ภายในกระโจมเซียวอวิ๋นที่กำลังแกะห่อผ้าของบางสิ่งอยู่อย่างจดจ่อเป็เวลาเดียวกันที่หลีเหยานั้นได้เดินกลับเข้ามาพอดี
“มาแล้วหรือตำราที่เ้าให้หาข้าได้มาแล้วมาดูสิ”
“เ้าหามาได้อย่างไร” นางเอ่ยพลางเปิดดูเนื้อหาตำราคล้ายมองหาบางสิ่งอยู่เป็พิเศษ
“ข้าไปซื้อมาจากเกิ่นชี”
เกิ่นชีนั้นเป็พื้นที่ที่มักมีคนจากหลากที่มารวมตัวแลกเปลี่ยนสิ่งของที่ทั้งสองฝ่ายต่างพอใจ กล่าวได้คล้ายตลาดมืดที่ไร้กฎเกณฑ์ทั้งอันตรายของที่หาไม่ได้ทั่วไปต่างสามารถมาหาจากที่นี่ได้
หลีเหยาหันมองใบหน้าของเขาอย่างทันควันพลางมองที่กายของเขาอย่างถี่ถ้วน
“เกิ่นชีหรือเห็นองค์หญิงว่าที่นั่นค่อนข้างอันตรายเ้าไม่เป็ไรใช่มั้ย”
“ข้าไม่เป็ไร”
เซียวอวิ๋นยิ้มอย่างพึงใจที่นางนั้นเป็ห่วงเขาก่อนจะเอื้อมมือหวังโอบกอดแต่หลีเหยาก็ได้เดินไปนั่งที่โต๊ะพร้อมตำราในมือเสียก่อน
“เ้าหาตำราพิษพวกนี้ไปทำไม”
หลีเหยาเงยหน้าจากตำรามองเขาอย่างพินิจและลังเลว่านางนั้นควรเอ่ยถึงเหตุผลหรือไม่
“เื่นี้เ้าไม่จำเป็ต้องรู้”
คำกล่าวอาจดูคล้ายไม่น่าฟังแต่เขานั้นก็เข้าใจว่าบางอย่างนั้นเมื่อถึงเวลานางคงบอกเขาเอง เซียวอวิ๋นเดินไปนั่งลงตรงหน้านางมือซ้ายเอื้อมจับใบหน้านางอย่างเบามือ
“หากสิ่งที่เ้าคิดไม่เป็อันตรายต่อตัวเ้าเองข้าก็จะไม่ยุ่งให้มากความ”
ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างเข้าใจก่อนที่เซียวอวิ๋นนั้นจะเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
“ต่อไปเ้าจะทำอย่างไรต่อ กลดอกท้อของเ้าคล้ายจะได้ผลดีทีเดียว”
“แค่นี้ยังไม่พอข้ายังต้องเติมน้ำผึ้งอีกมากทีเดียว”
“อย่างนี้จะไม่เสียเวลาหรอกหรือ”
“หากว่ามันคุ้มค่าต่อให้ใช้ทั้งชีวิตข้าก็ยินดีรอ” หลีเหยากล่าวทั้งทอดสายตาไกลออกไปยังผืนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวที่ระยิบระยับอย่างมุ่งมั่น
ฟากฝั่งขององค์ชายเช่อตี๋ที่รู้สึกหมดสนุกต่องานสังสรรค์ทั้งเขาก็ไม่ได้ยินดีต่อชัยชนะนี้จึงได้ขอแยกตัวกลับกระโจมของตนไป ยกกาสุราเรียกหาเหล่าหญิงงามมาปรนนิบัติตน แต่ในขณะที่มีสัมพันธ์กับหญิงสาวเ่าั้ใบหน้าที่เขาเห็นกลับมีเพียงหลีเหยา เสียงร้องอย่างพอใจของนางดังขึ้นอยู่ในหัวไม่ยอมจางหาย
เวลาหลายเดือนผ่านไปองค์ชายเช่อตี๋ให้คนของตนนั้นตามหลีเหยาไปพบเขาที่ลานยิงธนู ทันทีที่ได้ยินเซียวอวิ๋นใจก็เริ่มเป็กังวลแต่หลีเหยากลับดูไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย
“ชายาข้าเ้าไปยืนตรงนู้น” องค์ชายเช่อตี๋กล่าวพลางชี้นิ้วไปยังเป้าธนูทันทีที่นางมาถึง
เซียวอวิ๋นรีบคุกเข่าเอ่ยร้องขอแต่นางกลับรั้งตัวเขาไว้ไร้คำเอ่ยกล่าวแล้วเดินออกไปอย่างใจเย็น เมื่อนางเดินไปถึงยังเป้าธนูคนสนิทขององค์ชายใหญ่ก็ได้ยื่นผลแอปเปิลลูกหนึ่งแก่นาง
“พระชายาองค์ชายให้ท่านวางไว้บนศีรษะ” เขากล่าวพลางยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
หลีเหยายื่นมือออกไปรับอย่างลังเลสายตาสอดส่งไปทั่วลาน เหล่าทหารและชาวบ้านมากมายยืนล้อมมุงดู นางหันมองสายตาคู่นั้นขององค์ชายใหญ่ครู่หนึ่ง ก่อนใช้ริมฝีปากกัดลูกแอปเปิลอย่างเย้ายวนพลันเอี้ยวตัวหันไปด้านข้างส่งสายตาท้าทายต่อเขา
องค์ชายเช่อตี๋เผยยิ้มพรายก่อนง้างคันธนูและไปออกไปอย่างสุดแรง ลูกธนูดอกนั้นพุ่งทะลุผลแอปเปิลไปอย่างรวดเร็วในเวลาเดียวกันธนูดอกนั้นก็สร้างรอยแผลเล็กๆ ไว้ที่แก้มขวาของนาง
“สตรีต้าจิงผู้นี้ใจกล้าดีจริงๆ” ท่านข่านเดินขนาบข้างบุตรชายสายตาจับจ้องที่นางกับท่าทางกล้าหาญเช่นนั้นอย่างพินิจ
“นางกล้าทิ้งแผลนี้ไว้บนหน้าข้า ยังมีอะไรที่นางไม่กล้า”
“ตอนนั้นนางยังเด็กเ้าเองก็ไม่ได้โกรธทั้งเก็บผ้าเช็ดหน้านางเอาไว้มิใช่หรือ”
“ผ้าเช็ดหน้านั่นเป็ของนางกำนัลคนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่นาง”
ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่เซียวอวิ๋นเองก็รีบเข้าไปดูาแบนหน้าของหลีเหยาย่างห่วงใยจนเผลอเผยท่าทางของบุรุษออกมา แม้เพียงชั่วครู่แต่องค์ชายเจ็ดก็สังเกตเห็นได้ เขารู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยที่ขันทีกลับห่วงหานายตนราวหญิงคนรักเช่นนั้นแต่นั่นก็เพียงความคิดที่เขานั้นไม่ได้เอ่ยออกมา
“เซียวอวิ๋นเก็บท่าทางของเ้าเอาไว้ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่” หลีเหยากล่าวทั้งส่งสายตาให้เขาได้รู้ว่ามีคนกำลังจับจ้องอยู่
เซียวอวิ๋นรีบเปลี่ยนท่าทางของตนเป็เช่นขันทีใช้ผ้าซับรอยเืบนหน้านางอย่างอ่อนโยน
“ชายาเจ็ด้าหมอหรือไม่” ท่านข่านเช่อกล่าวถามนางออกไป
หลีเหยารีบเดินขึ้นมาใกล้เพื่อคารวะต่อเขา
“เล็กน้อยเพคะขอบพระทัยที่ทรงห่วงใย”
ท่านข่านเพียงยิ้มเล็กๆ และพยักหน้าต่อคำตอบของนางเท่านั้น ก่อนจะเดินกลับไปนั่งยังที่ของตน
“จริงสิเื่ระบำที่เ้าตระเตรียมข้าพูดแล้วว่าจะให้รางวัลว่ามาเ้า้าอะไร”
หลีเหยานิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนเผยยิ้มกว้างที่ยากคาดเดา
“หม่อมชั้นอยากร้องขออาหารสักหนึ่งล้อเกวียนเพคะ”
ทุกคนในที่นั้นล้วนไม่เข้าใจถึงรางวัลที่นางร้องขอ องค์ชายเช่อตี๋เองก็มองนางอย่างประหลาดใจทั้งไม่พอใจ การที่นางกล่าวเช่นนี้ใช่มีใจคิดต่อว่าเขาต่อหน้าผู้คนว่าไม่ดูแลนางหรือไม่
“อาหารหนึ่งล้อเกวียนชายาเจ็ดเ้าจะเอาไปทำอะไรมากมายเพียงนั้น” ชายาสามขององค์ชายสามเอ่ยถามขึ้นอย่างคาใจ
“หลายวันก่อนองค์หญิงเท่อน่าและหม่อมชั้นได้ขี่ม้าชมเมืองเห็นชาวเร่ร่อนกลุ่มหนึ่งมีแต่เด็กและสตรีท่าทางหิวโหย ท่านข่านหม่อมชั้นอยากจะแบ่งอาหารส่วนนั้นแก่คนเ่าั้เพคะ”
ท่านข่านจับจ้องอ่านความคิดนางจึงไม่ได้เอ่ยตอบ องค์ชายใหญ่เห็นสีหน้าของบิดาตนจึงรีบเอ่ยขัดขึ้นอย่างเสียงดังด้วยเกรงว่าเขานั้นจะถูกจับจ้องด้วยเื่นี้
“ชาวเร่ร่อนพวกนั้นไม่ใช่ประชาชนของเราอาหารข้าวปลาที่มีไยต้องแบ่งให้พวกมัน”
หลังจากได้ยินหลีเหยาเพียงเผยยิ้มจางๆ
“แม้ไม่ใช่ประชาชนของซ่งหยวนแต่ก็อยู่ในอาณาเขตปกครอง นี่เป็รางวัลของหม่อมชั้นหากท่านข่านทรงอนุญาต”
องค์หญิงเช่อจินองค์หญิงสี่ของข่านเช่อเห็นท่าทางมุ่งมั่นของนางทั้งกิริยาใจกล้าเมื่อครู่จึงได้คิดสร้างเื่สนุก
“ชายาเจ็ดอาหารหนึ่งล้อเกวียนแลกกับความคิดพื้นๆ เช่นนั้นคงมากไป” องค์หญิงเช่อจินกล่าวพลางหันไปหาผู้เป็บิดา
“เสด็จพ่อให้นางแข่งยิงธนูกับลูกได้มั้ยเพคะหากนางชนะเช่นนั้นค่อยเหมาะกับรางวัลที่นางเอ่ยขอ”
“องค์หญิงเพคะสตรีต้าจิงร้องระบำเป็เท่านั้น ดูแขนนางสิเพคะจะยกคันธนูไหวรึเปล่าก็ยังไม่รู้” คนสนิทขององค์หญิงสี่กล่าวเชิงเสียดสีผู้คนในลานต่างพากันขบขัน
หลีเหยาก้าวเท้าลุกขึ้นสองมือปัดเศษดินที่ชุดก่อนมองหน้าขององค์หญิงสี่พลางยิ้มมุมปาก
“องค์หญิงอยากแข่งเช่นไรเพคะ”
องค์ชายเชื่อตี๋ตอนแรกคิดกล่าวค้านแต่เมื่อมองความมุ่งมั่นในสายตาของนางจึงได้นิ่งไป ทางท่านข่านเองก็อยากรู้ว่านางนั้นจะมีความสามารถเพียงใดจึงได้ตามใจองค์หญิงของตนไป
“ใจกล้าดีนี่” องค์หญิงเช่อจินกล่าวขึ้นก่อนสั่งให้คนของตนนำแอปเปิลมาสองผลก่อนยื่นให้หลีเหยา
“วางไว้บนศีรษะเ้า เราทั้งสองมาวัดกันว่าใครจะเร็วกว่าหากเ้าชนะข้ายินดีมอบเงินส่วนตัวสมทบอาหารอีกหนึ่งล้อเกวียนให้เ้าได้เป็เทพธิดาโปรดสัตว์ดั่งใจปรารถนา”
หลีเหยาเผยยิ้มอย่างเจียมตัวก่อนยื่นมือรับผลแอปเปิลนั้นมาจากองค์หญิง ทั้งสองเดินเข้ากลางลานห่างกันทั้งหมดห้าสิบก้าวเดินของสตรีก่อนนำผลแอปเปิลนั้นวางลงกลางศีรษะ เซียวอวิ๋นจ้องมองหลีเหยาอย่างจดจ่อถึงจะรู้อยู่แล้วว่านางนั้นสามารถขี่ม้ายิงธนูได้อย่างคล่องแคล่วแต่การประลองเช่นนี้นั้นต่างออกไป หากเกิดอะไรขึ้นกับองค์หญิงสี่ผู้นี้ชีวิตนางคงได้สิ้นเป็แน่สองมือเขาจับกันแน่นสองคิ้วขมวดอย่างเห็นได้ชัด
หลีเหยาหลับตาลงอย่างใจเย็นก่อนลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้าจ้องมององค์หญิงเช่อจินอย่างไม่กะพริบตา องค์หญิงเองเมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างเชื่อในใจว่านางนั้นไม่มีทางกล้าปล่อยธนูดอกนั้นออกมา เมื่อเสียงของคนให้สัญญาดังขึ้นองค์หญิงเช่อจินง้างคันธนูและปล่อยออกมาอย่างไม่ลังเล ลูกธนูนั้นพุ่งไปอย่างรวดเร็วขณะเดียวกันนั้นหลีเหยากลับง้างคันธนูและยืนนิ่งอย่างมั่นคงไม่ยอมปล่อยออกจนเซียวอวิ๋นนั้นแทบอยากกระโจนเข้าผลักตัวนางออก ผู้คนโดยรอบเองก็คิดไปว่านางนั้นคงใจไม่กล้าพอจึงได้แต่ง้างคันแต่เมื่อธนูดอกนั้นผ่านมาครึ่งทางหลีเหยาก็ง้างคันธนูของนางอีกครึ่งข้านิ้วและปล่อยออกอย่างมั่นใจ
ลูกธนูของนางพุ่งตรงเข้าปะทะกับลูกธนูขององค์หญิงอย่างจังจนลูกธนูขององค์หญิงนั้นแตกออกเป็สอง ส่วนของนางยังคงพุ่งไปโดยที่แรงของลูกธนูนั้นไม่ได้หายไปเลยทั้งยังสามารถพุ่งเข้ากลางผลแอปเปิลจนกระดอนตกไป
ผู้คนโดยรอบต่างอึ้งไปกับวิธีการของนางไม่มีใครเอ่ยหรือแม้แต่ส่งเสียงใดก่อนที่องค์ชายแปดที่ยืนมองอยู่ั้แ่ต้นจะเดินเข้าลานกว้างพลางปรบมือเสียงดัง หลีเหยาหันไปมองเขาอย่างประหลาดใจองค์ชายแปดเมื่อเห็นว่านางนั้นมองมาที่เขาก็เผยยิ้มกว้างต่อนางออกไป ทั้งสองมองหน้ากันอยู่ชั่วครู่หลีเหยานั้นลังเลว่าควรยิ้มหรือไม่แต่เมื่อเห็นว่าเขานั้นยิ้มให้ตนอย่างจริงใจจึงเพียงเผยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากเท่านั้น
“พี่หญิงเป็องค์หญิงกล่าวแล้วไม่คืนคำคนที่นี่ล้วนเป็พยานอย่าลืมเสียล่ะ”
“ข้ารักษาคำพูดเสมอ” องค์หญิงเช่อจินกล่าวพลางยิ้มต่อหลีเหยาอย่างจริงใจ
แท้จริงแล้วองค์หญิงเช่อจินเพียงชอบในความใจกล้าของนางการท้าประลองก็เพื่อความสนุกใจจึงไม่คิดบาดมางทั้งยอมรับความพ่ายแพ้นั้นโดยดี ทั้งสองคารวะต่อกันอย่างนอบน้อมทั่วทั้งลานคงมีเพียงคนเดียวที่ไม่ยินดีต่อการกระทำนี้ของนาง องค์ชายใหญ่มองหลีเหยาและองค์ชายแปดยิ้มให้กันเช่นนั้นใจก็คิดหาทางกลั่นแกล้งนางอีกครั้ง
“เด็กๆ จัดเตรียมอาหารหนึ่งล้อเกวียนแก่พระชายาเจ็ดและช่วยนางนำส่งอาหารนั้นให้ถึงมือชาวเร่ร่อน” ท่านข่านกล่าวพลางตบมือชื่นชมนาง
“ขอบพระทัยท่านข่านเพคะ”
หลังจากอาหารสองล้อเกวียนถูกจัดเสร็จในเวลาเพียงไม่นานหลีเหยาก็ได้นำขบวนอาหารนี้ไปแจกจ่ายต่อชาวเร่ร่อนทั้งยากไร้ ชาวบ้านที่เห็นนางกระทำเช่นนั้นต่างก็กล่าวยกย่องนางไปทั่วคำกล่าวว่าเทพธิดานั้นถูกลือไปไกลว่าเทพธิดาชุดขาวนั้นไม่เพียงงดงามแต่ยังมีจิตใจที่เมตตา
“อาเหยาเ้าเสี่ยงประลองเพื่อให้ทานจริงหรือ” เซียวอวิ๋นกล่าวถามอย่างเบาบางเพื่อไม่ให้ผู้อื่นนั้นได้ยิน
“วันข้างหน้าคิดอยู่เหนือัปกครองราษฎรตอนนี้ก็ต้องหัดสวมิััให้ผู้คนกล่าวขานอย่างยินดี”
ความหมายของหลีเหยานั้นเขาพอเข้าใจได้บางส่วนเท่านั้นแต่การกระทำของนางนั้นยังคล้ายหวังผลอื่นอีกแต่เขานั้นก็ไม่สามารถเดาใจนางได้จริงๆ
“ชายาเจ็ดงดงามเมตตาจริงๆ” เสียงเอ่ยที่คุ้นเคยขององค์หญิงเท่อน่าดังมาแต่ไกลข้างกายนางยังมีเถียลาที่เดินมาพร้อมกัน
“องค์หญิง”
“ชายานี่คือเถียลาแม่ทัพใหญ่ของท่านอาสาม”
หลีเหยามองเขาก่อนยิ้มให้ตามมารยาทที่พึงมี เถียลาเองก็คารวะนางตามศักดิ์ที่ควร
“มาถึงนี่คงไม่เพียงหยอกล้อหม่อมชั้นมั้งเพคะ”
องค์หญิงเท่อน่ารีบส่ายหน้าอย่างน่ารักปนออดอ้อน
“ข้าจะมาชวนเ้าไปเที่ยวด้วยกัน”
“เที่ยวหรือเพคะ” หลีเหยานั้นเอ่ยพลางเอียงศีรษะอย่างสงสัย
เถียลาจ้องมองท่าทางของนางอยู่ครู่ใหญ่ก่อนเผยยิ้มเล็กๆ ออกมาก่อนรีบเก็บไปแต่หลีเหยานั้นก็สังเกตเห็นได้แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
“ใช่แล้วข้าจะชวนเ้าไปเที่ยวที่ตลาดอีกฝั่งของเมืองที่นั่นมีแต่ของแปลกตาเครื่องประดับก็เยอะของอร่อยก็แยะ ชายาเ้าไปเป็เพื่อนข้านะ”
“องค์หญิงมิใช่มีท่านแม่ทัพเป็เพื่อนแล้วหรือเพคะ” หลีเหยากล่าวหยอกเย้าต่อนางจนสองแก้มนั้นแดงระเรื่อขึ้นมา
องค์หญิงรีบดึงแขนหลีเหยาก้าวเดินห่างไกลบุรุษทั้งสองออกไป
“นี่ชายาเ้าก็อยู่ที่ซ่งหยวนมานานไม่อยากลองแต่งกายเช่นพวกเราบ้างหรือ”
ทันทีที่ได้ฟังหลีเหยาก็เผยยิ้มอย่างเข้าใจออกมาทันที
“ที่แท้ก็อยากสวมชุดใหม่ให้บุรุษที่หมายมองได้เห็นหรือเพคะ”
องค์หญิงเท่อน่าอมยิ้มสองแก้มแดงยิ่งกว่าเก่าตัวบิดไปมาอย่างน่าเอ็นดู
“ข้าเลือกเสื้อผ้าไม่เก่งอาปาเองก็พึ่งไม่ได้ ชายาเ้าไม่ว่าจับชุดไหนก็งามข้าอยากให้เขาเห็นว่าข้างามในทุกๆ วันเ้าไปกับข้าเถิด”
“ก็ได้เพคะหม่อมชั้นไม่มีอะไรทำอยู่แล้วเพคะ”
“ชายาเ้านี่ดีต่อข้าที่สุดเลย”
หญิงสาวทั้งสองยิ้มให้กันอย่างสดใสแต่รอยยิ้มหวานของหลีเหยานั้นดั่งมีมนต์ดึงดูดต่อใจบุรุษ เถียลาคล้ายมองหญิงงามทั้งสองแต่ั์ตาของเขากลับมีเพียงหลีเหยาเท่านั้น เซียวอวิ๋นเองก็ยิ้มตามรอยยิ้มนั้นของนางก่อนรู้สึกได้ว่าหลีเหยานั้นไม่ได้ถูกจ้องมองจากเขาเพียงคนเดียว แต่สายตาของเถียลานั้นตัวเขาเองก็คล้ายจะเข้าใจแต่ก็ไม่คล้ายในเวลาเดียวกัน มันเป็สายตาที่มองอย่างลึกซึ้งเกินกว่าบุรุษที่หลงใหลในตัวสตรีงามทั่วไป ต่อให้หลีเหยานั้นงดงามเพียงใดก็ไม่อาจลึกซึ้งทั้งตราตรึงได้เพียงนี้เซียวอวิ๋นเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจทั้งคอยสังเกตท่าทีของเขา
เถียลาเมื่อรู้สึกว่าถูกจับจ้องก็หันมองเซียวอวิ๋นด้วยสายตาเรื่อยเฉื่อยไม่สื่อความหมายใดใบหน้ายังคงไร้รอยยิ้มเช่นเดิม
ทั้งสี่เริ่มออกเดินทางไปยังตลาดอีกฝั่งของเมืองซึ่งเป็ช่องทางการแลกเปลี่ยนของผู้คนหลายชนชาติ ข้าวของที่มีจึงต่างออกไปทั้งหลากหลายกว่าองค์หญิงเท่อน่าเดินคล้องแขนหลีเหยาจับนู้นดูนี่ไปทั่วเกือบทุกร้านที่มี บุรุษทั้งสองก็ได้แต่เดินสองมือไพล่หลังเดินทางอย่างเงียบๆ
หลีเหยาสังเกตเห็นร้านค้าหนึ่งที่มีชุดอาภรณ์สตรีงดงามห้อยแขวนอยู่อย่างมากมาย
“องค์หญิงทางนี้ดีกว่าเพคะ”
ทั้งสองรีบวิ่งเข้าไปดูที่ร้านอย่างรื่นเริงเซียวอวิ๋นเมื่อเห็นนางยิ้มออกมาอย่างใส่ซื่อดั่งเช่นเก่าก่อน ก็นึกไปว่าหากสามารถพานางหนีไปใช้ชีวิตเฉกเช่นคนธรรมดาได้จะดีเพียงใด เช่นนั้นนางจะได้ไม่ต้องทรมานกับพิษของความแค้น
“เซียวอวิ๋นข้ากับองค์หญิงจะไปลองชุดใหม่นี้สักหน่อยพวกเ้ารออยู่นี่นะ”
“พ่ะย่ะค่ะองค์…พระชายา”
สตรีทั้งสองหายไปเป็่เวลาหนึ่งแต่บุรุษทั้งสองก็ยังไร้คำกล่าวต่อกัน เพียงไม่นานองค์หญิงเท่อน่าก็ก้าวเท้าออกมาพร้อมสวมใส่อาภรณ์ชุดใหม่เนื้อผ้าสีเขียวเข้มลวดลายเส้นสีทองถักทอทั่วผืนผ้า นางส่งสายตาเพื่อเอ่ยถามต่อเถียลาว่านางนั้นเป็อย่างไรบ้างตัวเขาเองก็เพียงยิ้มพลางพยักหน้าเบาๆ แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้ดวงใจขององค์หญิงเท่อน่าเต้นแรงทั้งอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากองค์หญิงเท่อน่าไม่นานหลีเหยาก็ออกมาพร้อมกับชุดสตรีของซ่งหยวนแบบเรียบง่าย บุรุษทั้งสองจับจ้องนางไม่วางตานางเองเพียงเผยยิ้มอย่างทำตัวไม่ถูกเท่านั้นทั้งไม่มั่นใจว่าตนนั้นสวมใส่แล้วเป็อย่างไร
“นี่เ้าขันทีเ้าว่าชายางดงามหรือไม่” องค์หญิงเท่อน่ากอดอกตนพลางกล่าวถามเซียวอวิ๋น
“งามพ่ะย่ะค่ะพระชายาของกระหม่อมไม่ว่าสวมชุดใดก็งาม”
คำกล่าวนี้ฟังเพียงผิวเผินก็ดั่งเพียงคำเยิ่นยอจากบ่าวรับใช้ต่อนายของตน แต่มีเพียงต่อหลีเหยาและเซียวอวิ๋นเท่านั้นที่เข้าใจถึงความหมายแฝงนี้ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างมีสุขในใจ
“นั้นสิชายาต้องทำอย่างไรถึงจะงามเช่นเ้าบ้าง”
หลีเหยาส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนหันไปถามต่อเถียลาอย่างมีเลศนัย
“ท่านแม่ทัพเ้าว่ามีสตรีใดในซ่งหยวนงดงามกว่าองค์หญิงเท่อน่าหรือไม่”
เถียลามองหน้าหลีเหยา่หนึ่งก่อนหันมองที่องค์หญิง
“ไม่มี”
“ชายาเ้าถามอะไรของเ้า” กล่าวเสร็จองค์หญิงเท่อน่าก็เดินหนีห่างออกไป
“เดี๋ยวสิเพคะองค์หญิง” หลีเหยาเอ่ยพลางรีบเดินตามไป
ทั้งสองหยอกล้อกันไปมาอย่างสนุกสนานเสียงหัวเราะเล็กๆ ดังไปตลอดเส้นทาง ขณะที่องค์หญิงนั้นกำลังเลือกดูเครื่องประดับสีเงินอยู่หลีเหยาเองก็หันไปเห็นร้านขายผลไม้ที่อยู่ไม่ไกล
“องค์หญิงเพคะหม่อมชั้นจะไปซื้อผลไม้แห้งตรงนู้นหน่อยอยากกินมั้ยเพคะ”
องค์หญิงหันมองตามที่หลีเหยาชี้ไปพลางส่ายหน้าเบาๆ
“เ้าไปซื้อเถอะข้าไม่อยากเท่าไหร่ จริงสิเถียลาเ้าตามอารักขานางทีเซียวอวิ๋นช่วยข้าถือของอยู่”
“หม่อมชั้นไปเองก็ได้เพคะห่างไปเพียงเท่านี้”
“อย่างไรเ้าก็เป็พระชายาเสด็จพ่อเดินไปมาคนเดียวไม่ได้หรอกให้เขาไปเป็เพื่อนนั่นแหละ” องค์หญิงกล่าวพลางสองมือยังคงเลือกดูเครื่องประดับอย่างไม่วางตา
หลีเหยาก็ได้เพียงแต่ยิ้มและส่ายหน้าต่อท่าทางของนางเช่นนั้น เมื่อนางเดินออกไปยังร้ายผลไม้แห้งเถียลาก็เดินตามนางไปเงียบๆ หลีเหยาเลือกดูผลไม้หยิบชิมดูอย่างน่าเอร็ดอร่อยก่อนจะหยิบอีกชิ้นหนึ่งขึ้นมามองอย่างสงสัย
“เถียลาเ้ารู้มั้ยว่านี่คือผลอะไร”
“ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
หลีเหยาหยักไหล่เบาๆ ก่อนหยิบเข้าปากไปด้วยรสเปรี้ยวของผลไม้นั้นทำให้ใบหน้าของนางเหยเกไปตัวสั่นไปทั่วร่าง เถียลาเมื่อเห็นท่าทางนางเช่นนั้นก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้หลีเหยาเห็นท่าทางนั้นของเขาก็หยิบอีกผลขึ้นมายัดใส่ปากของเขาไปทั้งใช้มือบังคับให้เขานั้นเคี้ยวให้ได้ เถียลาแม้จะเข้มขรึมเพียงใดแต่ก็ไม่สามารถทนต่อความเปรี้ยวเช่นนั้นได้ใบหน้าเขานั้นก็ไม่ได้ต่างจากนาง หลีเหยาจึงได้หัวเราะคำใหญ่ออกมาเถียลาก็พลันหัวเราะตามนางไป ผลไม้สีเหลืองเพียงเม็ดเดียวทำให้ทั้งสองนั้นกลับรู้สึกดีต่อกันอย่างประหลาด
“ถานา” จู่ๆ เถียลาก็กล่าวคำประหลาดออกมาที่นางนั้นฟังได้ไม่ชัดเจนนัก
“เ้าว่าอะไรนะ” หลีเหยากล่าวพลางควักเงินจ่ายแก่เ้าของร้านผลไม้แห้ง
“ถานาเป็น้องสาวของข้า ท่าทางเมื่อครู่ของท่านทำให้ข้าคิดถึงนางขึ้นมา”
“นางตายแล้วหรือ” หลีเหยากล่าวออกมาเสียงค่อยด้วยเกรงว่าจะทำร้ายต่อจิตใจของเขา
“ข้าเองก็ไม่รู้นางผลัดพรากไปแต่เด็กหาอย่างไรก็ไม่พบ” สายตาของเขาขณะที่กล่าวนั้นรู้สึกเศร้าอย่างเห็นได้ชัด
หลีเหยาเองที่ไม่รู้ว่าควรกล่าวอะไรกับสถานการณ์เช่นนี้ก็ได้แต่เงียบไป