี้ไม่ให้หลงเหลือพยานใด ๆ เป็ทางเดียวที่เ้าจะหนีรอดไปได้อย่างสมบูรณ์!! ข้าจะออกไปสำรวจเส้นทางรอบ ๆ จวนแห่งนี้ จับตาดูกลายเคลื่อนไหวของเหล่ามือปราบเพื่อส่งเสริมเ้าลองครุ่นคิดสิ่งที่ข้าพูดให้ดี ๆ เ้ามิใช่คนโง่เขลา...ซุน” ร่างของ เฒ่าชีเปลือยค่อย ๆ สลายไปพร้อมกับไอทมิฬที่โอบล้อม
ซุน แข็งค้างแน่นิ่งไป ไม่อาจมีวาจาใดโต้แย้งได้...
เด็กหนุ่ม จมหายอยู่กับห้วงความคิดเพียงลำพัง...
“สังหารทุกคนงั้นหรือ?! แม้ข้าจะเคยกำจัดิญญาเคยสังหารสัตว์ร้ายมาไม่น้อย... หากแต่ข้า ไม่เคยสังหารมนุษย์ด้วยกันมาก่อน...”ซุน กุมขมับแแ่ จิตใจสั่นไหวอยู่ภายใน ประหนึ่งมีดวงจิตเทพ และดวงจิตปีศาจ กำลังโต้เถียงกันถึงเหตุและผล
...........................................
ดวงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ค่ำคืนราตรีแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังคืบคลานเด็กหนุ่ม มิได้ขยับจากตำแหน่งเดิมแต่สักนิด ยังคงจมหายลงไปในความครุ่นคิด...สายตาของ ซุน จดจ้องมายัง มือปราบ ผู้ที่เฝ้าจับตามอง ซุน อยู่ภายในห้องไม่วางตาจนอีกฝ่ายรู้สึกระแวงเสียวสันหลังแปลก ๆ
หากแต่ด้วยความต่างของพลังฝีมือ ชนชั้นลมปราณสีม่วงขั้นที่ 1ต่อให้มีเป็ร้อยคน ก็ไม่อาจทำให้ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินอย่าง มือปราบ ต้องหวั่นเกรง...ความต่างของลมปราณแต่ละชนชั้นนั้นมีไม่ต่ำกว่า 10 เท่า ทั้งด้านพละกำลังและความเร็ว
ไหนจะเื่ของวรยุทธที่ มือปราบ ย่อมได้รับการฝึกปรือมาอย่างโชกโชนไม่มีทางที่หนอนตำราแก่เรียนผู้หนึ่งจะเทียบเคียงได้ ด้วยความชัดเจนเหล่านี้ ทำให้มือปราบ ไม่ได้หวาดหวั่นแม้สักนิดว่าตนจะถูก ซุน เข้ามาทำร้าย...
แต่ทว่า...
ในสายตาที่ ซุน จดจ้องนั้น แท้จริงแล้ว ซุนกำลังจินตนาการรูปแบบการฆ่านับร้อย ๆ รูปแบบในห้วงสำนึก กลั่นกรองทั้งมนตรา ทั้งอาคมที่เคยร่ำเรียนในการหยิบนำมาใช้... แน่นอนว่าการสังหาร ย่อมแตกต่างไปจากการต่อสู้ ไม่ได้เปรียบวัดกันที่พละกำลังและท่วงท่าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดจะลงมือได้เฉียบคมกว่าก็เท่านั้น...
น่าเสียดาย... ที่ในทุก ๆ รูปแบบที่ ซุน ได้จินตนาการจนสร้างเป็ภาพนิมิตในหัวจังหวะสุดท้ายที่ลงมือ เด็กหนุ่ม ล้วนแล้วแต่หยุดชะงักทั้งสิ้น!! ความเด็ดขาดให้การสังหารสัตว์ร้ายที่เคยทำได้ แทบจะเลือนหายไปจนหมด เมื่อเป้าหมายเป็มนุษย์ด้วยกัน...
“บัดซบ!! มันเพราะอะไรกันนะ”
ซุน ได้แต่กดด่าตนเอง ซึ่งแท้จริงแล้ว การจะสังหารใครสักคนในโลกเดิมที่ซุน จากมา มันถือเป็เื่ร้ายแรง ทั้งยังถูกปลูกฝังให้มีความเมตตามาั้แ่จำความได้เพียงการตัดสินใจไม่กี่ชั่วยามไหนเลยที่จะสามารถแปรเปลี่ยนแนวความคิดที่เคยยึดเหนี่ยว...
ไม่นานหมอกควันสีดำพลันปรากฏ เฒ่าชีเปลือยกลับมาอีกครั้งหลังตรวจสอบเส้นทางรอบ ๆ จวนผู้ว่า รวมถึงการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ภายในเพื่อที่จะสามารถชี้นำเส้นทางให้กับ ซุน ได้...
“เป็โชคดีของเ้าแล้ว... เวลานี้ยอดฝีมือคนสำคัญอย่าง มือปราบเฉินได้ออกไปเที่ยวหอนางโลมที่ด้านนอก จึงมีเพียง มือปราบชั้นผู้น้อยประจำการอยู่ที่นี่ราว ๆ 40 นาย และไม่มีใครแข็งแกร่งเกินไปกว่า ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงิน...หากรวมบ่าวไพร่ในเรือนนี้ และตัวผู้ว่าเข้าไปด้วย ก็มีราว ๆ หนึ่งร้อยเป็เป็จำนวนเริ่มต้นที่ไม่มากไม่น้อยในการละเลงโลหิต...”
“!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างในทันที...
“หนึ่งร้อยคนเชียวหรือ...”
เฒ่าชีเปลือย เห็นสีหน้าของ ซุน ก็พอจะคาดเดาได้ว่าคิดอ่านเยี่ยงไร...
“เ้ายังตัดใจลงมือไม่ได้?!”
เด็กหนุ่ม ก้มหน้าลงต่ำ ท่าทีอ้ำอึ้ง...
“บอกตามตรง... เพียงคิดว่าจะต้องสังหารมนุษย์ด้วยกันแล้ว มือข้ากลับสั่นเทาไปหมด...มันมิใช่เพราะความหวาดกลัว แต่มันเกิดจากจิตใต้สำนึกที่พยายามปฏิเสธวิถีทางเช่นนั้นข้ารู้สึกกับตนเองได้ว่า หากข้าได้ลงมือไปแล้ว ข้าจะไม่มีทางหวนกลับสู่วิถีเดิมได้อีก...ข้าไม่รู้ว่าจะอธิบายมันอย่างไรให้เ้าเข้าใจ แต่คิดว่าข้าคงทำไม่ได้...”
ซุน กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสลด มือของข้างกำแแ่คล้ายกำลังต่อสู้กับบางสิ่ง...เฒ่าชีเปลือย ขมวดคิ้วเล็กน้อย เท่าที่ตนได้ติดตาม ซุน มาตลอดสองปีทุกการกระทำและตัดสินใจของเด็กหนุ่มนั้นมักจะเด็ดขาดอยู่เสมอ แต่พอเป็เื่ทำร้ายมนุษย์ด้วยกันกลับตกอยู่ในสภาพเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง...
เฒ่าชีเปลือย ลอยวนเวียนอยู่รอบ ๆ พิจารณา...
“นี่เ้าเด็กหยาบช้า... ไหนเ้าลองพยายามปล่อยจิตสังหารออกมาใส่มือปราบ ผู้นั้นดู...”
“บอกแล้วยังไงว่าข้าทำไม่ได้... ทุกครั้งที่ข้าพยายามใช้จิตสังหารกับมนุษย์ภาพการลงมือในจังหวะสุดท้ายล้วนแล้วแต่ติดขัดไม่สามารถปิดฉาก แม้แต่จิตสังหารก็ไม่อาจก่อเกิดอย่างสมบูรณ์ได้”ซุน ยังคงยืนยัน
“เอาน่า... ทำตามที่ข้าบอก เ้านั้นมีพลังสมาธิและสามารถควบคุมจิตสังหารของตนเองได้เป็เลิศเมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย... ครานี้ก็แค่เปลี่ยนจากสัตว์ร้ายมาเป็มนุษย์ มันจะไปยากเย็นอะไร?!” เฒ่าชีเปลือย เค้นเสียงดุ
ซุน ถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะทดสอบดูอีกครั้ง...
จินตนการรูปแบบสังหาร ในความนึกคิด...
แต่ในตอนที่ใกล้จะลงมือปิดฉาก จู่ ๆ ความรู้สึกก็หล่นวูบเลือนหายไปเหมือนในทุกๆ ครา... ด้าน เฒ่าชีเปลือย ที่เฝ้าจับตามองไปยัง ซุน ััได้ออร่าประหลาดที่แผ่ล้นออกมาจากด้านหลัง...ดวงตาของชายชราเปล่งประกายขึ้น ใช้อาคมประสานเพื่อจดจ้องทะลุอาภรณ์เข้าไปถึงแผ่นหลังด้านในก่อนจะพบว่าใน่จังหวะที่ ซุน กำลังใช้จิตสังหารถาโถมใส่มนุษย์ด้วยกัน รอยสักดอกบัว์12 กลีบที่มุมแผ่นหลังใกล้หัวไหล่ เกิดการทำงานในรูปแบบอาคมพิเศษ!!
“นี่สินะ คือสาเหตุ!! นับว่าอาจารย์คนแรกของเ้าฝีมือไม่เลวทีเดียว...” เฒ่าชีเปลือย เผยออร่าสีดำห่อหุ้มที่มือก่อนจะทะลวงเข้าไปที่รอยสักดอกบัว์ทันที... แน่นอนว่ามันเป็โจมตีด้วยจิติญญาดังนั้นกายหยาบของ ซุน จึงแทบไม่รู้สึกใด ๆ
ชั่วพริบตานั้น จิตสังหารของ ซุน พรั่งพรูขึ้นมาอย่างมหาศาลในฉับพลัน!! จนทำให้ตัวของ มือปราบ จิตใจสั่นสะท้านและ ััรับรู้ได้ถึงอำนาจคุกคามที่ถาโถมเข้าใส่ตนเองประหนึ่งอยู่เบื้องหน้าพยัคฆ์ที่หิวโหย ชักกระบี่ในมือออกมาอย่างรวดเร็วพลางชี้ตรงมายัง ซุน
“จะ...เ้าคิดจะทำอะไร!!” มือปราบแผดเสียงขึ้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
ในตอนนั้น ซุน กลับแสดงสีหน้างุนงงขึ้น...
“ข้าทำได้?! ทำไมจู่ ๆ ข้าก็รู้สึกว่าข้าลงมือสังหารมนุษย์ได้แล้ว?!”
เด็กหนุ่ม ััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ราวกับว่าโซ่ตรวนที่พันธนาการตนไว้บางส่วนขาดสะบั้นลง... ซุน อาจยังไม่รู้ตัว แต่รอยสักดอกบัว์ 12 กลีบ เวลานี้มันได้เลือนหายไปแล้วหนึ่งกลีบเหลือเพียง 11 กลีบ ทิ้งไว้บนแผ่นหลังเท่านั้น...
เฒ่าชีเปลือย เผยรอยยิ้มด้วยความพึงพอใจ...
“อาจารย์คนแรกของเ้า นอกจากจะปิดผนึกพลังบางอย่างในตัวเ้าไว้แล้วยังได้ปิดผนึกสัญชาตญาณสัตว์ร้ายในจิตใจของเ้าเอาไว้ ด้วยรอยสักดอกบัว์นี้...ทั้งยังเป็รอยสักอาคมชนิดพิเศษที่ทรงพลังมาก แม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่สามารถปลดมันได้ทั้งหมดในคราเดียวคงต้องรอให้เ้าเติบโตและมีพลังต่อต้านมากยิ่งขึ้น จึงจะค่อย ๆ ปลดเปลื้องมันออกได้
หึหึ...ช่างน่าสนใจจริง ๆ มันคืออะไรกันแน่นะที่อาจารย์คนแรกของเ้าพยายามสะกดมันเอาไว้ด้วยรอยสักอาคมนี้ ข้าชักอยากจะรู้เสียแล้วสิ... ในตอนที่ข้าพยายามปลดเปลื้องมันข้าััได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวที่อยู่ในนั้น มันเป็เงาร่างของ อสูรร้าย ที่แผดเสียงคำรามจากการถูกจองจำมีอำนาจทรงพลังยิ่งกว่า รอยสักเบญจสารสัตว์ ของเ้านับร้อย ๆ เท่า!!”
……………………………