“นะ นะ นี่ นี่เจ้าจะทำอะไร?”
ผู้เฒ่าลู่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ แค่เห็นเข็มเงินเขาก็รู้สึกกลัวแล้ว
เหอจิ่วเหนียงอธิบายอย่างใจเย็น “เพื่อไม่ให้ทุกคนเผยพิรุธ เมื่อวานข้าไปที่โรงหมอ จ่ายเงินขอให้หมอท่านหนึ่งสอนทักษะบางอย่างให้ โดยแทงจุดฝังเข็มเพียงไม่กี่จุดก็ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความเจ็บปวดได้จริง ๆ แล้วเจ้าค่ะ”
นางกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น ‘คนพิการ’ กลุ่มนี้เดินเหินเร็วกว่าคนปกติอีก ไม่แนบเนียนเอาเสียเลย นางจึงอยากจำกัดการเคลื่อนไหวของพวกเขาสักหน่อย
เหล่า ‘ผู้พิการ’ ได้ยินดังนั้นก็มองเข็มเงินที่ทั้งหนาและยาวด้วยความหวาดผวา แค่เห็นก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดแล้ว!
แต่เนื่องจากได้รับการสั่งสอนจากนางซุนมาแล้วเมื่อวาน ยามนี้จึงไม่มีใครกล้าปริปากถามคำใดออกมาแม้แต่คนเดียว แม้ในใจจะรู้สึกกลัว แต่ก็ต้องกัดฟันทน
หลังจากผ่านความเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืน เหอจิ่วเหนียงไม่มีแรงจะเกลี้ยกล่อมใครให้คลายความกลัวทั้งนั้น ควรแทงเข็มเงินจุดไหนนางก็แทงลงไปทันที เสร็จแล้วก็ใช้ผ้าพันบาดแผลไว้
จากนั้นนางก็แต่งรอยขีดข่วนบนใบหน้าให้ทุกคน ทาผงขาวบนริมฝีปาก บัดนี้สีหน้าแต่ละคนซีดเซียวราวกับใกล้จะสิ้นใจแล้วก็มิปาน
“น้องสะใภ้สามฉลาดจนข้าไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาชมแล้วจริง ๆ!”
ลู่เหอหรงหันมองพี่ใหญ่ของตนพลางจินตนาการถึงสภาพในตอนนี้ของตนเอง คาดว่าคงไม่ต่างจากพี่ใหญ่เท่าไร จึงเม้มปากพยักหน้าชื่นชมเหอจิ่วเหนียงด้วยใจจริง
“ใช่แล้ว! หากไม่เห็นกับตาตัวเองข้าไม่เชื่อเลยจริง ๆ!”
คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน ในใจสรรเสริญเหอจิ่วเหนียงอย่างมาก
สตรีผู้ถูกยกย่องยิ้มอย่างถ่อมตน “ไม่มีอะไรพิเศษเลย แค่วาด ๆ แต่ง ๆ ไปอย่างนั้นเอง”
“โธ่ น้องสะใภ้ไม่ต้องถ่อมตัวหรอก เจ้ามีความสามารถจริง ๆ รอเข้าเมืองไปได้อย่างปลอดภัย ข้าจะตอบแทนเจ้าแน่นอน!”
“ใช่ ๆ ๆ! พ่อของโก่วเอ๋อร์ก็ไม่อยู่ หากน้องสะใภ้มีเรื่องลำบากอะไรต้องรีบบอกพวกข้านะ เรื่องใช้แรงงานพวกข้าถนัด!”
นางซุนคว่ำปาก กระซิบกับสะใภ้อีกสองคนเสียงเบา “คำพูดพวกนี้ใคร ๆ ก็พูดเป็น หึ!”
นางหยูและนางฉินยกมือป้องปากแอบยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร
กว่าทุกคนจะเก็บข้าวของเสร็จพร้อมออกเดินทางก็เป็นยามซื่อ[1]แล้ว
เดิมทีพวกเขาคาดการณ์ว่าจะถึงประตูเมืองจิงโจวในยามอู่[2] แต่ในกลุ่มกลับมี ‘คนพิการ’ เดินทางมาด้วย ดังนั้นกว่าจะถึงปลายทางก็ล่วงเลยไปยามเว่ย[3]แล้ว
[1] ยามซื่อ = 09.00-10.59น.
[2] ยามอู่ = 11.00-12.59น.
[3] ยามเว่ย = 13.00-14.59น.
ทันทีที่ทหารยามเห็นชาวบ้านกลุ่มนี้ก็พบว่าพวกเขามีบาดแผลบนตัวเต็มไปหมด แถมสภาพยังดูสาหัส
“นี่พวกเจ้าไปโดนอะไรมาถึงมีแผลเต็มตัวเช่นนี้?”
เมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวของแต่ละคน เหล่าทหารก็ไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะกลัวจะติดเชื้อ
“ใต้เท้า พวกเราเจอพวกโจรเร่ร่อนทำร้ายระหว่างทาง เดิมทีมีกันนับร้อยกว่าคน ตอนนี้เหลือกันแค่นี้แล้ว พวกผู้ชายบาดเจ็บสาหัสกันหมด ได้ยินมาว่าจิงโจวรับคนแก่ เด็ก ผู้หญิง และพวกผู้ชายที่บาดเจ็บพิการ พวกเราก็เลยรีบมาที่นี่ และเป็นเพราะรีบเดินทาง พวกผู้ชายที่บาดเจ็บจึงมีสภาพย่ำแย่เช่นนี้ โปรดพวกท่านอนุโลมให้หน่อยได้หรือไม่!”
ทันทีที่พวกทหารเดินมาตรงหน้า นางซุนก็ร้องไห้อ้อนวอนราวกับกลัวคนไม่รู้ว่าพวกตนน่าสังเวชเพียงใด
สิ่งเหล่านี้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนสั่งการไว้ก่อนจะมาถึงที่นี่ ไม่เพียงหญิงชราเท่านั้น เหล่าสตรี และแม้แต่เด็ก ๆ ต่างก็พากันร้องไห้อย่างสุดความสามารถ
ใบหน้าเดิมทีก็ซีดเซียวอยู่แล้ว ยิ่งส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญเช่นนี้ เหล่าทหารก็รู้สึกว่าคนกลุ่มนี้น่าเวทนาจริง ๆ
และเมื่อเข้าไปตรวจสอบบาดแผลของกลุ่มบุรุษก็ยิ่งไม่อาจทนดูได้ เพียงอึดใจเดียวก็ต้องปิดจมูกและถอยหลังหนี
“ช่างน่าสงสารยิ่งนัก แผลก็เปื่อยส่งกลิ่นเหม็นแล้ว ต่อให้รักษาหายก็คงกลายเป็นคนพิการ เฉินอ๋องทรงมีพระเมตตา เมื่อพวกเจ้าเข้าเมืองไปจะได้รับเงินช่วยเหลือ พวกเจ้ารีบเอาไปรักษาตัวเถอะ!”
เรื่องได้รับเงินช่วยเหลือเมื่อวานนี้เหอจิ่วเหนียงบอกกับทุกคนแล้ว แม้จะรู้แต่ตอนนี้พวกเขาก็ต้องแสดงท่าทางตื้นตันและสำนึกในความกรุณาของเฉินอ๋องและเหล่าทหารเฝ้าประตูเมือง ก่อนจะเดินทางเข้าเมืองด้วยความซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง
.
หลังจากเข้าเมืองมาได้พักหนึ่ง และแน่ใจว่าโดยรอบไม่มีทหารแล้ว ทุกคนจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
มองดูฝูงชนที่พลุกพล่านตรงหน้า ได้ยินเสียงตะโกนขายของและเสียงหัวเราะ พวกเขารู้สึกราวกับกำลังฝันอยู่ก็มิปาน
นี่พวกเขาเข้าเมืองมาได้ง่ายดายเช่นนี้เลยหรือ? ป้ายห้อยเอวที่คุณชายฉินให้ไว้ยังไม่ทันได้ใช้เลย!
“เมียสุดที่รักของข้า ช่วยหยิกข้าที นี่พวกเรามาถึงจิงโจวแล้วจริง ๆ ใช่หรือไม่?”
นางฉินจับมือสามีไว้แน่น ฝ่ามือชื้นเหงื่อเพราะความตื่นเต้น ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยเห็นสถานที่ที่รุ่งเรืองเช่นนี้มาก่อน ตึกรามบ้านช่องเจริญหูเจริญตา ผู้คนสัญจรไปมาพลุกพล่าน!
“เป็นเรื่องจริง เมืองจิงโจวช่างรุ่งเรืองมากจริง ๆ!”
ลู่เหอหรงย้ำกับตัวเองด้วยความเหลือเชื่ออีกครั้ง ส่วนนางซุนแม้ในใจจะรู้สึกทึ่งมากแต่ก็ไม่ได้แสดงอาการใดออกมา ทั้งยังเอ็ดบุตรชายคนรอง “พอได้แล้ว อย่าทำราวกับไม่เคยเห็นโลกมาก่อนเลย ช่างขายหน้าเสียจริง!”
ผู้เฒ่าลู่ก็มีท่าทีสงบเช่นกัน ครั้นวัยหนุ่มเขาเคยเป็นหน่วยลาดตระเวนมาก่อนจึงมีโอกาสได้เห็นโลกกว้าง
แน่นอนว่าคนที่นิ่งสงบที่สุดก็คือเหอจิ่วเหนียง แต่ทุกคนคิดว่านางตื่นเต้นไปแล้วเมื่อวานนี้จึงไม่มีใครเอะใจอะไร
ทว่าอันที่จริงบรรยากาศเช่นนี้ไม่ได้น่าตื่นเต้นสำหรับเหอจิ่วเหนียงเลย ภพก่อนนางเคยพบเจอสถานที่มาทุกรูปแบบแล้ว
“พวกเจ้ายืนทำอะไรกันอยู่ตรงนี้ เนื้อตัวสกปรกเช่นนี้ไม่อายคนอื่นบ้างหรืออย่างไร นี่พวกเจ้าคงลี้ภัยมากระมัง ไปรอที่ศาลาว่าการนู่นไป อย่าเพ่นพ่าน!”
ทันใดนั้นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าดุดัน ทำเอาทุกคนตกใจไม่น้อย
“ใช่ขอรับ พวกเราเป็นผู้ลี้ภัย พวกเราไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อน ข้ารบกวนถามพี่ชายหน่อย ศาลาว่าการไปทางไหนหรือ?”
ลู่ฟู่กุ้ยนับว่ามีไหวพริบ รีบเข้าไปบอกกล่าวด้วยความเป็นมิตรทันที พวกเขาเพิ่งมาถึง หลีกเลี่ยงปัญหาก่อนจะดีกว่า
คนผู้นั้นพึงพอใจกับท่าทีของพวกเขา จึงใจดีบอกทางให้
“แม้คนในเมืองนี้จะอารมณ์รุนแรงไปหน่อย แต่พวกเราคงต้องล้างเนื้อล้างตัวอย่างที่เขาว่าจริง ๆ”
นางหยูพึมพำ สภาพพวกเขาในตอนนี้อย่าโทษคนอื่นที่รังเกียจเลย แม้แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกไม่ชอบตัวเอง
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “หากพวกเรามีที่อยู่ก็จะได้จัดการตัวเองแล้ว”
“อื้ม!”
ใบหน้าของทุกคนเผยรอยยิ้มออกมา แค่เข้าเมืองมาได้พวกเขาก็วางใจแล้ว
แม้อยากเดินเที่ยวเล่นบนถนนที่เต็มไปด้วยความครื้นเครงเส้นนี้มาก แต่พวกเขาก็ต้องอดใจไว้ก่อน บัดนี้สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือไปรายงานตัวที่ศาลาว่าการ หวังว่าจะถูกจัดให้อยู่ในสถานที่ที่ดี
.
บรรยากาศเหมือนกับเมื่อวาน ด้านนอกศาลาว่าการมีคนเนืองแน่น ส่วนมากเป็นเด็ก สตรี และคนชรา เมื่อพวกเขาเห็นกลุ่มคนตระกูลลู่ก็รู้สึกแปลกใจมาก ทว่าเมื่อเห็นเหล่าชายหนุ่มมีสภาพบาดเจ็บปางตาย ทุกคนจึงเข้าใจ
เส้นทางการลี้ภัยครั้งไม่ง่ายสำหรับทุกคนเลย
เหอจิ่วเหนียงเป็นตัวแทนกลุ่มนำสมุดประจำตัวไปมอบให้เจ้าหน้าที่ รอให้เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการเรียกชื่อ
สมุดประจำตัวของครอบครัวลู่มีกันครบ ส่วนของคนอื่นบ้างก็สูญหาย บ้างก็เสียหายระหว่างทาง จึงจำเป็นต้องทำใหม่ ทำให้เสียเวลาไม่น้อย
ทว่าเมื่อใกล้จะถึงคราวของตระกูลลู่ ศาลาว่าการกลับเตรียมปิดทำการแล้ว
“ใต้เท้า โปรดทำให้พวกเราเถอะ ได้โปรดช่วยพวกเราด้วยเถอะ ครอบครัวข้ามีคนบาดเจ็บสาหัส ยังหวังเงินช่วยเหลือนำไปรักษาตัวอยู่!”
นางซุนเห็นเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการกำลังเก็บของ บอกชัดว่าพวกเขาเตรียมปิดทำการแล้ว นางจึงร้องไห้อ้อนวอนอย่างไม่ลังเล
“ยายบ้าที่ไหนนี่!”
เจ้าหน้าที่ตกใจมาก ปกติต้องเจอผู้ลี้ภัยเนื้อตัวเหม็นสาบทั้งวันอารมณ์ก็ไม่ดีอยู่แล้ว ตอนนี้มีคนอาจหาญพรวดพราดเข้ามาทำให้ตกใจอีก จึงเกิดอารมณ์กราดเกรี้ยวทันที
“เอาละ ๆ เห็นแก่คนในครอบครัวนางที่ใกล้ตายเถอะ ดูแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ทำให้พวกเขาไป”
เจ้าหน้าที่อีกคนเข้ามาเกลี้ยกล่อมสหายร่วมงาน เห็นแก่พวกเขาที่ดูจากสภาพแล้วคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน หากคนลี้ภัยเอาตัวรอดมาได้ตลอดทาง แต่กลับต้องมาตายอยู่หน้าศาลาว่าการ พวกเขาก็ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้
.
.
.