บทนำ
เสียงการไล่ล่า
เสียงร้องขอชีวิต คราบเืและหยดน้ำตา
ภาพเ่าั้สะท้อนขึ้นในโสตประสาทของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ถูกไล่ล่าจากลัทธินอกรีด คนเ่าั้หวังและคิดทำลายล้างสายเืที่แตกต่างไปจากพวกเขาให้สิ้นซาก สายเืที่เหล่าคนกลุ่มนั้นมองว่ามันสกปรก และตัดสินว่าไม่สมควรที่จะอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป
และเธอคือผู้มีสายเืพิเศษนั้น และกำลังตกเป็ฝ่ายที่ถูกล่า การล่ารุนแรงมากขึ้น มากขึ้น คนรอบข้างต่างพากันหายไปทีละคนสองคน และนั่นทำให้ครอบครัวของเธอตัดสินใจที่จะหนีไปจากที่นี่ แม้จะยังไร้จุดหมาย แต่ก็ยังดีกว่ารอให้คนพวกนั้นมาฆ่า โดยไม่ทำอะไรเลย
โรสเฝ้าถามพ่อกับแม่ ว่าครอบครัวทำอะไรผิด ทำไมถึงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ บ้านหลังใหญ่ที่เคยอยู่ เตียงนอนอุ่นๆ ที่เคยซุกตัวนอน กลับเปลี่ยนมาเป็บ้านร้างและไม้กระดานแข็งๆ แต่กลับไม่มีใครให้คำตอบเธอได้
“พี่จ๋า หนูหิวจังเลย” เสียงที่ดังขึ้นข้างตัว ทำให้โรสหยุดคิดหาสาเหตุแล้วหันมาให้ความสนใจ น้องสาวตัวน้อย ที่ปีนี้พึ่งจะอายุสิบปีเท่านั้น
“งั้นนั่งรอพี่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวพี่กลับมา”
“พี่จะกลับมาจริงๆ นะ” ฮันน่ากุมมือพี่สาวที่อายุห่างกับเธอสิบปีไว้แน่น เพราะพ่อก็พูดแบบนี้ก่อนจะออกไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา
“จริงสิ พี่สัญญาว่าพี่จะกลับมา”
“อื้อ”
“นั่นเ้าจะไปไหนโรส” เสียงของผู้เป็แม่ดังขึ้น เพราะเวลานี้เธอไม่อยากให้ลูกๆ ไปไหนทั้งนั้น นั่นเพราะข้างนอกล้วนอันตราย
“ฮันน่าหิวนะแม่ โรสก็เลยจะไปหาอะไรให้น้องกินเสียหน่อย”
“แต่พ่อเ้าให้เรารออยู่ที่นี่ ห้ามออกไปจนกว่าจะกลับมา” ลูน่าเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นั่นเพราะเธอเป็ห่วงสามีจนนั่งไม่ติดที่ เมื่อครู่ก็ออกไปชะเง้อหาที่ด้านนอกมา แต่เพราะต้องรอ จึงไม่อาจออกไปตามได้อย่างที่ใจคิด
“โรสไปไม่นานหรอกแม่”
“อย่าดื้อโรส เวลานี้เราต้องอยู่รวมกันถึงจะปลอดภัย”
“ปลอดภัยจากคนพวกนั้นที่พยายามฆ่าเรานะเหรอคะ จนถึงตอนนี้โรสก็ยังไม่เข้าใจ ว่าเราทำอะไรผิด คนพวกนั้นถึงได้ตามฆ่าเราทั้งครอบครัวแบบนี้” จากที่พยายามควบคุมอารมณ์ แต่เวลานี้โรสกลับสติแตก ก่อนจะมารู้สึกผิด ที่ตะคอกใส่แม่แบบนั้น
ลูน่าถอนหายใจออกมาหนักๆ นั่นเพราะอยากอธิบายถึงเหตุผลของการหนีครั้งนี้ให้ลูกสาวคนโตรับฟังเหลือเกิน แต่จำต้องเก็บไว้ตามคำสั่งของสามี
“โรสขอโทษค่ะแม่ โรสไม่ได้ตั้งใจจะตะคอกใส่แม่แบบนั้น”
“แม่ไม่โกรธลูกหรอกจ้ะ ส่วนเื่ที่ลูกสงสัย อีกไม่นาน ลูกก็จะรู้คำตอบเอง”
“ค่ะ…แต่ตอนนี้ฮันน่าหิวมาก โรสขอไปหาอะไรให้น้องกินรองท้องหน่อย สัญญาว่าจะรีบกลับมาก่อนพ่อนะคะ” เอ่ยจบโรสก็ออกจากที่พักไปด้วยท่าทางระแวดระวัง โดยไม่ฟังคำขัดค้านของแม่
คว้าฮูดมาสวมปกปิดหน้าตาและหิมะที่กำลังโปรย ขณะเดินไปนั้น ก็พยายามมองหาอะไรก็ได้ ที่จะนำไปประทังความหิวให้แก่น้องสาวและแม่ที่รออยู่
หญิงสาวตัวเล็ก สูงแค่ร้อยหกสิบกว่าๆ เดินฝ่าหิมะอันขาวโผลน จนร่างกายเย็นราวกับน้ำแข็ง เพื่อมองหาบ้านหรือร้านค้าสักร้าน แต่รอบข้างตอนนี้กลับเจอเพียงความว่างเปล่า กระทั่งจมูกของเธอได้กลิ่นหอมของเนื้อลอยมา
“ทางนั้น” เมื่อจับทิศทางได้ เท้าเล็กๆ จึงรีบเดินตรงไปทันที ยิ่งเข้าใกล้ ความหิวก็ยิ่งจู่โจมโรสมากขึ้น
เสียงผิวปากดังขึ้นจากเ้าของเนื้อย่างอย่างคนอารมณ์ดี หนาวๆ แบบนี้ ได้กินสเต็กหอมๆ อร่อยๆ ร่างกายคงอุ่นขึ้นเป็กองแน่ๆ
ทีปต์ นักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกา คิดแบบนี้จริงๆ ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่ยืนทนต่อความหนาวเพื่อย่างเนื้ออยู่นอกตัวบ้านแบบนี้แน่ เพราะใครมาเห็นคงหาว่าเขาบ้า แต่กลิ่นหอมของเนื้อก็ช่วยไล่ความหนาวเหน็บได้เป็อย่างดีทีเดียว
เมื่ออาทิตย์ก่อน เขาง่วนอยู่แต่กับงานที่อังกฤษ พอเคลียร์งานที่นั่นเสร็จ ก็ต้องบินมาทำงานต่อที่อเมริกา ชีวิตส่วนใหญ่เขาเป็เสียอย่างนี้ ในสมองคิดแต่งานๆ ถึงถูกทิ้ง คิดแล้วทีปต์ก็ยิ้มเย้ยให้โชคชะตาของตัวเอง พร้อมๆ กับมองเนื้อที่กำลังย่างอยู่บนเตาถ่าน
“มีเดียมนะเอ็งไม่เอาเวลดัน” เสียงทุ้มเอ่ยย้ำ สั่งตัวเองที่ยืนย่างเนื้อให้สุกตามแบบที่้า เวลดันคือเนื้อที่สุกเกินไปสำหรับเขา ส่วนมีเนียมคือเนื้อที่สุกในแบบที่ชอบ สุกระดับกลาง ที่เนื้อข้างในยังคงมีสีชมพู เวลาเคี้ยวจะมีความหวานของเนื้อที่พร้อมจะละลายในปากผสมกับความหอมจากตัวเนื้อและถ่านขณะย่าง เนื้อชิ้นนี้ต่อให้เอาอะไรมาแลกเขาก็ไม่ยอม
กระทั่งเนื้อสุกได้ที่ เขาจึงนำมาวางไว้ข้างเตา แล้วเดินกลับเข้าไปหยิบจานในบ้าน หวังจะเอามาใส่เนื้อที่ชวนกินนี้ แต่ทว่าพอเดินกลับมา
“ฉิบหาย เนื้อย่าง” ฉิบหายไม่พอ เนื้อที่อุตส่าห์ยืนฟ่าความหนาวย่างจนจะได้กินอยู่แล้ว กลับมาอันตรธานหายไปด้วย
ทีปต์มองหาเนื้อใต้โต๊ะ หวังว่ามันจะหล่นอยู่บนพื้นหรือที่ไหนสักแห่ง แต่กลับไม่พบ เขาจึงเริ่มหมุนหา รอบๆ ตัวจนชักจะเวียนหัว กระทั่งมองเห็นฝีเท้าเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนหิมะ
“หนอย! เล่นกับใครไม่เล่น เจอกันแน่ไอ้หัวขโมย” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ คว้าฝืนติดมือมาเป็อาวุธ ก่อนจะเดินตามรอยเท้าที่เห็นบนหิมะไปทันที
ที่นี่คือหมู่บ้านที่อยู่ไกลจากตัวเมืองพอสมควร นั่นเพราะทีปต์้าหลบหนีความวุ่นวาย จึงเลือกที่จะซื้อบ้านที่นี่ บ้านที่เต็มไปด้วยหิมะในหน้าหนาว หน้าร้อนก็จะมีผลไม้ป่าอร่อยๆ ขึ้นเต็มหลังบ้าน โดยเฉพาะเบอรี่ที่บางครั้งก็มีหมีตัวโตออกมาแย่งกิน
แต่อยู่ๆ เขากลับได้ยินเสียงเบรกของรถดังสนั่น จึงเลิกตามหัวขโมยแล้วรีบไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“เฮ้! เจสัน เกิดอะไรขึ้น” เสียงทุ้มเอ่ยถามเพื่อนบ้าน ที่สนิทสนมด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษที่ไม่ได้แตกต่างไปจากต้นฉบับ
“ฉันเห็นคนวิ่งตัดหน้ารถ ก็เลยเบรกแต่ถนนลื่น รถก็เลยเป็อย่างที่เห็น” อย่างที่เห็นคือรถเอสยูวีชนเข้ากับต้นไม้จนกระโปรงหน้ารถพัง
“คนวิ่งตัดหน้ารถนายเหรอ” ทีปต์คิ้วขมวด ส่วนเ้าของรถที่ไม่ได้รับาเ็อะไร นอกเสียจากจุกเล็กน้อยเพราะหน้าอกอัดกระแทกเข้ากับถุงลมนิรภัย ก็เดินมาชี้ร่องรอยหน้ารถ ที่ยังพอมีให้เห็น
“ใช่…นี่ไงรอยชน แต่พอลงมาดู กลับไม่มีใครนี่สิ”
“เดี๋ยวฉันช่วยหาอีกแรง เพราะถ้าาเ็ จะได้รีบพาไปโรงพยาบาล”
“ก็ดีเหมือนกัน” เจสันเห็นด้วย ทีปต์จึงเดินหาร่องรอยของคนที่ถูกเจสันชน พยายามคิดว่าคนถูกชนอาจกลิ้งไปตามหิมะแล้วถูกหิมะทับหรือเปล่า แต่มองดูรอบๆ กลับไม่พบสิ่งผิดปรกติ นอกเสียจากรอยกลิ้งของอะไรสักอย่าง แต่มันกลับหายไปตรงโคนต้นไม้ใหญ่
และที่สำคัญ ตรงนั้นกลับมีสเต็กซึ่งสุกได้ที่ของเขาวางอยู่ด้วย หรือว่าเจสันจะชนหัวขโมยเข้าให้ ทีปต์ก้มลงไปหยิบสเต็กที่ยังคงอุ่นๆ มาถือไว้ ถ้าใช่อย่างที่เขาคิด ป่านนี้หัวขโมยนั่นคงหนีหายไปแล้วเป็แน่
“นายเจออะไรไหมทีปต์”
“ไม่เจอ”
“ฉันก็ไม่เจอ หรือฉันจะตาฝาดไปก็ไม่รู้” เจสันยังลังเล แต่เขามั่นใจว่าไม่ได้ตาฝาดแน่นอน ยังรับรู้ถึงความรู้สึก ว่าขับรถชนคนที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ได้ดี แต่ในเมื่อไม่เจอใครแบบนี้ เขาก็คงทำอะไรไม่ได้
“นายไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว”
“ขอบใจนายมากทีปต์ เดี๋ยวฉันคงเรียกประกันให้มาจัดการต่อ”
“อื้อ…ถ้าไม่มีอะไร ฉันขอตัวกลับเข้าบ้านก่อนแล้วกัน”
“โอเค” เจสันพยักหน้าให้ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาโทร.หาบริษัทประกัน ส่วนทีปต์เองก็กลับเข้าบ้าน โดยไม่หยิบสเต็กชิ้นนั้นมาด้วย ไหนๆ มันก็ถูกขโมยไปแล้ว เขาก็ยกให้แล้วกัน
แต่ขณะที่กำลังเดินกลับบ้าน เท้าของทีปต์กลับเหยียบถูกอะไรเข้า ชายหนุ่มยกเท้าออกแล้วก้มลงไปหยิบสร้อยพร้อมจี้สีดำสนิทที่ด้านในมีรูปพระจันทร์ขึ้นมาถือไว้
“ของใคร” เขาพึมพำออกมา หันซ้ายหันขวามองหาคนที่อาจเป็เ้าของสร้อยเส้นนี้ แต่เมื่อไม่พบก็หยิบมันติดตัวเข้าบ้านด้วย แล้ววางไว้ในลิ้นชัก
เพราะยังคงหิว ทำให้ชายหนุ่มกลับมายืนย่างสเต็กอีกชิ้น ซึ่งชิ้นนี้เขาเฝ้าจับตามองมันเป็พิเศษ กระทั่งในที่สุดสเต็กก็สุก จัดจานแบบง่ายๆ ก่อนจะหั่นเนื้อสเต็กและส่งเข้าปากอย่างไม่ลังเล
“อ่าห์…แบบนี้สิ เขาถึงเรียกว่าความสุข” ทีปต์เอ่ยกับตัวเอง เพราะตรงหน้าคือความสุขที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ความสุขจอมปลอมที่สร้างขึ้น เพื่อปั่นหัวและทำลายล้างกลุ่มคนที่มีความเห็นหรือสายเืที่แตกต่าง
หรือตอนนี้อาจเรียกว่านั่นคือลัทธินอกรีดก็คงไม่ผิด ลัทธิที่เฝ้าไล่ล่าและทำลายล้าง บางอย่างมานานหลายสิบปี แม้จะไม่เคยทำสำเร็จแต่ก็เฝ้ากรอกหูให้ผู้มีอุดมการณ์เดียวกันให้ยังคงเชื่อมั่นอย่างลมๆ แล้งๆ ว่าพวกตนทำถูก

ฝากนิยาย Erotic 25+ จากนามปากกา Miss sexy ที่วางขายแบบ E-book ด้วยนะคะ
ตอนนี้มีด้วยกัน 4 เรื่อง ได้แก่