ตอนที่ 15 : ขอติดไว้ก่อนได้ไหม
“ข้าจะเริ่มจากการทำ....ซาลาเปาไส้ทะลัก” เมื่อตัดสินใจได้แล้วหยางซวนก็เก็บความคิดนี้เอาไว้กับตัวก่อน ตั้งใจว่าจะเล่าแผนการนี้ให้หลิวหย่งเฉินกับหลิวเหมยลี่ฟังหลังจากที่กลับถึงบ้านเรียบร้อย
เสี่ยวเอ้อร้านซาลาเปายังคงยืนรออยู่ ในขณะที่หลิวหย่งเฉินกำลังควักเงินขึ้นมาจ่าย เมื่อจ่ายเสร็จเรียบร้อยเด็กทั้งสองก็ลุกขึ้นเดินจากไป
เสี่ยวเอ้อหันไปพูดกับเด็กๆทั้งสองคนที่เดินออกไปแล้ว “ขอบคุณมาก ไว้วันหลังมากินอีกนะ”
หยางซวนเองก็ทำท่าจะลอยตามออกไปเช่นกัน แต่จู่ๆก็เพิ่งจะนึกได้ว่าตะกี้เด็กทั้งสองดื่มชาไปแล้วแต่ตัวเองยังมิได้ดื่มนี่นา คิดได้ดังนั้นจึงก้มลงไปจะยกจอกชาขึ้นมาดื่ม แต่นึกได้ว่าเดี๋ยวจะทำให้คนใจึงก้มลงไปซดจากจอกชาที่ยังวางอยู่บนโต๊ะ
เสี่ยวเอ้อหลังจากหันไปพูดกับเด็กทั้งสองที่เดินจากไปแล้ว กำลังหันกลับมาเตรียมจะเก็บถ้วยจานชามกลับไป เมื่อเห็นจอกชาใบที่สาม ก็นึกถึงเื่ที่สาวน้อยผู้นั้นขอจอกชาเพิ่มอีกหนึ่งใบเพราะกลัวว่าชาจะหายร้อนไม่ทันและนางจะไม่ได้ดื่ม
“ชาจอกนี้ก็ยังเต็มอยู่เลยนี่นา อยากได้จอกชาเพิ่ม ไอ้เรารึก็อุตส่าห์เอามาให้แล้ว กลับเทเล่นแล้วก็ไม่ยอมดื่มให้หมด เด็กสมัยนี้นี่จริงๆเล้ย” เสี่ยวเอ้อหันไปมองแผ่นหลังของหลิวเหมยลี่ที่เดินพ้นจากร้านไปแล้วพลางส่ายหัว แต่ในขณะที่เขาหันกลับมา และกำลังเอื้อมมือจะไปหยิบจอกชาใบนั้นเอง
จู่ๆน้ำชาในจอกนั้นก็ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว!
เสี่ยวเอ้อคิดว่าตัวเองตาฝาดไป เลยสะบัดหน้าแล้วเอามือขยี้ตา จากนั้นก็หันกลับไปจ้องมองชาในจอกชานั้นเสียใหม่
ภาพที่เห็นคือน้ำชาในจอกนี้มิได้ขยับลดลงแล้ว ยังคงนิ่งอยู่ที่ระดับครึ่งจอกเท่านั้น
“เอ...หรือว่าเราจะตาฝาดไป” เสี่ยวเอ้อยังคงมีความสงสัยอยู่แต่ก็คิดว่าตนอาจจะคิดมากไปเอง เลยไม่คิดอะไรอีกแล้วเอื้อมมือจะไปเก็บจอกชานั้นอีกครั้ง
ทว่า…คราวนี้จอกชานั้นไม่ได้ตั้งตรงแต่กลับเอียงลงไปเล็กน้อย เพียงเสี้ยวอึดใจถัดมา…จอกชานั้นก็เด้งกลับมาวางบนโต๊ะเหมือนเดิม โดยที่ไม่มีน้ำชาเหลืออยู่ด้านในอีกแล้ว
“ผะ...ผะ...ผะ...ผีหลอก” คราวนี้เสี่ยวเอ้อใจริงๆ ก้าวถอยหลังได้เพียงก้าวเดียวก็แข้งขาอ่อนลงมานั่งอยู่ที่พื้น พร้อมปากสั่นเอ่ยออกมาละล่ำละลัก มือข้างนึงก็ชี้ไปยังจอกชาบนโต๊ะนั้นด้วย
คนรอบข้างต่างก็หันหน้ามามอง เมื่อเห็นเสี่ยวเอ้อลงไปนั่งอยู่ที่พื้นก็ะโขึ้นมาสอบถามกัน
“ผีเผออะไรกัน ข้าไม่เห็นจะมีใครสักคน”
“นั่นสิ ตะกี้ก็หนนึงแล้ว เล่นแบบนี้คิดว่ามันตลกนักหรือไง”
“ลูกจ้างร้านนี้ชอบเล่นแกล้งคนกันแบบนี้เหรอ คราวหน้าข้าไม่มากินที่นี่แล้วดีกว่า”
แต่ละคนเมื่อมองไปไม่พบอะไรผิดปกติ ต่างก็บ่นหัวเสียกัน คิดไปว่าคงเป็การแกล้งเล่นสนุกของชายคนนี้ แต่ละคนจึงรีบลุกออกจากร้านกันไป
เถ้าแก่ร้านเห็นดังนั้นจึงรีบลุกขึ้นมาต่อว่า “เ้าเล่นอะไรของเ้ากัน ลูกค้าหายหมดแล้วเห็นมั้ย”
“ข้าเปล่านะเถ้าแก่ ข้าเห็นผีจริงๆ”
“ผีเผอที่ไหนกัน หมาสักตัวข้าก็ไม่เห็นมี เ้ารีบเอาจานไปล้างที่หลังร้านเดี๋ยวนี้เลยนะ วันหลังถ้าทำแบบนี้อีกข้าจะหักเงินเ้า” เถ้าแก่ร้านคาดโทษอย่างหัวเสีย เสี่ยวเอ้อคนนั้นก็ได้แต่หน้ามุ่ยคอตก เก็บของแล้วเข้าหลังร้านไป
หยางซวนที่เพิ่งจะมาเห็นเหตุการณ์นี้ทีหลังก็ทำหน้ายิ้มแห้งๆอย่างรู้สึกผิด เขาเองก็มิได้ตั้งใจ
คราแรกเขาเห็นว่าเสี่ยวเอ้อคนนั้นกำลังหันหลังให้ คิดว่าดื่มชานิดเดียวคงไม่เป็อะไร ที่ไหนได้เสี่ยวเอ้อคนนั้นดันหันกลับมาเห็นพอดี
ครั้งแรกหยางซวนจึงหยุดไว้เพียงแค่ครึ่งจอกชามิกล้าดื่มต่อ แต่ตอนหลังคิดว่าน้ำที่เหลืออยู่แค่เพียงครึ่งจอกชาคงยากที่จะสังเกตเห็น เขาเลยตัดสินใจดื่มน้ำชาที่เหลืออีกครึ่งจอกนั้นต่อ มิวายที่เสี่ยวเอ้อคนเดิมจะสังเกตเห็นอีกแล้ว
“หลังจากนี้ข้าคงต้องระมัดระวังให้มากขึ้นอีกสินะ” หยางซวนทำคอตก ลอยกลับไปหาพวกเด็กทั้งสองคน
ออกจากร้านซาลาเปามาได้ หยางซวนก็บอกหลิวหย่งเฉินแล้วหลิวเหมยลี่ว่าเขามีแผนการที่จะให้เด็กทั้งสองคนทำอาหารขายแล้ว ทั้งสองคนได้ยินก็รู้สึกตื่นเต้น จากนั้นจึงเดินไปหาซื้อวัตถุดิบที่้าจะใช้กัน
“สิ่งที่ข้า้าคือแป้งที่จะใช้ทำซาลาเปา แล้วก็เนื้อ” หยางซวนเอ่ย
“แป้งทำซาลาเปากับเนื้อ.......นี่ท่านอาจารย์คิดจะทำซาลาเปาไส้เนื้อเหมือนร้านเมื่อกี้หรือ” หลิวหย่งเฉินถามกลับมา
“ซาลาเปาไส้เนื้อร้านเมื่อครู่ขายดีอยู่นา เราจะสู้เขาได้เหรอ” หลิวเหมยลี่ก็ถามมาเช่นเดียวกัน
“เราจะทำซาลาเปาไส้เนื้อกันก็จริง แต่เราจะทำให้ต่างออกไป ที่ข้าจะให้พวกเ้าทำขายคือซาลาเปาเนื้อ...ไส้ทะลัก!” หยางซวนตอบกลับไปโดยเน้นย้ำคำหลัง
“ซาลาเปาเนื้อไส้ทะลัก?” เด็กทั้งสองอุทานขึ้นมาพร้อมกัน
“สิ่งใดคือซาลาเปาไส้ทะลักหรือท่านอาจารย์?”
“ซาลาเปาไส้ทะลัก ก็คือซาลาเปาที่มีไส้เยอะมากจนน่าใไง” หยางซวนตอบกลับอย่างมั่นใจ
“เช่นนั้นพวกเราจะไม่ขาดทุนเหรอ” หลิวเหมยลี่สงสัย
“พวกเราก็ขายในราคาที่แพงกว่าต้นทุนสิ แค่นี้ก็ไม่ขาดทุนแล้ว” หยางซวนตอบแบบกำปั้นทุบดิน
“ถ้าเราขายแพงกว่าร้านอื่น แล้วจะมีคนมาซื้อของเราเหรอท่านอาจารย์” หลิวหย่งเฉินเริ่มไม่มั่นใจ
“ของกินหน่ะ ขอให้อร่อย และถ้ายิ่งดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ละก็...อย่างไรก็ขายได้” หยางซวนพูดให้ความมั่นใจกับพวกเด็กๆ
“อย่ามัวแต่สงสัยอยู่เลย พวกเราลองทำกันดู หากขายไม่ได้ก็กินเองเสียก็สิ้นเื่"
"ป่ะ! พวกเราไปหาซื้อวัตถุดิบกันเลยดีกว่า จะได้รีบกลับไปทดลองทำกัน” หยางซวนกล่าวตัดบท พวกเด็กเองก็คิดว่าลองดูก็ไม่เสียหาย ขายไม่ได้ก็กินเองดังท่านอาจารย์ว่า
ทั้งสามเดินไปไม่นานก็เจอร้านขายวัตถุดิบจำพวกแป้ง หลิวเหมยลี่จึงเดินเข้าไปสอบถามเกี่ยวกับแป้งทำซาลาเปา
“ทำซาลาเปาใช้แป้งอะไรเ้าคะ? เถ้าแก่”
“ใช้แป้งสาลี ชั่งละ 2 อีแปะ เอาเท่าไหร่” คนขายตอบกลับ
“เอา 2 ชั่งเ้าค่ะ"
“ประเดี๋ยวก่อน ทำซาลาเปามีแป้งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเอาผงทำซาลาเปานี่ไปด้วยชั่งละ 1 อีแปะ เอาไปชั่งเดียวก็พอแล้ว เวลาจะใช้ใส่แค่นิดหน่อยก็พอ” เถ้าแก่กล่าวเสริมมา
หยางซวนปรายสายตามองไป คิดว่าผงทำซาลาเปานั่นน่าจะเป็สิ่งที่คล้ายๆยีสต์หรือไม่ก็ผงฟู ที่เอาไว้ใช้ผสมในแป้งเพื่อให้แป้งมันฟูขึ้นมา เขารู้สึกดีใจที่เถ้าแก่ร้านรู้จักขายของ มีการย้ำเตือนลูกค้า จากนั้นจึงพยักหน้าแล้วมิได้เอ่ยอันใด
“ขอบคุณที่แนะนำเ้าค่ะ” หลิวเหมยลี่จ่ายเงินแล้วรับของมา ไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณ
เมื่อซื้อแป้งเสร็จแล้ว หนึ่งิญญาสองเด็กจึงเดินไปที่ร้านขายเนื้อที่อยู่ไม่ห่างกันออกไป ร้านขายเนื้อนี้เป็แผงขนาดไม่ใหญ่นัก โดยมีเ้าของร้านเป็ชายวัยกลางคน รูปร่างสูงใหญ่ มีผิวสีเข้ม รูปร่างท้วมพอสมควร ไว้หนวดเคราครึ้มอยู่ตรงปลายคาง บวกกับท่าทางลักษณะของเขาที่กำลังลับมีดแล่เนื้ออยู่นั้น ทำให้หลิวเหมยลี่ใจนไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้เลยทีเดียว
หลิวหย่งเฉินเห็นน้องสาวตัวเองมีท่าทางหวาดกลัวจึงรีบเดินขึ้นนำหน้าไป ชายวัยกลางคนเ้าของร้านนึกว่าเด็กทั้งสองจะเดินผ่านไป แต่ทว่าพอเห็นหลิวหย่งเฉินเดินตรงเข้ามาที่แผงจึงเข้าใจว่าน่าจะเป็ลูกค้าของตน
“้าซื้อเนื้อเหรอพ่อหนุ่ม” เ้าของร้านเนื้อตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ บวกกับลักษณะของเขาที่มีรูปร่างท้วมและสูงใหญ่ พาลเสริมให้ท่าทางของเขาดูน่ากลัวขึ้นไปอีก
“เอ่อ....ใช่ขอรับ” หลิวหย่งเฉินตอบแบบกล้าๆกลัวๆ เดิมทีเขาก็ไม่ได้กลัวมากเท่าน้องสาวของเขา แต่พอได้ยินเสียงทุ้มต่ำของชายคนขายเนื้อบวกกับที่ยืนสบตากันอยู่ในระยะใกล้ ความกล้าของเขาเลยเริ่มลดน้อยลงไปสักนิด
“เอาเนื้อส่วนไหนละ แต่ละส่วนราคาไม่เท่ากันนะ ถ้าเป็เนื้อสันในหรือสันนอกก็จะราคาแพงหน่อย ชั่งละ 60 อีแปะ ส่วนเนื้อซี่โครงถูกลงมาเล็กน้อย ชั่งละ 50 อีแปะ ที่เหลือก็ลดหลั่นกันลงไป” คนขายอธิบาย
“ข้า้าเนื้อเอาไปทำไส้ซาลาเปา ควรใช้ส่วนไหนดีเหรอขอรับ” เห็นคนขายพูดจาดี ไม่น่ากลัวเหมือนที่คิด หลิวหย่งเฉินจึงเริ่มหายหวาดกลัวมากขึ้น
“ไส้ซาลาเปางั้นเหรอ? ถ้างั้นก็ไม่จำเป็ต้องเป็เนื้อชิ้นสวยๆ มันจะราคาแพงโดยไม่จำเป็...”
คนขายเนื้อหันไปมองเนื้อที่กองอยู่ทางหัวมุมหนึ่งของแผง เนื้อเหล่านี้ถูกกองเอาไว้อย่างสะเปะสะปะ แตกต่างกับเนื้อด้านหน้าที่วางเรียงกันสวยงามเป็ระเบียบเรียบร้อย “ถ้างั้นก็เอาเป็เศษเนื้อพวกนี้ละกัน เวลาที่ข้าแต่งชิ้นเนื้อสวยๆเอาไว้ขาย ก็มักจะต้องตัดแต่งเศษๆขอบๆมันออกมา ดังนั้นเนื้อส่วนนี้ก็จะขายไม่ค่อยได้ ราคาก็จะถูกกว่าส่วนอื่นอยู่สักหน่อย”
“ถ้าเป็เนื้อถูกลงมาหน่อยก็จะเป็พวกเนื้อแดงหรือเนื้อสันคอ แต่ก็ยังถูกไม่เท่าเศษเนื้อพวกนี้อยู่ดี เศษเนื้อพวกนี้ข้าคิดแค่ชั่งละ 20 อีแปะเองนา” คนขายเนื้ออธิบายให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน
หยางซวนและเด็กทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่าราคานี้ถือว่าไม่เลว โดยเฉพาะที่พวกเขาคิดจะทำซาลาเปาไส้ทะลัก ราคาเนื้อนับเป็ตัวแปรที่สำคัญ อีกทั้งเนื้อซาลาเปายังต้องนำไปสับก่อนใช้ ดังนั้นความสวยของเนื้อจึงไม่มีผลใดๆเลย พวกเขาจึงรีบตอบตกลงในทันที
“ตกลงข้าเอาเศษเนื้อพวกนี้ มีเยอะหรือไม่”
“วันนี้มีแค่ 4 ชั่ง เ้าจะเอาเท่าไหร่”
“ข้าเอาหมดเลยขอรับ”
คนขายเนื้อดีใจมากที่สามารถขายเศษเนื้อได้หมด ระหว่างที่กำลังจัดแจงหยิบเนื้อให้เพิ่งจะคิดอะไรออก จึงเอ่ยถามกับหลิวหย่งเฉินไป
“พ่อหนุ่ม แล้วเ้า้าซื้อครั้งนี้ครั้งเดียว หรือวันหลังจะกลับมาซื้ออีก ข้าจะได้เก็บไว้ให้” คนขายเนื้อจำได้ว่าเด็กหนุ่ม้าเนื้อไปทำไส้ซาลาเปา มิรู้ว่าทำกินหรือทำขาย จึงลองสอบถามดู
“ถ้าซาลาเปาข้าขายดี ข้าจะกลับมาซื้ออีก อย่างไรท่านลุงช่วยเก็บไว้ให้หน่อยละกัน” หลิวหย่งเฉินได้ยินว่าคนขายจะเก็บเนื้อราคาถูกเหล่านี้ไว้ขายให้กับเขาก็ดีใจ ได้ของถูกก็ดีกว่าได้ของแพงอยู่แล้ว
ทางด้านคนขายเนื้อเองก็ไม่น้อยหน้า เขาเองก็ดีใจที่จะสามารถขายเศษเนื้อออกได้ทุกวัน จึงรับปากกับเด็กทั้งสองว่าจะเก็บเอาไว้ให้อย่างดี
หลังจากห่อเนื้อให้เด็กๆทั้งสองคนเรียบร้อยแล้ว คนขายก็คิดเงินแล้วแจ้งออกมา
“เศษเนื้อ 4 ชั่ง ชั่งละ 20 อีแปะ ทั้งหมดก็ 80 อีแปะ” คนขายเนื้อพูด
หลิวหย่งเฉินหยิบเงินในกระเป๋าออกมานับ นับไปนับมาเขาก็มีอาการหน้าเสียเล็กน้อย พลันคิดคำนวนในใจ
“วันนี้ขายปลาไป 14 ตัวได้มาเป็เงิน 84 อีแปะ”
“ซื้อซาลาเปา 4 ลูกไป 16 อีแปะ ซื้อแป้งสาลีกับผงทำซาลาเปาไป 5 อีแปะ รวมเป็เงิน 21 อีแปะ”
“มี 84 อีแปะ จ่ายไป 21 อีแปะ ก็เหลือเงิน 63 อีแปะ”
“เศษเนื้อ 4 ชั่งนี้คิดเป็เงิน 80 อีแปะ”
คิดคำนวณมาได้ถึงตรงนี้หลิวหย่งเฉินก็พลันหน้าเสียยิ่งกว่าเดิม เขานับกี่ทีๆ ในมือของเขาก็มีอยู่แค่ 63 อีแปะเท่าเดิม เขาค่อยๆเงินหน้าขึ้นมองคนขายเนื้อช้าๆ ทำหน้าแหยๆ แล้วจึงเอ่ยออกมาเบาๆ
“เอ่อ...ท่านลุงขอรับ...ข้า....เอ่อ....คือว่า...ข้ามีเงินมาไม่พอ”
“ข้าขอติดไว้ก่อนได้ไหมขอรับ”