หลังจากเหตุการณ์ถูกเด็กชายหลอก ฉินหลิวซีก็เดินทางร่วมกับหลี่จื่อเหิงไปพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองใกล้เคียง หลี่จื่อเหิงรู้สึกเป็ห่วงความไร้เดียงสาของนาง จึงอาสาเป็ผู้ดูแลชั่วคราวและพยายามสอนเื่ราวทางโลกให้นางอย่างอดทน
ในที่สุด หลี่จื่อเหิงก็พาฉินหลิวซีมาถึงคฤหาสน์ของเศรษฐีหลี่ ซึ่งเป็บ้านของญาติห่างๆ ที่เขาตั้งใจจะให้นางได้เรียนรู้ "ความเท่ากัน" ของคนภายนอก ทั้งลักษณะการพูดจา มารยาททางสังคม และการติดต่อสื่อสาร เพื่อให้นางเข้าใจในสังคมรอบนอกมากขึ้น คฤหาสน์หลังนี้โอ่อ่าตระการตา แต่ฉินหลิวซีกลับรู้สึกว่าความหรูหราเหล่านี้เป็เพียงเปลือกนอกที่ไร้แก่นสาร
หลี่จื่อเหิงพยายามชี้แนะให้นางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและมารยาทให้เข้ากับสังคม แต่ฉินหลิวซีกลับไม่สนใจที่จะปรับแก้ นางยืนกรานว่าตนเป็นักพรตหญิงที่ต้องปฏิบัติตนตามวิถีเต๋าที่เน้นความเรียบง่ายและการปลีกวิเวก การปรับตัวเข้ากับกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนของโลกภายนอกจึงเป็เื่ที่ไม่จำเป็ในสายตาของนาง ด้วยเหตุนี้ นางจึงยังคงดูแปลกแยกและโดดเด่นออกมาจากผู้คนในคฤหาสน์อย่างชัดเจน
ในคืนนั้น มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากห้องข้างๆ ปรากฏว่ามีโจรบุกเข้ามาขโมยของสำคัญของขุนนางผู้หนึ่งที่มาพัก หลี่จื่อเหิงเตรียมตัวจะออกไปช่วยตามหา แต่ฉินหลิวซีส่ายหน้า
"ช้าไปแล้วขอรับ โจรหนีไปไกลแล้ว แต่ข้ามีวิธีที่เร็วกว่า" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
นางนึกถึงวิชาล่องหนที่อาจารย์เคยสอนเมื่อครั้งยังเด็ก อาจารย์เคยบอกว่าวิชานี้ใช้ได้ผลดีที่สุดเมื่อร่างกายไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ
"วิชาล่องหนนี้ต้องใช้พลังปราณบริสุทธิ์ และต้องไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นการไหลเวียนของพลัง" ฉินหลิวซีอธิบายอย่างจริงจัง "ตอนเด็กอาจารย์เคยบอกว่าต้องถอดเสื้อผ้าทั้งหมดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด"
หลี่จื่อเหิงเบิกตากว้าง "ท่านจะทำอะไรไม่ได้นะคุณหนู! ที่นี่ไม่ใช่บนเขา!"
ฉินหลิวซีไม่สนใจคำทัดทาน นางเริ่มปลดเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็วทีละชิ้นอย่างเป็ธรรมชาติที่สุด เพราะสำหรับนางแล้ว การเปลือยกายเพื่อใช้พลังวิชาเป็เื่ปกติเหมือนการถอดรองเท้าก่อนเข้าห้อง
ชุดนักพรตสีเทาถูกปลดออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นเรือนร่างที่งดงามสมบูรณ์แบบของสตรีเพศ ผิวพรรณขาวผ่องราวหยกชั้นดีที่ถูกบ่มเพาะด้วยพลังปราณบริสุทธิ์แห่งกายหยิน์ เนินอกอวบอิ่มที่ปราศจากร่องรอยการถูกพันธนาการใดๆ เชิดชูขึ้นอย่างท้าทายแรงโน้มถ่วง เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผายที่โค้งมนงดงาม ความไร้เดียงสาในแววตาของนางตัดกับความเย้ายวนของเรือนร่างอย่างสิ้นเชิง
หลี่จื่อเหิงถึงกับหายใจติดขัด หัวใจเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง เขารู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาด ความงามที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสานั้นทำให้เขารู้สึกทั้ง เคารพ ในความบริสุทธิ์ของนาง และ ปรารถนา ในความงามที่อยู่ตรงหน้าอย่างรุนแรง เขาต้องกัดฟันแน่นเพื่อควบคุมความคิดที่พุ่งพล่าน
"ข้าจะไปแล้วนะขอรับ" ฉินหลิวซีกล่าวอย่างไม่รู้ตัวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชายหนุ่มตรงหน้า นางร่ายคาถาและใช้พลังปราณห่อหุ้มร่างกาย พริบตาเดียวร่างของนางก็หายไปจากสายตาของหลี่จื่อเหิง เหลือไว้เพียงเสื้อผ้าที่กองอยู่บนพื้น
ร่างที่มองไม่เห็นของฉินหลิวซีพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลมยามค่ำคืน นางััได้ถึงความเย็นของอากาศที่ปะทะผิวเปลือยเปล่า ซึ่งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของพลังปราณให้รวดเร็วยิ่งขึ้น นางติดตามร่องรอยของโจรไปอย่างง่ายดายด้วยวิชาตัวเบาที่ฝึกฝนมานานปี โจรผู้นั้นไม่ทันรู้ตัวเลยว่ามีร่างเปลือยเปล่าที่มองไม่เห็นกำลังไล่ตามอยู่ห่างๆ นางเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบและว่องไวราวกับิญญา
โจรผู้นั้นกำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต มือหนึ่งกอดห่อทรัพย์สินไว้แน่น เขามั่นใจว่าตนเองว่องไวพอจะหนีพ้น แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกเหมือนถูกกำแพงน้ำแข็งที่มองไม่เห็นกระแทกเข้าอย่างจัง ร่างกายหยุดชะงักกลางอากาศ ตามมาด้วยความรู้สึกเย็นะเืที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างราวกับถูกแช่แข็ง พลังปราณบริสุทธิ์ที่ไร้ซึ่งเจตนาฆ่าฟัน แต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจแห่งเต๋าได้พันธนาการเขาไว้แน่น โจรผู้นั้นพยายามดิ้นรนแต่ก็ไร้ผล เขารู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอและยกขึ้นจากพื้น ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจ เขาไม่เคยเจอวิชาที่ลึกลับและทรงพลังเช่นนี้มาก่อน มันไม่ใช่แค่การล่องหน แต่เป็การควบคุมพลังปราณในระดับที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา เขารู้สึกถึงความบริสุทธิ์และไร้เดียงสาของพลังนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ััได้ถึงความเด็ดขาดที่ไม่อาจต่อต้านได้
ในห้อง หลี่จื่อเหิงยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ดวงตาจ้องมองไปยังจุดที่ร่างของนางหายไป เขายังคงได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากภายนอก แต่เสียงนั้นก็ค่อยๆ เงียบลงไปอย่างรวดเร็ว หัวใจของเขายังคงเต้นระรัวจากภาพที่เห็นก่อนหน้านี้ และความกังวลว่านางจะได้รับอันตรายจากการใช้พลังวิชาในสภาพนั้น เขารู้ดีว่าฉินหลิวซีบริสุทธิ์และไร้เดียงสาเพียงใด แต่โลกภายนอกนั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและกิเลส การที่นางออกไปในสภาพนั้น... มันทำให้เขารู้สึกร้อนรุ่มและหวงแหนอย่างประหลาด เขาภาวนาให้นางกลับมาอย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด
ไม่นานนัก ฉินหลิวซีก็กลับมาพร้อมกับห่อของที่ถูกขโมยไป ร่างกายของนางปรากฏขึ้นอีกครั้งในสภาพเปลือยเปล่า
"ข้าได้ของคืนมาแล้วขอรับ" นางกล่าวอย่างภาคภูมิใจ "วิชาล่องหนได้ผลดีจริงๆ"
ขณะที่นางกำลังจะหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน ปรากฏเป็ ท่านขุนนางเ้าของทรัพย์ ที่ตามหาของที่หายไปพร้อมกับทหารสองนาย
ขุนนางผู้นั้นเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า: หญิงสาวเปลือยกายที่งดงามราวเทพธิดา ยืนอยู่ข้างชายหนุ่มรูปงามที่กำลังมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา และห่อของที่หายไปวางอยู่บนโต๊ะ
"นี่มันอะไรกัน! พวกเ้าเป็โจรหรือเป็ชู้กันแน่!" ขุนนางร้องเสียงหลง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและความเข้าใจผิด "พวกเ้าขโมยของข้าไปแล้วมาเล่นตลกในห้องข้าอย่างนั้นหรือ!"
ฉินหลิวซีใ นางไม่เคยคิดว่าจะมีใครเห็นนางในสภาพนี้มาก่อน หลี่จื่อเหิงรีบดึงผ้าห่มมาคลุมร่างของฉินหลิวซีไว้ทันที
"เข้าใจผิดแล้วขอรับ ท่านขุนนาง" หลี่จื่อเหิงพยายามอธิบาย "นางกำลังช่วยท่านตามหาของที่หายไป"
แต่ขุนนางไม่ฟัง เขาเห็นเพียงภาพที่ยั่วยวนและเข้าใจผิดไปไกลแล้ว ฉินหลิวซีรู้สึกถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้าเป็ครั้งแรกในชีวิต นี่คือ ความอับอาย ที่อาจารย์บอกให้นางเรียนรู้หรือ? นางไม่เข้าใจว่าทำไมการใช้พลังวิชาที่ต้องเปลือยกายถึงทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้