ค่ำคืนที่ดวงดาวส่องประกาย ในเวลาใกล้เที่ยงคืน บรรยากาศรอบ ๆ โรงเรียนเอกระเริ่มเย็นลงผิดปกติ หมอกควันที่เคยลอยอยู่เหนือโรงเรียน ตอนนี้ได้ปกคลุมทั่วทั้งโรงเรียน จนแทบมองไม่เห็นอาคารและทางเดิน
ชิงพลบได้เดินทางมาถึงโรงเรียนสักพักแล้ว แต่กำลังรอเวลาที่เหมาะสม เพื่อเข้าไปด้านในโรงเรียน เพราะถ้าเดินดุ่ม ๆ เข้าไปเลย คงไม่พ้นโดนจับได้จากกล้องวงจรปิดเป็แน่
นาฬิกาในโทรศัพท์แจ้งเตือนว่าตอนนี้ถึงเวลาเที่ยงคืนแล้ว ชิงพลบลุกขึ้น และเดินออกมาจากสถานีรถประจำทางบริเวณหน้าโรงเรียน พร้อมขยับหมวกบักเก็ตสีดำลงมาปิดบังใบหน้า และสะพายกระเป๋าเป้คู่ใจ เดินอ้อมไปทางด้านข้างของโรงเรียน ซึ่งเป็แนวกำแพงสูงประมาณ 2 เมตร และมีรั้วเหล็กกันอีกประมาณ 1 เมตร เพื่อกันไม่ให้คนปีนเข้าหรือออกได้ง่าย ๆ เพราะตรงจุดนี้จะอยู่ติดกับถนนขนาดกลาง 3 เลน
ส่วนอีกฝั่งของถนนก็มีหมู่บ้านคนอาศัยอยู่เป็จำนวนไม่น้อย คั่นด้วยเกาะกลางถนนทั้งสองฝั่ง มีสะพานลอยขนาดใหญ่พาดผ่านเชื่อมเป็ทางเดินระหว่างหมู่บ้านกับโรงเรียน แต่ใน่เวลาแบบนี้แม้แต่สุนัข ยังไม่กล้าเดินผ่านเลย เพราะกลิ่นิญญาคละคลุ้งจากในโรงเรียน จนทำให้สัตว์ทั้งหลายที่มีชีวิตต่างหวาดกลัว
ชิงพลบได้เดินทางมาถึงบริเวณข้างโรงเรียนที่ติดกับสวนด้านหลังตึกสังคม ยืนจ้องมองกำแพง และต้นไม้ใหญ่ในสวนอย่างสงบ พร้อมกับหยิบแว่นสีดำในกระเป๋ามาใส่ และสวมชุดคลุมสีดำที่เตรียมไว้ ถ้าใครได้เห็นรูปลักษณ์ชิงพลบตอนนี้จะนึกว่าเขาทำงานเป็พวกมาเฟียอย่างแน่นอน
เมื่อเตรียมความพร้อมเสร็จเรียบร้อย ชิงพลบเริ่มบริกรรมคาถาบางอย่าง
“..โอมม จงเปิด จงเปิด ประตูผีโลกิญญาเส้นทางภูติเตรียมเปิดทาง กูจะขอเดินทางกลับบ้านเดิม..”
สิ้นเสียงของคาถา ท้องฟ้าที่เคยมองเห็นก็พลันเปลี่ยนไป จากค่ำคืนที่มีแสงสาดส่อง กลายเป็สีแดงเื ไม่มีทั้งดวงดาว ไม่มีทั้งพระจันทร์ มีแต่ก้อนเมฆสีดำที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า พร้อมสายฟ้าฟาดเป็เส้นลงมาให้แสงสว่างเป็ระยะ
ถึงแม้บรรยากาศรอบตัวจะดูเปลี่ยนไป แต่สถานที่ยังมองเห็นเป็ด้านข้างของโรงเรียนเอกระอยู่เช่นเดิม ชิงพลบได้หันซ้ายแลขวา มองทางไหนก็เห็นแต่สัมภเวสีเดินไป เดินมาเต็มไปหมด
‘สัมภเวสีพวกนี้น่าจะเคยตายอยู่บริเวณนี้มาก่อน ดูจากพฤติกรรมที่กระทำซ้ำเดิม ๆ เพราะออกไปไหนไม่ได้ เกิดจากจิตที่ยึดติดกับพื้นที่นี้ก่อนตาย’ ชิงพลบนึกอย่างเห็นใจสัมภเวสี เพราะถ้าไม่ถึงเวลาจริง คงไม่ได้ออกไปไหน และต้องติดอยู่ตรงนี้ไปอีกนาน
ชิงพลบได้เดินทะลุผ่านกำแพง เข้าไปในโรงเรียนอย่างช้า ๆ ด้วยท่าทางที่นิ่งสงบเหมือนคนตาย ระหว่างทางชิงพลบก็เห็นทั้งสัมภเวสีและิญญา ที่อาศัพอยู่ในบริเวณนี้เป็จำนวนมาก เพราะเป็พื้นที่ ที่มีพลังิญญาหนาแน่น ทำให้กลุ่มสัมภเวสี และิญญาต่างถิ่น เข้ามาอาศัพอยู่ในโรงเรียนค่อนข้างมาก เปรียบเสมือนกับลานคอนเสิร์ตในโลกมนุษย์ไม่มีผิด
แต่ิญญาพวกนี้จะสื่อสารกันเองไม่ได้ เพราะไม่มีพลังมากพอ จึงได้แค่วิ่งวนไป วนมาเท่านั้น ชิงพลบก็รีบเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุที่จอมขมังเวทย์ฝั่งคุณไสยเอาไว้ เพื่อตามหาร่างของรองผู้อำนวยการวสุนันท์ที่ถูกบงการให้มาหลอกเวรยามที่อยู่ในโรงเรียนใน่ตอนกลางคืน
ภายในโลกิญญาจะไม่มีเสียงร้องของแมลงเหมือนปกติ แต่มีเสียงหวีดหวิวอย่างโหยหวนแทน ซึ่งเป็เสียงของสัมภเวสีชั้นต่ำจำพวกเปรต กำลังร้องครวญครางอย่างทรมาน และยิ่งพบได้บ่อยในพื้นที่ใกล้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ
ชิงพลบใช้เวลาพอสมควรในการเดินทาง เข้ามาที่ด้านหลังตึกสังคม ถึงแม้ว่าเดินทะลุผ่านสิ่งกีดขวางได้ แต่ก็ต้องใช้สองเท้าในการเดินทางอยู่ดี ไม่เหมือนกับพวกิญญา หรือสัมภเวสีที่ใช้แค่จิตในการเดินทางผ่านความคิดได้เลย
‘ตรงนี้ซินะ!...’ ชิงพลบยืนมองหลุมที่ถูกขุดห่อผ้าสีแดงขึ้นมา แล้วสักพักเขาก็หยิบขนมกับน้ำอัดลมกลิ่นโคล่าที่เป็ของเซ่น ในกระเป๋าเป้ออกมายืนกินอย่างไม่ลังเล ระหว่างรอให้จอมขมังเวทย์เริ่มทำงาน เพราะการจะส่งร่างที่ถูกอาคมฝั่งรูป ฝั่งิญญามานั้น ต้องส่งผ่านจุดที่ร่างเดิมเสียชีวิตใน่เวลาเดียวที่ตาย หรือสั่งให้หุ่นพยนต์นำมาส่งเท่านั้น
ห่างออกไปประมาณ 100 เมตร ไม่ไกลจากจุดที่ชิงพลบยืนอยู่เท่าไร มีควันสีดำค่อย ๆ ก่อตัวเป็รูปร่างขึ้น ลักษณะดูคล้ายกับผู้หญิงผมยาว ส่วนสูงไม่เกิน 160 เิเ กำลังยืนก้มหน้าด้วยท่าทางที่ดูเศร้าสร้อย เส้นผมทั้งสองข้างปิดใบหน้าจนมิด จากรูปลักษณ์ภายนอกที่มองเห็น อาจบอกไม่ได้ว่าเป็ร่างของใคร แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ยังคงเป็ชุดผู้ป่วยโรงพยาบาลจิตเวช ก็พอเดาได้เลยว่าเป็ร่างที่เขากำลังรออยู่
‘ไม่ผิดแน่! ร่างนี้น่าจะเป็ของรองผู้อำนวยการวสุนันท์ ที่หายไปจากโรงพยาบาลตำรวจ’ ชิงพลบยืนมองกลุ่มควันที่กำลังส่งร่างของศพเข้ามาในโลกิญญา พร้อมกินขนมอย่างตื่นเต้น มันให้อารมณ์ไม่ต่างกับการได้ดูหนังผี ในโรงภาพยนตร์ 4 มิติมากเท่าไร
พอกลุ่มควันหาย ร่างของผู้หญิงผมยาว ชุดสีขาวแต่ดูสกปรก ก็ปรากฏขึ้นให้เห็นผ่านแว่นดำของชิงพลบทันที จากนั้นชิงพลบได้นำเก็บขนมและน้ำอัดลม เก็บไว้ในกระเป๋าเป้ พร้อมเอาหมากฝรั่งออกมาเคี้ยว และหยิบถุงมือสีดำมาสวม รวมถึงไม้ตะพดรุ่นใหม่แบบประกอบเอง แข็งแรง เก็บง่าย ไม่เปลืองพื้นที่ โดยไม้นี้แบ่งเป็ 2 ท่อนที่ถูกแกะสลักไว้อย่างสวยงาม คือท่อนหัวตะพด และท่อนปลายตะพด นำทั้งสองส่วนนี้มาประกบเข้ากันด้วยแรงดูดของแม่เหล็กตรงบริเวณข้อต่อ จะทำให้ไม้ตะพดไม่หลุดง่าย แล้วจึงค่อยปิดตัวล็อกให้สนิทไว้อีกที
เมื่อเตรียมพร้อมเสร็จ ชิงพลบก็รีบปรี่เข้าไปตรงร่างนั้นทันที เพื่อสร้างอาณาเขตใหม่ในพื้นที่เดิม โดยการใช้ปลายของไม้ตะพดวาดเป็รูปวงกลมล้อมรอบร่าง ที่กำลังยืนรอคำสั่งจากจอมขมังเวทย์ ในขณะที่ปากก็บริกรรมคาถาตามไปด้วย แล้วเดินวนจนครบรอบ จึงออกมายืนดูผลงานตัวเองอยู่ด้านนอกวงกลมอย่างพึงพอใจ
“เอาละ! แค่นี้น่าจะได้ ยืนรอตรงนี้ไปก่อน ขอไปจัดการอาณาเขตรอบ ๆ นี้ก่อนแล้วกัน” ชิงพลบพูดพร้อมหัวเราะเยาะนิด ๆ ที่กักขังร่างนี้เอาไว้ได้ พอนึกถึงหน้าจอมขมังเวทย์ ที่ต้องปั้นหน้างงหนัก เพราะสั่งการหุ่นตัวเองไม่ได้ ก็อยากจะขำก๊ากให้สุดเสียง ทางฝั่งโน้นคงคิดว่าทำไมหุ่นพยนต์วันนี้มันไม่ยอมรับคำสั่ง อยากจะเรียกกลับไปก็ทำไม่ได้ มีปวดหัวกันบ้างแหละงานนี้