แสงอาทิตย์ยามสายสาดลงบนลานหินแตกเป็หย่อม ๆ เงาของต้นไม้เตี้ยทอดยาวตามแนวพื้นดิน เสียงลมพัดผ่านรอยแยกของหินดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ ไม่มีเสียงมนุษย์ ไม่มีร่องรอยการเคลื่อนไหวใหม่ พื้นที่แห่งนี้ถูกหลีกเลี่ยงโดยนักเดินทางทั่วไป เพราะไม่มีทรัพยากร ไม่มีเส้นทางลัด และเต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับล่างที่ไม่คุ้มเสี่ยง
สำหรับหลัวอวิ๋น ที่นี่เหมาะสมพอดีที่จะหลบซ่อน เขายืนอยู่กลางลานหิน เสื้อคลุมสีหม่นถอดวางไว้ข้างก้อนหินใหญ่ แหวนมิติบนมือขวาแฝงอยู่ใต้คราบฝุ่น ไม่สะดุดตา หากไม่ตั้งใจมองก็ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็ของวิเศษ ค้อนถูกเก็บไว้ในแหวน ไม่ปรากฏต่อสายตาในยามปกติ
หลัวอวิ๋นหลับตา สูดลมหายใจลึก เขาไม่ได้ฝึกเพื่ออวด ไม่ได้ฝึกเพื่อแข่งขันแต่ฝึกเพื่อไม่ตาย
เมื่อเปิดตาขึ้น เขายกมือขึ้นเล็กน้อย ความคิดเคลื่อนไหวไปยังแหวนมิติ ค้อนโลหะทึบก็ปรากฏขึ้นในมือทันที เสียงโลหะหนักกระทบอากาศเบา ๆ ด้ามค้อนถูกจับด้วยสองมืออย่างมั่นคง
ร่างกายของเขายังไม่สมบูรณ์ าแภายในยังไม่หาย กล้ามเนื้อยังล้า เส้นเอ็นยังตึง แต่เขาไม่รอให้พร้อม เพราะโลกยุทธภพไม่เคยรอใคร
หลัวอวิ๋นก้าวเท้าออกหนึ่งก้าว ปรับจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลงเล็กน้อย จากนั้นพึมพำเสียงต่ำแทบเป็ลมหายใจ
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
ความอุ่นแผ่ซ่านออกมาจาก่อก ไหลผ่านแขนและขา กล้ามเนื้อที่ตึงล้ากลับเกร็งแน่นขึ้นอย่างควบคุมได้ ไม่ใช่การเพิ่มพลังแบบะเิ แต่เป็การ “ประคอง” ให้ร่างกายรับน้ำหนักได้ดีขึ้น
หลัวอวิ๋นยกค้อนขึ้นเหนือไหล่ ก่อนจะฟาดลงกับพื้นหินด้านหน้าอย่างตั้งใจ เสียงดัง “ตุ้บ” หนักแน่น พื้นหินแตกร้าวเล็กน้อย เศษหินกระเด็นออกเป็วงกว้าง แรงสะท้อนแล่นย้อนขึ้นมาตามด้ามค้อนจนแขนชา แต่เขาไม่เสียสมดุล
เขาปรับท่าฟาดอีกครั้ง ครั้งนี้แรงไม่มากขึ้น แต่มั่นคงขึ้น หลัวอวิ๋นหยุด หายใจช้า ๆ ดวงตาจับจ้องรอยแตกร้าวบนพื้น ไม่ใช่เพื่อดูผลลัพธ์ แต่เพื่อประเมินตัวเอง ทุกการฟาด เขารู้สึกถึงแรงที่ถ่ายจากฝ่าเท้า ผ่านขา ผ่านเอว ไปถึงแขน หากจังหวะพลาด แม้เพียงเล็กน้อย แรงทั้งหมดจะย้อนกลับมาทำร้ายร่างกายของเขาเอง
นี่ไม่ใช่อาวุธสำหรับคนใจร้อน หลัวอวิ๋นฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เร่ง ไม่หยุด เขาใช้เวลาหลายชั่วยามอยู่กับการยก ฟาด วาง และปรับท่า เหงื่อไหลลงมาตามแผ่นหลัง เสื้อด้านในชุ่มจนติดผิว แต่เขาไม่หยุดพัก
จนกระทั่งเสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากแนวหินด้านซ้าย หลัวอวิ๋นหยุดทันที เขาหันศีรษะช้า ๆ มองไปยังต้นเสียง เห็นร่างสัตว์อสูรขนาดใหญ่กว่าสุนัขเล็กน้อย กำลังค่อย ๆ โผล่ออกมาจากเงาหิน ิัสีเทาหยาบ ดวงตาแดงหม่น เขี้ยวเปื้อนคราบเืเก่า
อสูรระดับล่างแต่ดุร้าย มันคำรามอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งเข้ามาโดยไม่ลังเล หลัวอวิ๋นไม่ถอย เขากระชับด้ามค้อน ย่อเข่าเล็กน้อย พึมพำเสียงต่ำอีกครั้ง
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
ความร้อนแล่นวาบขึ้นอีกระลอก คราวนี้แรงกว่าเดิมเล็กน้อย เขาก้าวสวน ไม่หลบ ไม่ถอย ฟาดค้อนเข้าใส่พื้นด้านหน้าของอสูรก่อนที่มันจะเข้ามาถึงตัว พื้นหินแตก สัตว์อสูรเสียหลัก
ก่อนที่มันจะตั้งตัวได้ หลัวอวิ๋นเหวี่ยงค้อนขึ้นจากล่างสู่บน ฟาดเข้าที่กรามอย่างจัง เสียงกระดูกแตกดังชัด ร่างอสูรถูกยกขึ้นจากพื้นแล้วกระแทกลงอย่างแรง
มันดิ้นแต่ไม่ลุก หลัวอวิ๋นไม่รอให้มันฟื้น เขายกค้อนขึ้นอีกครั้ง ฟาดลงซ้ำโดยไม่ลังเล เสียงดังหนักสองครั้งติดต่อกัน ก่อนที่ร่างอสูรจะนิ่งสนิท
ลมหายใจของหลัวอวิ๋นหนักขึ้น เขายืนมองศพอสูรอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตานิ่ง ไม่มีความสะใจ ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงการประเมิน เขาชนะแต่ไม่ง่าย นี่คืออสูรระดับล่าง หากเป็ศัตรูมนุษย์หลายคน หรือจอมยุทธ์ระดับสูง ความสามารถของเขาตอนนี้ยังไม่พอ
หลัวอวิ๋นเก็บค้อนเข้ามิติอีกครั้ง ก่อนจะทรุดนั่งกับก้อนหิน หอบหายใจแรง ความปวดลึกแล่นขึ้นมาจากไหล่ถึงหลัง เขาหลับตา ปรับลมหายใจให้ช้าลง
ในความเงียบ ความรู้สึกแปลกประหลาดก็ผุดขึ้นไม่ใช่พลัง แต่เป็ “แรงต้าน” ร่างกายของเขา้าทรัพยากรมากกว่าที่ควรจะเป็ เพื่อก้าวไปอีกขั้น ลมปราณที่ดูเหมือนใกล้จะเปลี่ยนแปลง กลับนิ่งงันราวกับถูกกดไว้ด้วยบางสิ่ง
หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้น ช้า ๆ เขารู้ว่าร่างกายของเขา้ามากกว่าคนอื่นมากกว่าหลายเท่า เขากำมือแน่น ความคิดนิ่งขึ้นอย่างชัดเจน ถ้าโลกนี้ให้มาไม่พอ เขาก็จะหาเอาเอง
จากนั้นหลัวอวิ๋นลุกขึ้น มองออกไปยังแนวป่าหินที่ทอดยาว การฝึกของเขาเพิ่งเริ่มต้น
กลิ่นเืของอสูรยังไม่จางหาย เมื่อหลัวอวิ๋นลุกขึ้นจากลานหินเขาไม่เสียเวลาถลกหนัง ไม่ควักแก่น ไม่เก็บซาก ทุกอย่างที่ทำได้จากอสูรตัวนี้ไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่จะดึงดูดผู้อื่น พื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่เขาจะอยู่ได้นาน และเขาไม่้าให้ร่องรอยใด ๆ บอกตำแหน่งของตนเอง
หลัวอวิ๋นสะพายเสื้อคลุมกลับขึ้นบ่า ก่อนจะเคลื่อนตัวออกจากลานหิน เลือกเส้นทางที่ต่ำลงเรื่อย ๆ มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ที่มีพืชพรรณหนาแน่นขึ้น เขาไม่เข้าเมือง ไม่เข้าเส้นทางหลัก แต่ก็ไม่หลบลึกเกินไป ตอนนี้เขา้าเวลาและข้อมูล
เมื่อใกล้ยามบ่าย หลัวอวิ๋นจึงมองเห็นควันบาง ๆ ลอยขึ้นจากพื้นที่เบื้องหน้า เสียงพูดคุยแว่วมาเป็ระยะ เขาชะลอฝีเท้าโดยอัตโนมัติ เคลื่อนตัวเข้าหาเงาไม้ พึมพำเสียงต่ำ
“โอมจังงัง… กำบังกาย”
ภาพร่างของเขาพร่าเลือนเล็กน้อย กลืนเข้ากับเงาพุ่มไม้ ก่อนจะมองเห็นภาพตรงหน้าได้ชัดขึ้น
เป็กลุ่มคนไม่ถึงสิบคน ตั้งค่ายพักเล็ก ๆ อยู่ข้างลำธารตื้น รถลากไม้ถูกจอดไว้ด้านข้าง อาวุธวางพิงหินอย่างไม่ระวังนัก ลมปราณของคนกลุ่มนี้ไม่สม่ำเสมอ บ่งบอกว่าไม่ใช่จอมยุทธ์ระดับสูง
พ่อค้า ลูกหาบหรือทหารรับจ้างระดับล่าง หลัวอวิ๋นไม่คิดเข้าไปใกล้ เขาเลือกนั่งนิ่ง ฟังบทสนทนาอย่างเงียบงัน
“ข้าว่าทางนี้ไม่ปลอดภัยแล้ว” ชายคนหนึ่งพูด เสียงแหบพร่า
“เออ ใครจะไปคิดว่าตระกูลใหญ่ขนาดนั้นจะโดนล้างบาง”
คำว่า ล้างบาง ทำให้หลัวอวิ๋นชะงัก ดวงตาที่นิ่งอยู่แล้ว แข็งขึ้นอีกเล็กน้อย
“เงียบหน่อย” อีกคนเตือน “เื่แบบนี้ไม่ควรพูดดัง”
“แต่ข่าวมันก็แพร่ไปหมดแล้ว” ชายคนแรกสวนกลับ
“ทั้งตระกูล ไม่มีใครรอด บ้านเรือนโดนเผา แก่นทรัพยากรถูกกวาดเกลี้ยง”
หลัวอวิ๋นขยับมือเล็กน้อย ใต้เสื้อคลุม นิ้วมือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว ภาพบางอย่างแล่นผ่านจิต ไม่ใช่ภาพของเขา แต่เป็ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขาคนเดียว
กลิ่นควัน เสียงกรีดร้อง ความรู้สึกสิ้นหวัง เขากดมันลงทันที ไม่ปล่อยให้มันไหลบ่าออกมา ความรู้สึกเย็นเฉียบแผ่จากอกไปถึงปลายนิ้ว
“ได้ยินว่าพวกที่ทำไม่ใช่โจรธรรมดา”
“แน่นอน ใครจะล้างตระกูลใหญ่ได้ถ้าไม่ใช่พวกที่มีเื้ั”
“ข้าได้ข่าวมาว่า พวกนั้นกำลังตามหาของบางอย่าง”
หลัวอวิ๋นหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะเปิดขึ้นใหม่ ช้า ๆ เขาไม่รู้ว่าของนั้นคืออะไร แต่เขารู้ว่ามันคือเหตุผลของการสังหาร
ความทรงจำของหลัวอวิ๋นคนเก่ากระเพื่อมขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม ไม่ใช่ภาพ แต่เป็ความรู้สึก ความผูกพัน ความโกรธ และความรู้สึกผิดที่ยังไม่ได้ชดใช้ เขาไม่ใช่แค่รับความทรงจำ เขารับความแค้นมาด้วย
“คิดว่ามีคนรอดหรือเปล่า” ใครสักคนถาม
ความเงียบปกคลุมค่ายพักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงตอบเบา ๆ
“ไม่รู้หรอก ได้ยินแค่ว่า ไม่มีใครกล้าไปตรวจสอบซ้ำ”
หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้นเต็มที่ ดวงตานั้นนิ่ง เย็นและแน่วแน่ เขาไม่้าฟังต่อ สิ่งที่ได้ยินเพียงพอแล้ว
หลัวอวิ๋นถอยออกจากพื้นที่อย่างเงียบเชียบ คลายอาคมเมื่ออยู่ห่างพอ จากนั้นจึงเคลื่อนตัวไปตามแนวป่า ลมหายใจของเขานิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่เร่ง ไม่สั่น ความโกรธของเขาไม่ปะทุ มันตกตะกอน
เมื่อถึงที่พักชั่วคราวใกล้หน้าผาหิน หลัวอวิ๋นจึงหยุดลง นั่งพิงหิน หยิบค้อนออกมาจากแหวนมิติ วางมันลงตรงหน้า มือทั้งสองวางบนด้ามโลหะเย็นเฉียบ
เขามองมันอยู่นาน ค้อนนี้ไม่ใช่เพื่อป้องกันตัวอีกต่อไป เขาพึมพำเสียงต่ำ ชัดเจนกว่าทุกครั้ง
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
พลังอุ่นแผ่ซ่านออกมา คราวนี้ไม่ใช่เพื่อฝืน แต่เพื่อยืนยัน ร่างกายของเขาตอบสนองช้ากว่าคนอื่นจริง ้าทรัพยากรมากกว่า แต่เขารับรู้ได้ว่า หากได้มันมา ร่างกายนี้จะรับได้มากกว่าคนอื่นเช่นกัน
หลัวอวิ๋นยกค้อนขึ้น ฟาดลงกับพื้นหินอย่างแรง เสียงดังสนั่น หินแตกร้าวเป็วงกว้างกว่าเดิม เขาฟาดอีกครั้งและอีกครั้ง ไม่ใช่การฝึกแต่เป็การระบาย เมื่อหยุดลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ
เขารู้แล้วว่าเส้นทางของเขาเปลี่ยนไปแล้ว จากนี้ไปเขาไม่ใช่แค่คนที่หนี เขาจะสืบ จะหาและจะฆ่าทุกคนที่มีส่วน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
หลัวอวิ๋นเก็บค้อนกลับเข้ามิติ ลุกขึ้นยืน มองออกไปยังทิศทางที่ค่ายพักตั้งอยู่ก่อนหน้า ดวงตาไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ แต่ในความนิ่งนั้น แฝงด้วยความตั้งใจที่หนักแน่น
การฝึกที่โลกไม่สอนได้สอนเขาอย่างหนึ่ง หากโลกนี้ไม่ยุติธรรมเขาก็จะเป็ความไม่ยุติธรรมเสียเอง