ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 131 พบศพแห้ง ตอบแทนผู้มีพระคุณ

    การพบศพในโรงแรมใครจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

            แน่นอนว่าต้องเป็นเจ้าของโรงแรม

            เขายืนอึ้งราวกับสมองหยุดทำงานไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป

            แต่ผมไม่ได้สนใจจะเยาะเย้ยเขาสายตาของผมจ้องเขม็งไปยังศพแห้งที่ซ่อนอยู่ในช่องอิฐ

            ร่างนั้นถูกห่อด้วยพลาสติกถนอมอาหารสภาพแห้งกรัง ดำคล้ำ ดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง

            แต่สิ่งที่ทำให้ผมละสายตาไม่ได้ไม่ใช่ตัวศพหากแต่เป็นยันต์สีดำที่ติดอยู่บนร่าง

            ด้วยมุมมองของผมตอนนี้ยังไม่สามารถมองเห็นลวดลายบนยันต์ได้อย่างชัดเจน

            ผมหันไปหาตำรวจวัยกลางคนทันที“สารวัตรครับพอจะให้ผมดูแผ่นยันต์สีดำนั่นได้ไหม”

            เขาส่ายหน้า“ยังไม่ได้ นี่คือจุดเกิดเหตุต้องรอเจ้าหน้าที่นิติเวชมาตรวจสอบก่อน ตอนนี้ขอให้พวกคุณออกจากห้องผมต้องปิดสถานที่นี้”

            พูดจบเขาก็เริ่มพาเจ้าของโรงแรมและผมออกจากห้อง

            ผมไม่มีทางเลือกจึงจำใจเดินตามออกไป

            แต่ก่อนที่ผมจะก้าวพ้นประตูผมเห็นบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนออกมาจากช่องอิฐที่ถูกทุบ

            มันคือศีรษะของใครบางคน…

            เมื่อมองชัดๆพบว่าเป็นวิญญาณของจูเจินเจิน

            เธอพยายามอย่างสุดกำลังค่อยๆ คลานออกมาจากช่องนั้น

            ผมอยากช่วยเธอแต่ในเมื่อถูกตำรวจไล่ออกจากห้องก็ไม่มีทางทำอะไรได้

            เมื่อเดินออกมายืนด้านนอกเจ้าของโรงแรมมีสีหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง

            เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่า“จบกัน…ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไปโรงแรมของฉันคงต้องถูกปิดแน่ๆ …”

            “เฮ้! ไหนคุณบอกว่าไม่มีอะไรไง แล้วศพนี่มันหมายความว่าไง ได้เวลาไปยืนกลับหัวกินขี้แล้ว!”ผมพูดออกไปโดยไม่สนใจความรู้สึกของเขาแม้แต่น้อย

            คนอย่างเขามีเมียอยู่แล้วแต่ยังไปคบชู้ ผมย่อมไม่รู้สึกเห็นใจสักนิด

            ทันทีที่ผมพูดจบเจ้าของโรงแรมหันขวับมามองผมด้วยสายตาอาฆาต “กินขี้บ้านแกสิ!เป็นเพราะแก ทุกอย่างพังหมดแล้ว!”

            พูดจบเขาพลันคลั่งขึ้นมา คว้าคอเสื้อผมแน่น พร้อมเงื้อหมัดหมายจะชกผม

            แต่ยังไม่ทันที่ผมจะตอบโต้วิญญาณของจูเจินเจินที่ลอยออกมาจากช่องอิฐตรงอ่างอาบน้ำเห็นผมถูกเจ้าของโรงแรมจับตัวไว้และกำลังจะถูกทำร้าย จึงเผยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นทันที

            “ปล่อยผู้มีพระคุณของฉันเดี๋ยวนี้!” สิ้นเสียงร่างของเธอพุ่งตรงเข้าใส่เจ้าของโรงแรมทันที

            แม้เขาจะดูอ้วนท้วมแต่สุขภาพของเขาถูกวิถีชีวิตเสเพลทำลายไปหมดแล้ว พลังหยางอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด

            เมื่อจูเจินเจินพุ่งเข้าใส่เขารู้สึกได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างเปลวไฟสามดวงบนศีรษะเริ่มสั่นไหว

            เงาร่างของจูเจินเจินปรากฏให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากมีดกรีดพุ่งเข้าหาเขาโดยตรง

            เจ้าของโรงแรมถึงกับกรีดร้องออกมาสุดเสียง“ว๊ากกก! ผี! มีผี!!!”

            ความกลัวทำให้เขาปล่อยคอเสื้อของผมทันทีก่อนจะหันหลังวิ่งหนี

            แต่ด้วยความตื่นตระหนกขาเขาสะดุดกันเองจนล้มหน้าคะมำกระแทกพื้นอย่างแรง

            เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นแล้วคลานหนีไปพร้อมกับร้องโวยวาย

            เสียงของเขาดังจนทำให้แขกคนอื่นๆตื่นขึ้นมา

            แต่จูเจินเจินไม่สนใจเธอหันกลับมาหาผมแล้วถามด้วยความเป็นห่วง “คุณ…คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

            ผมมองเธอวิญญาณหญิงสาวที่มีผมกระเซอะกระเซิงและใบหน้าเต็มไปด้วยรอยมีดกรีด

            แต่ผมไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด

            ผมส่ายหัวเบาๆ“ฉันไม่เป็นไร ขอบคุณเธอมากนะ”

            จูเจินเจินส่ายหัว“ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณตอนนี้ฉันรู้สึกดีขึ้นแล้ว…ฉันไม่ทรมานอีกต่อไป”

            ผมยิ้มบางๆกำลังจะพูดอะไรต่อ แต่แล้วตำรวจหญิงที่ไปโทรศัพท์ก็กลับมาเสียก่อน

            เธอเดินเข้ามามองไปรอบโถงทางเดินที่ว่างเปล่า ก่อนหันมาถามผมด้วยความสงสัย “คุณ…กำลังคุยกับใครอยู่”

            ผมสบตาเธอก่อนตอบกลับไปตามตรง “วิญญาณผู้ตาย”

            ทันทีที่ได้ยินเธอถึงกับกลอกตาใส่ผมอย่างไม่เชื่อสักนิดจากนั้นเธอพูดขึ้นว่า “มาทางนี้ ฉันต้องสอบปากคำคุณ”

            พูดจบเธอหยิบสมุดบันทึกและเครื่องบันทึกเสียงออกมา…

            จูเจินเจินที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่ข้างผมตอนนี้เธอถอยห่างออกไปด้วยความหวาดกลัวพลังหยางของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

            ผมให้ความร่วมมือเต็มที่เมื่อเริ่มให้ปากคำ

            “ชื่อ อายุ ภูมิลำเนา อาชีพ...”

            นี่เป็นครั้งแรกที่ผมต้องทำเรื่องแบบนี้มันให้ความรู้สึกเหมือนถูกตรวจสอบทะเบียนราษฎร์อย่างไรอย่างนั้น

            ผมตอบทุกคำถามตามจริงพร้อมยื่นบัตรประชาชนให้ตรวจสอบ

            ประวัติของผมสะอาดหมดจดไม่มีอะไรต้องปิดบัง

            จากนั้นตำรวจวัยกลางคนก็มาถามผมเพิ่มเติมอีกสองสามข้อ

            ไม่นานนักการให้ปากคำก็เสร็จสิ้น

            ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ทีมสืบสวนก็มาถึงที่เกิดเหตุและเริ่มปิดล้อมพื้นที่ทันทีเพื่อทำการตรวจสอบ

            ตอนนี้ผมมายืนอยู่ที่หน้าโรงแรม

            แขกหลายคนที่เพิ่งรู้ว่าเกิดคดีฆาตกรรมต่างพากันรีบเช็กเอาต์อย่างโกลาหล

            ส่วนเจ้าของโรงแรมกำลังนั่งยองๆอยู่มุมหนึ่ง มือสั่นเทาขณะคีบบุหรี่ขึ้นสูบ

            เขาไม่กล้าแม้แต่จะกลับเข้าไปในโรงแรมของตัวเอง

            ทุกครั้งที่สายตาเขาสบกับผมแววหวาดกลัวจะฉายชัดบนใบหน้า

            ส่วนจูเจินเจินเธอยืนอยู่ข้างๆ ผม

            ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวังขณะเฝ้ารอการมาถึงของพ่อแม่

            เนื่องจากผมเป็นผู้แจ้งเหตุและเป็นพยานคนสำคัญตำรวจจึงแจ้งให้ผมทราบว่าต้องไปให้ปากคำเพิ่มเติมที่สถานีอีกครั้ง

            เห็นว่าไม่มีอะไรต้องทำตอนนี้ผมจึงหันไปถามจูเจินเจิน “คุณจู ฉันอยากถามอะไรหน่อย”

            “เชิญถามค่ะ ผู้มีพระคุณ”

            “เมื่อครู่ฉันเห็นว่ามีแผ่นกระดาษสีดำติดอยู่บนร่างของเธอ นั่นคืออะไร”

            จูเจินเจินพยักหน้าก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง

            “เป็นของที่แฟนเก่าติดไว้…หลังจากที่เขาห่อร่างฉันด้วยพลาสติกถนอมอาหารเขาก็แปะกระดาษใบนั้นลงบนตัวฉัน เหมือนจะเป็นยันต์อะไรสักอย่าง”

            หัวใจผมกระตุกวูบ

            ไม่นึกเลยว่ากระดาษใบนั้นจะเป็นยันต์จริงๆ

            “มันเป็นยันต์แบบไหน ส่งผลอะไรกับเธอหรือเปล่า”

            ถ้าเป็นยันต์จริงๆงั้นแฟนเก่าของเธออาจมีความเกี่ยวข้องกับวงการไสยเวทด้วย…

            จูเจินเจินส่ายหน้า“ฉันไม่รู้จักมัน!แต่เหมือนมันจะฆ่าแมลงได้ แม้แต่แมลงสาบในห้องยังไม่กล้าแตะต้องร่างของฉันแถมศพของฉันก็ไม่เน่าเปื่อยเลย”

            ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

            ทิ้งยันต์ไว้เพื่อไล่แมลง? หรือเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างเน่าเปื่อย?

            หากศพไม่เน่าเปื่อยกลิ่นเหม็นก็จะไม่กระจายออกมามากนัก

            เป็นไปได้ไหมว่าฆาตกรทำแบบนี้เพื่อปกปิดอาชญากรรมของตัวเองเพื่อไม่ให้ใครสงสัยว่ามีศพซ่อนอยู่ที่นี่?

            ผมไม่เข้าใจทั้งหมดและยังคาดเดาเจตนาของฆาตกรไม่ได้

            แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน

            หากอีกฝ่ายสามารถใช้ยันต์ได้นั่นหมายความว่าแฟนของจูเจินเจินต้องเกี่ยวข้องกับวงการของผมไม่มากก็น้อย

            หรือไม่แน่ว่าเขาอาจจะเป็นพวกผู้ฝึกตนสายมาร

            แต่วิญญาณของจูเจินเจินเองก็ไม่ได้รู้อะไรมากนักแทบไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมได้เลย

            สิ่งเดียวที่เธอบอกผมได้คือแฟนของฉันชื่อติงเต๋อเหวิน

            ผมพยักหน้าเก็บข้อมูลไว้ก่อนละสายตาไปมองเจ้าของโรงแรมที่นั่งตัวสั่นอยู่ไม่ไกล

            ไม่มีอะไรที่ผมเกลียดไปกว่าคนที่ทรยศครอบครัวและลักลอบมีความสัมพันธ์ลับๆ ผมจึงเดินตรงไปหาเขาทันที

            เมื่อเห็นผมเดินเข้ามาสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมาก จากความก้าวร้าวในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว

            เขาเบิกตากว้างมองผมอย่างระแวดระวัง “แก…แกจะทำอะไร!”

            ดูเหมือนจูเจินเจินจะทำให้เขาหวาดผวาจนเป็นบาดแผลทางจิตใจไปแล้ว

            ผมยิ้มเย็นก่อนตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ไม่ทำอะไรหรอกแค่จะดูว่าคุณจะยืนกลับหัวกินขี้ยังไง”

            “น้องชาย เราแค่ล้อกันเล่น! ไม่ต้องเอาจริงก็ได้มั้ง!”

            ผมยิ้มมุมปากพร้อมแสดงท่าทีไม่ใส่ใจ “โอเคงั้นผมจะให้เพื่อนที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นคนมาคุยกับคุณแทน…”

            พูดจบผมหันหลังเตรียมเดินจากไป

            เจ้าของโรงแรมอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำทวนคำว่า “ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น” ซ้ำไปซ้ำมา

            แล้วจู่ๆเขาก็เหมือนจะนึกอะไรออก

            ทันใดนั้นเขากระโจนเข้ามาขวางหน้าผมอย่างรวดเร็ว “น้องชาย น้องชาย!ได้โปรดเถอะ อย่าทำแบบนี้เลยนะ!”


             

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน