เทพีน้ำค้างเหมันต์ก้าวไปข้างหน้า สายตาคมกริบเ็า เสียงนางดังขึ้นดุจคมมีดกรีดเฉือนอากาศ “นำทางข้าไปยังคลังสมบัติ”
ศิษย์ผู้หนึ่งตัวสั่นสะท้าน รีบก้าวออกมานำทาง โดยไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองนาง แต่ในดวงตาของเทพีน้ำค้างเหมันต์เองกลับซ่อนคำถาม “จะมีสิ่งใดที่พวกเขาแอบเก็บงำไว้กันนะ? แต่ก็อาจมีบางคนยังคิดต่อต้านข้าอยู่ในเงามืด?”
ไม่นานนักทุกคนก็เดินมาถึงหน้าคลังสมบัติ ประตูหินมหึมาที่สลักลวดลายโบราณถูกผนึกไว้ด้วยยันต์ผนึกภูผา พลังแสงสีทองสว่างเรืองรองที่สะท้อนออกมานั้น แสดงให้เห็นได้ว่ายันต์นี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันแม้กระทั่งยอดปรมาจารย์ระดับสูง
แต่นั่นก็มิใช่สิ่งที่จะหยุดยั้งนางไว้ได้ เทพีน้ำค้างเหมันต์ยกมืออันขาวเนียนผุดผ่องขึ้น พลังปราณเหมันต์แผ่ซ่านราวกับพายุหิมะปะทุจากห้วงเวหา แช่แข็งอากาศรอบด้านจนเกล็ดน้ำแข็งก่อตัวปกคลุมยันต์ผนึกภูผา ก่อนเสียง เปรี๊ยะ! จะดังขึ้น และในครานั้นเองประตูที่ถูกปิดผนึกมานับพันปี ก็พลันแตกร้าวและในที่สุดมันก็พังทลายลงดั่งเศษแก้ว
แสงระยิบระยับจากกองสมบัติพวยพุ่งออกมา อัญมณีทั้งปวง ดาบวิเศษ โอสถล้ำค่า คัมภีร์ต่างๆ และวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่เคยเป็สมบัติซึ่งสำนักทานตะวันสุดที่จะหวงแหน บัดนี้กลับกลายเป็เพียงสื่งของที่นางจะพรากออกไปจนหมดสิ้นโดยมิอาจทักท้วงใดๆได้
“พวกเ้าจงเก็บสมบัติเหล่านี้ทุกชิ้น กลับไปยังสำนักเทพอัสนีย์” เสียงนางสั่งคนในสำนักเทพอัสนีย์ที่ติดตามมา และยังกล่าวสำทับอย่างเฉียบขาดอีกว่า “อย่าให้เหลือแม้แต่เพียงชิ้นเดียว”
เหล่าศิษย์และอาจารย์รีบขยับตัวทำตามทันที บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ขณะเดียวกันเทพีน้ำค้างเหมันต์มองไปยังสมบัติมหาศาลเบื้องหน้า แต่ภายในใจนางกลับว่างเปล่า “ในที่สุดก็ไม่พ้นความไม่แน่นอน สมบัติเหล่านี้ก่อนเคยเป็ของสำนักเ้าที่พากเพียรสะสมไว้ แต่บัดนี้กลับสลายไปในชั่วพริบตา” นางก้มหน้าถอนหายใจ “เฮ้อ!!... สมบัติผลัดกันชมแท้ๆ”
นางทอดสายตาไปยังลานฝึกอันกว้างใหญ่ของสำนักทานตะวันที่เคยครึกครื้นคลาคล่ำไปด้วยยอดฝีมือมากมาย แต่ในวันนี้กลับเหลือเพียงเสียงก้องของเกือกม้าและเสียงเก็บกวาดสมบัติ เหล่าสภาอาจารย์ทั้งแปดของสำนักเทพอัสนีย์ต่างเร่งรีบขนย้ายของล้ำค่าด้วยสีหน้าปลื้มปิติ ราวกับชัยชนะครั้งนี้คือการสถาปนาความรุ่งโรจน์ครั้งใหม่
แต่ท่ามกลางความฮึกเหิมนั้น เทพีน้ำค้างเหมันต์กลับยืนนิ่ง เงียบงันราวกับรูปสลัก ั์ตาเ็ามองไปยังสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ด้วยความคิดอันพลุ่งพล่านอยู่ภายในใจ “สำนักที่เคยเป็ดั่งดวงตะวันแห่งทิศใต้ บัดนี้กลายเป็เพียงซากเงาแห่งอดีต
นางก้าวเดินสำรวจสำนัก เข้าตรอกนี้ออกซอยนั้น สายตาอันเฉียบคมก็กวาดมองสอดส่องไปทั่ว ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้าตำหนักใหญ่ ที่มีป้ายข้อความบ่งบอกว่า เป็ตำหนักของอดีตเ้าสำนักผู้ล่วงลับ บรรพจารย์ผู้นี้ก็คือ “ภูติหมอกโอสถ” ผู้เป็หนึ่งในสามยอดฝีมือแห่งยุคโบราณ สัญชาตญาณบางอย่างกำลังบอกว่า สถานที่แห่งนี้ยังไม่สิ้นกลิ่นอายของความลึกลับบางอย่าง นางจึงก้าวเข้าไปภายในตำหนัก
ห้องโถงมืดเงียบ ราวกับว่ามันกำลังกลืนกินทุกสรรพเสียง เมื่อดวงตาคมกริบเพ่งไปตามผนัง นางก็พบเส้นพลังปราณบางเบาแทบไร้ตัวตน หากแต่ไม่รอดพ้นจากการสังเกตของนางไปได้ มุมปากของเทพีน้ำค้างเหมันต์ยกขึ้นยิ้มจางๆ ก่อนจะสะบัดมือแ่เบา
เสียง คลิ๊ก! ดังขึ้นพร้อมผนังด้านหนึ่งค่อยๆ แยกออก เผยให้เห็นห้องลับที่ถูกซ่อนมานับพันปี ทันทีที่นางเลื่อนบานประตูเปิดออก แสงอ่อนๆ ส่องกระทบคัมภีร์โบราณที่เรียงรายอยู่เต็มห้อง กลิ่นอายพลังโบราณแผ่กระจายออกมาเตะจมูกอย่างจัง ทำให้นางรู้ได้ทันทีว่า ในห้องนี้ต้องเป็สถานที่ซ่อนคัมภีร์วิเศษไว้อย่างแน่นอน
เทพีน้ำค้างเหมันต์ก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม ปลายนิ้วเรียวลูบไล้ผ่านแผ่นหนังสัตว์ที่จารึกอักษรโบราณแต่ละเล่ม ทว่ามีอยู่สองคัมภีร์ที่สะกดสายตานางได้ราวกับเพชรยอดมงกุฏเม็ดงาม
คัมภีร์เคลื่อนเมฆา ที่ถูกเขียนขึ้นด้วยอักษรโบราณ บนหน้ากระดาษยังคงเรืองรองด้วยปราณลี้ลับ เพียงััจากปลายนิ้ว นางก็ััได้ถึงพลังที่ซับซ้อน ล้ำลึกเกินกว่าจะหยั่งถึง เมื่อทดลองอ่านดูก็พบว่า นี่คือวิชาลวงตาและการแปลงกายที่หายสาบสูญไปนานแล้ว
“หากวิชานี้อยู่ในมือข้า...ย่อมเป็ประโยชน์ต่อข้าอย่างแน่นอน” รอยยิ้มอันงดงามปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนคัมภีร์จะถูกเก็บลงในถุงมิติอย่างระมัดระวัง
อีกเล่มหนึ่งคือ คัมภีร์ธารา์ ว่าด้วยการหลอมโอสถและวิชาการปรุงยาที่ถูกกลืนหายไปกับกาลเวลา หากศึกษาได้สำเร็จ นางอาจสร้างโอสถที่เพิ่มพลังเหนือขีดจำกัดได้
“สิ่งนี้...จะเป็เส้นเืใหม่ที่หล่อเลี้ยงอำนาจของข้า”
เสียงหัวใจเต้นแรงขึ้นยามนางเก็บคัมภีร์ลงในถุงมิติ ความทะเยอทะยานเอ่อล้นในดวงตา แต่ขณะเดียวกัน ความระแวดระวังก็ไม่เคยจางหายไป
เทพีน้ำค้างเหมันต์รู้ดี ทุกสมบัติย่อมมีเงามืด ทุกพลังย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย นางก้าวออกจากห้องลับ เรียกคนในสำนักมาเก็บคัมภีร์ในห้องลับที่เหลือไป
แสงอาทิตย์ยามอัสดงส่องผ่านบานหน้าต่างโบราณ เงายาวทอดข้ามพื้นหินเย็นะเื ราวกับเตือนว่ายิ่งนางก้าวสูงขึ้นเพียงใด เงาที่ตามหลังก็ยิ่งทอดยาวขึ้นเท่านั้น “เมื่อข้าก้าวสู่จุดที่สูงขึ้น ก็ต้องเผชิญกับปัญหา ศัตรู ความรับผิดชอบ หรือบาปที่ข้าจำเป็ต้องก่อสะสมไว้ ดังเงามืดที่ทอดยาวขึ้นนี้สินะ” นางคิดพลางหันหลังเดินออกจากสำนักที่ดับสูญ ทิ้งไว้เพียงเงาสะท้อนของผู้พิชิตที่แบกรับทั้งอำนาจและความโดดเดี่ยวไว้เพียงลำพัง
เช้าวันต่อมา ณ ห้องประชุมใหญ่ของสำนักเทพอัสนีย์ เหล่าอาจารย์ทั้งแปดนั่งเรียงรายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและกังวล การล่มสลายของสำนักทานตะวันแม้จะทำให้สำนักเทพอัสนีย์ขยายอำนาจไปถึงแดนใต้ แต่ทุกคนต่างรู้ดี ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ก็มักจะดึงดูดภัยเงียบมาด้วยเสมอ
เทพีน้ำค้างเหมันต์ก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม ชุดขาวสะท้อนแสงรุ่งอรุณเปล่งปลั่งดังมีรัศมีรอบกาย นางนั่งลงที่บัลลังก์สูงสุดด้วยใบหน้าอันสดใส ภายใต้บรรยากาศรอบตัวที่ตึงเครียด
“การรักษาอำนาจ...ยากยิ่งกว่าการ่ชิงมันมา” เสียงในใจนางกระซิบเตือน ทำให้ใบหน้าที่สดใสของนางพลันแข็งกร้าวขึ้นมาในทันที
เทพีลมเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบงัน “ข้ามีข้อเสนอ ศิษย์จากสำนักทานตะวันบางคนมีฝีมือสูง หากดึงเข้ามาเป็แม่ทัพฝ่ายเรา พวกเขาอาจกลายเป็ดาบที่เสริมความแกร่งให้สำนักของเราได้”
คำพูดนั้นทำให้ห้องประชุมสั่นไหวด้วยพลังปราณของผู้ที่เห็นด้วยและเห็นต่างปะทะกันในอากาศ เทพีน้ำค้างเหมันต์หลับตาลงครู่หนึ่ง สายตานางย้อนนึกถึงเหล่าศิษย์ที่ก้มศีรษะยอมจำนนเมื่อวาน แต่ในแววตาพวกเขายังซ่อนความแข็งกร้าวดุจเปลวไฟใต้เถ้าถ่าน
“พวกเขาอาจมีฝีมือ...” นางคิดในใจ “หากแต่หัวใจยังไม่ยอมศิโรราบ หากปล่อยให้มีตำแหน่งสูงขึ้นไป วันหนึ่งอาจกลายเป็หอกข้างแคร่ที่จะคอยทิ่มแทงเราเองในภายหลัง”
นางลืมตาขึ้น กล่าวด้วยเสียงหนักแน่น “ไม่!”
เหล่าอาจารย์ทั้งแปดเงียบกริบในทันที
“ข้าจะไม่ยกตำแหน่งแม่ทัพให้ศิษย์สำนักทานตะวันในตอนนี้” น้ำเสียงนางสงบนิ่งแต่ทรงอำนาจ “ให้พวกเขาเริ่มจากตำแหน่งพลทหารก่อน หากแสดงความภักดี จนเป็ที่ประจักษ์ได้เมื่อไหร่ นั่นแหละคือห้วงเวลาที่เขาผู้นั้นสมควรเลื่อนขั้นตามความเหมาะสม”
คำตัดสินเด็ดขาดนั้นทำให้ทุกคนพยักหน้ารับ ไม่มีใครกล้าคัดค้าน
“มีผู้ใดคิดเห็นเป็อย่างอื่นหรือไม่” เทพีน้ำค้างเหมันต์กล่าวเสียงเรียบ
เงียบ…
“หากไม่มีความคิดเห็นอื่นใด วันนี้ก็ขอปิดประชุมเพียงเท่านี้” เทพอัคคีกล่าวปิดประชุมอย่างรวบรัด