เช้าวันที่อากาศแจ่มใส ขบวนรถม้าของตระกูลซุนเคลื่อนตัวออกจากจวนอย่างสง่างาม มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกอันเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงที่ยิ่งใหญ่ การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการย้ายถิ่นฐานธรรมดา แต่คือการเคลื่อนพลของขุมกำลังที่ทรงพลังที่สุดภายใต้การนำของหลินเฟิง
ภายในรถม้าคันใหญ่ที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราและกว้างขวางพอที่จะบรรจุคนได้นับสิบ หลินเฟิงนั่งเอนกายอยู่บนเบาะนุ่มที่ปูด้วยขนสัตว์ชั้นดี โดยมีสาวงามทั้งห้าคอยปรนนิบัติอยู่รอบกาย บรรยากาศภายในรถม้าเต็มไปด้วยความรื่นรมย์และเสียงหัวเราะที่สดใส ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งในอดีตของตระกูลซุน
หูเม่ย นั่งอยู่ข้างกายหลินเฟิง คอยรินสุราเลิศรสและป้อนผลไม้ให้เขาด้วยท่าทางที่อ่อนช้อย "นายท่าน การเดินทางครั้งนี้ช่างน่าตื่นเต้นนัก ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพลังที่พลุ่งพล่านในเมืองหลวงที่รอเราอยู่" นางเอ่ยพร้อมกับส่งยิ้มยั่วยวนที่แฝงไปด้วยความภักดี
ไป๋เอ๋อร์ นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของรถม้า คอยตรวจตราความเรียบร้อยภายนอกผ่านหน้าต่างรถม้าด้วยสัญชาตญาณปีศาจที่ตื่นตัวอยู่เสมอ "ใครก็ตามที่กล้าขวางทางขบวนรถม้านี้ ข้าจะฉีกพวกมันเป็นชิ้นๆ เองเจ้าค่ะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันแต่แฝงไปด้วยความขี้เล่นตามบุคลิกของนาง
ในขณะที่สองพี่น้องตระกูลซุน ซือซือ และ เหมยเหมย บัดนี้กลับมารักใคร่กลมเกลียวกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซือซือนั่งอ่านตำรามนตราโบราณพลางอธิบายข้อสงสัยให้เหมยเหมยฟัง ซึ่งเหมยเหมยก็ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อพร้อมกับขัดดาบเล่มโปรดของนางไปด้วย ภาพที่พี่สาวคนโตและน้องสาวคนรองพูดคุยกันอย่างถูกคอทำให้บรรยากาศในรถม้าดูอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ทำให้ข้าและเหมยเหมยเข้าใจกันมากขึ้น" ซือซือเงยหน้าขึ้นมาสบตากับหลินเฟิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพรัก "หากไม่ได้ท่าน พวกเราคงยังคงบาดหมางกันด้วยเรื่องไร้สาระ"
ฮูหยินซุนเหม่ยหลิง ที่บัดนี้ดูเยาว์วัยและงดงามราวกับพี่สาวของลูกๆ นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับหลินเฟิง นางคอยจัดเตรียมอาหารว่างและดูแลความสะดวกสบายให้ทุกคนอย่างคล่องแคล่ว "ใช่แล้วเจ้าค่ะ ตั้งแต่ท่านหลินเฟิงเข้ามาในชีวิตเรา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แม้แต่ท่านพี่ซุนเองก็ดูมีความสุขขึ้นมาก"
พูดถึง ขุนนางซุน เขาขี่ม้าอยู่ด้านหน้าขบวนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ภายใต้มนตราลวงตาของหลินเฟิง เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าหลินเฟิงคือผู้มีพระคุณที่ช่วยกอบกู้ชื่อเสียงและแก้ปัญหาครอบครัวให้เขา ทุกครั้งที่เขาหันกลับมามองรถม้าและเห็นลูกสาวทั้งสองรักกัน เขาก็ยิ่งรู้สึกซาบซึ้งในตัวหลินเฟิงมากขึ้นไปอีก "ท่านหลินเฟิงช่างเป็นยอดคนจริงๆ ที่สามารถกำราบลูกสาวจอมพยศของข้าให้กลายเป็นกุลสตรีที่รักกันได้ขนาดนี้" เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความเลื่อมใส
ตลอดเส้นทาง หลินเฟิงไม่ได้ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เขาใช้โอกาสนี้ในการพูดคุยและปรับจูนพลังให้กับสาวๆ แต่ละคน บรรยากาศในรถม้าบางช่วงจึงเปลี่ยนจากความรื่นรมย์กลายเป็นความเร่าร้อน เมื่อหลินเฟิงเริ่มบทเรียน "บ่มเพาะพลังระหว่างเดินทาง" กับสาวๆ ทีละคนอย่างไม่ถือสา โดยมีเสียงล้อรถม้าที่บดไปกับถนนช่วยกลบเสียงครางหวานหูที่เล็ดลอดออกมา
หูเม่ยและไป๋เอ๋อร์มักจะเป็นผู้เริ่มก่อนเสมอ พวกนางใช้ความเย้ายวนและสัญชาตญาณดิบในการกระตุ้นอารมณ์ของหลินเฟิง ในขณะที่ซือซือและเหมยเหมยจะคอยเรียนรู้และเข้าร่วมด้วยความเขินอายที่ค่อยๆ จางหายไป ส่วนเหม่ยหลิงจะคอยดูแลความเรียบร้อยและเข้าร่วมเป็นคนสุดท้ายเพื่อปิดท้ายบทเรียนอย่างสมบูรณ์แบบ
การเดินทางที่ควรจะเหนื่อยล้ากลับกลายเป็นการพักผ่อนและการเพิ่มพูนพลังที่แสนสุขสม สาวๆ แต่ละคนต่างแสดงออกตามบุคลิกของตน หูเม่ยที่ขี้อ้อน ไป๋เอ๋อร์ที่ดุดัน ซือซือที่อ่อนหวาน เหมยเหมยที่รุนแรง และเหม่ยหลิงที่นุ่มนวล ทั้งหมดนี้หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การบงการของหลินเฟิง
"อีกไม่กี่วันเราก็จะถึงเมืองหลวงแล้ว" หลินเฟิงเอ่ยขึ้นขณะลูบไล้เรือนร่างของสาวๆ ที่นอนระเนระนาดอยู่รอบกายด้วยความสุขสม "ที่นั่นคือสมรภูมิที่แท้จริง และข้าต้องการให้พวกเจ้าทุกคนพร้อมที่สุด"
ทุกคนต่างขานรับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น บัดนี้พวกนางไม่ใช่เพียงแค่หญิงสาวที่ร่วมเดินทาง แต่คือขุมกำลังที่พร้อมจะถวายชีวิตให้กับจอมมารจิ้งจอกผู้นี้ การเดินทางสู่เมืองหลวงครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยความหวังและความทะเยอทะยานที่พุ่งพล่านไปทั่วทั้งขบวนรถม้า...
ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวผ่านทิวทัศน์อันงดงามของชนบทมาได้หลายวัน จนกระทั่งเข้าสู่เขตแดนของเทือกเขาที่สลับซับซ้อนและปกคลุมไปด้วยป่าทึบ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของโจรป่าและผู้ร้าย ขุนนางซุนที่แม้จะอยู่ในมนตราสะกด แต่ก็ยังคงมีสัญชาตญาณระแวดระวังภัยตามประสานักปกครอง เขาสั่งให้ทหารองครักษ์เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ไม่นานนัก เสียงสัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้นจากด้านหน้าขบวนรถม้า "ระวัง! มีโจรป่า!" เสียงตะโกนของทหารองครักษ์ดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าของม้าที่หยุดชะงักลง
หลินเฟิงที่กำลังเพลิดเพลินกับการหยอกล้อสาวๆ ภายในรถม้า ค่อยๆ เปิดม่านหน้าต่างออกมอง ภาพเบื้องหน้าคือกลุ่มโจรภูเขาประมาณยี่สิบกว่าคน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ถืออาวุธมีดดาบและกระบองครบมือ พวกมันปิดบังใบหน้าด้วยผ้าสีดำ เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่เต็มไปด้วยความโลภและความหื่นกระหาย
หัวหน้าโจรเป็นชายร่างใหญ่กำยำ มีรอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้า มันก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง "ฮ่าๆๆ! วันนี้โชคดีจริงๆ ได้เจอขบวนรถม้าของขุนนางผู้มั่งคั่ง แถมยังมีสาวงามอยู่เต็มรถอีกด้วย! พวกเจ้าจงทิ้งทรัพย์สินทั้งหมดและส่งหญิงสาวออกมาซะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า!"
ทหารองครักษ์ของตระกูลซุนเตรียมพร้อมเข้าปะทะ แต่หลินเฟิงกลับโบกมือห้าม "ใจเย็นๆ พวกเจ้า ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง" เขากล่าวด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก ในใจกำลังคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทดสอบพลังของสาวๆ และอาจจะได้พบกับเรื่องสนุกๆ ระหว่างทาง
แต่ก่อนที่หลินเฟิงจะลงมือ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังกลุ่มโจร "พวกโจรชั่วช้า! กล้าดียังไงมาปล้นสะดมกลางวันแสกๆ!"

ทุกคนหันไปมองตามเสียงนั้น และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้ทุกคนต้องตะลึงงัน หญิงสาวผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนก้อนหินสูง นางสวมชุดสีขาวสะอาดตาที่ตัดกับสีเขียวของป่าได้อย่างลงตัว ผมยาวสลวยสีดำขลับถูกรวบขึ้นเป็นมวยสูง เผยให้เห็นใบหน้ารูปไข่ที่งดงามราวกับนางเซียน ดวงตาคมกริบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากอิ่มสีชมพูอ่อน มือเรียวเล็กแต่แข็งแกร่งของนางถือกระบี่เล่มหนึ่งที่เปล่งประกายสีเงินยามต้องแสงอาทิตย์
ข้างกายนางมีชายหนุ่มอีกสองคนยืนอยู่ ชายคนแรกมีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา คิ้วกระบี่คมเข้ม สวมชุดนักพรตสีฟ้าอ่อน อีกคนหนึ่งมีรูปร่างกำยำกว่าเล็กน้อย ใบหน้าคมคาย ดวงตาฉายแววเจ้าชู้ สวมชุดนักรบสีดำ ทั้งสองต่างถืออาวุธประจำกายและจ้องมองหญิงสาวชุดขาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและห่วงใย
"มู่หรงชิง!" หัวหน้าโจรตะโกนด้วยความตกใจ "ไม่คิดว่าจะได้เจอจอมยุทธหญิงแห่งสำนักกระบี่เมฆาที่นี่!" มันดูเหมือนจะรู้จักหญิงสาวผู้นี้เป็นอย่างดี
มู่หรงชิง ไม่ตอบคำ นางกระโดดลงจากก้อนหินอย่างแผ่วเบาราวกับขนนก พุ่งเข้าใส่กลุ่มโจรด้วยความเร็วที่ยากจะมองตามทัน กระบี่ในมือของนางวาดลวดลายพลิ้วไหวราวกับมังกรเหิน ฟันฟาดใส่โจรแต่ละคนอย่างแม่นยำและรวดเร็ว เสียงร้องโหยหวนของโจรดังขึ้นสลับกับเสียงคมกระบี่ที่แหวกอากาศ
ศิษย์พี่ทั้งสองของนางก็ไม่น้อยหน้า ชายหนุ่มชุดฟ้าใช้ฝ่ามือวาดลวดลายพลังปราณเข้าใส่กลุ่มโจร ทำให้พวกมันกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง ส่วนชายหนุ่มชุดดำใช้ดาบใหญ่ฟาดฟันอย่างดุดัน ทุกครั้งที่ดาบของเขากระทบกับร่างโจร ก็จะมีเสียงกระดูกหักดังขึ้น
หลินเฟิงมองดูการต่อสู้ด้วยความสนใจ เขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่บริสุทธิ์และแข็งแกร่งจากมู่หรงชิง นางไม่ใช่แค่จอมยุทธหญิงธรรมดา แต่เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์และได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม สาวๆ ในรถม้าต่างก็มองดูการต่อสู้ด้วยความตื่นเต้น โดยเฉพาะไป๋เอ๋อร์และเหมยเหมยที่ดูเหมือนจะคันไม้คันมืออยากจะเข้าร่วมด้วย
ไม่นานนัก กลุ่มโจรภูเขาก็ถูกจัดการจนราบคาบ บางส่วนบาดเจ็บสาหัส บางส่วนหนีรอดไปได้ มู่หรงชิงเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยท่าทางสงบนิ่ง ราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ขุนนางซุนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก็รีบลงจากหลังม้าและเดินเข้าไปหามู่หรงชิงด้วยความนอบน้อม "ข้าน้อยซุนเหวิน ขุนนางขั้นสามแห่งเมืองจินหลิง ขอขอบพระคุณจอมยุทธหญิงมู่หรงชิงและท่านผู้กล้าทั้งสองที่ให้ความช่วยเหลือ ขบวนรถม้าของข้าน้อยคงต้องตกอยู่ในอันตรายหากไม่ได้พวกท่าน"
มู่หรงชิงโค้งคำนับตอบอย่างสุภาพ "ท่านขุนนางซุนไม่จำเป็นต้องมากพิธี พวกเราเป็นผู้ฝึกยุทธ การช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนเป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว"
ขุนนางซุนหันไปมองหลินเฟิงที่ลงมาจากรถม้าพร้อมกับสาวๆ เขาเห็นแววตาชื่นชมในตัวมู่หรงชิงจากหลินเฟิง และด้วยมนตราสะกดที่ทำให้เขาเชื่อฟังหลินเฟิงอย่างสนิทใจ เขาจึงเอ่ยปากชวนมู่หรงชิงและศิษย์พี่ทั้งสอง "ไม่ทราบว่าพวกท่านกำลังจะเดินทางไปที่ใด หากไม่รังเกียจ ข้าน้อยกำลังจะเดินทางเข้าเมืองหลวงเช่นกัน หากพวกท่านอนุญาต ข้าน้อยขอเชิญพวกท่านร่วมเดินทางไปกับขบวนรถม้าของข้าน้อย เพื่อความปลอดภัยของพวกท่านและเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณในครั้งนี้"
มู่หรงชิงหันไปมองศิษย์พี่ทั้งสอง ชายหนุ่มชุดฟ้าพยักหน้าเล็กน้อย ส่วนชายหนุ่มชุดดำส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้มู่หรงชิง "เช่นนั้นก็รบกวนท่านขุนนางซุนด้วยเจ้าค่ะ" มู่หรงชิงตอบรับอย่างสุภาพ
หลินเฟิงยิ้มอย่างพึงพอใจในใจ นี่คือโอกาสอันดีที่จะได้ใกล้ชิดกับมู่หรงชิง และเริ่มแผนการ "เก็บเกี่ยว" แต้ม BP จากนาง เขาเหลือบมองศิษย์พี่ทั้งสองของนางที่ดูเหมือนจะหวงแหนมู่หรงชิงเป็นพิเศษ รอยยิ้มของเขายิ่งกว้างขึ้น "ดูเหมือนว่าการเดินทางสู่เมืองหลวงครั้งนี้จะสนุกกว่าที่คิดไว้เสียแล้ว" เขาคิดในใจ
ภายหลังจากที่มู่หรงชิงและศิษย์พี่ทั้งสองเข้าร่วมขบวนเดินทาง หลินเฟิงยังคงรักษาท่าทีที่สงบนิ่งและสุขุม เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะเข้าไปทำความรู้จักกับนางเซียนผู้นี้ด้วยตนเอง แต่กลับเลือกที่จะนั่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ภายในรถม้าที่หรูหรา ปล่อยให้ "เนตรจอมมาร" ทำหน้าที่วิเคราะห์ทุกรายละเอียดของเป้าหมายใหม่จากระยะไกล
จากการสังเกตอย่างถี่ถ้วน หลินเฟิงพบว่า มู่หรงชิง มีลักษณะนิสัยที่น่าสนใจยิ่ง นางเป็นสตรีที่ยึดมั่นในคุณธรรมและกฎเกณฑ์ของสำนักอย่างเคร่งครัด ท่าทางที่ดูเย็นชาและห่างเหินนั้นไม่ใช่เพราะความหยิ่งยโส แต่เป็นเพราะนางถูกฝึกฝนมาให้ควบคุมอารมณ์และจิตใจให้สงบนิ่งดั่งผิวน้ำ ทว่าภายใต้ความสงบนิ่งนั้น หลินเฟิงสัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวและความปรารถนาลึกๆ ที่จะได้รับการปกป้องและทำความเข้าใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ศิษย์พี่ทั้งสองของนางยังไม่สามารถมอบให้ได้
ศิษย์พี่ใหญ่ หลี่หมิง แม้จะดูสุภาพและให้เกียรตินางเสมอ แต่เขากลับมีความยึดติดในกรอบประเพณีมากเกินไป ทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับมู่หรงชิงดูเหมือนพี่ชายกับน้องสาวมากกว่าคนรัก ส่วนศิษย์พี่รอง จางเหว่ย แม้จะมีความร่าเริงและพยายามเอาใจนาง แต่ความเจ้าชู้ที่แฝงอยู่ในแววตาทำให้มู่หรงชิงมักจะรักษาระยะห่างอยู่เสมอ นางยังคงลังเลและไม่ปักใจเลือกใคร เพราะลึกๆ แล้วนางยังไม่พบ "บุรุษที่แท้จริง" ที่สามารถสยบทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของนางได้
เหล่าสาวงามของหลินเฟิง ทั้งหูเม่ย ซือซือ ไป๋เอ๋อร์ เหมยเหมย และเหม่ยหลิง ต่างก็เป็นสตรีที่มีไหวพริบเลิศล้ำ พวกนางเพียงแค่มองตาหลินเฟิงก็เข้าใจถึงความต้องการของนายท่านได้ทันที โดยที่เขาไม่ต้องเอ่ยปากสั่งการแม้แต่คำเดียว พวกนางรู้ดีว่าความก้าวหน้าของหลินเฟิงหมายถึงความมั่นคงและพลังที่เพิ่มพูนของพวกนางด้วยเช่นกัน ดังนั้นการดึงมู่หรงชิงเข้าสู่ฮาเร็มจึงเป็นภารกิจที่พวกนางพร้อมใจกันสนับสนุนอย่างเต็มที่
ในช่วงเวลาพักแรมคืนแรก เหล่าสาวงามเริ่มเคลื่อนไหวตามแผนการที่ไร้เสียง หูเม่ย และ ซือซือ ใช้ความอ่อนหวานและกิริยาที่ดูเป็นมิตรเข้าไปชวนมู่หรงชิงสนทนาเรื่องการปรุงโอสถและเคล็ดวิชาปราณหยิน ซึ่งเป็นหัวข้อที่มู่หรงชิงให้ความสนใจ ความรอบรู้ของซือซือและความเย้ายวนที่ดูไร้พิษสงของหูเม่ยทำให้นางเซียนเริ่มลดกำแพงในใจลงและยอมร่วมวงสนทนาด้วยความเต็มใจ
ในขณะเดียวกัน ไป๋เอ๋อร์ และ เหมยเหมย ก็เข้าไปตีสนิทกับศิษย์พี่ทั้งสองในเชิงของการแลกเปลี่ยนวิชาการต่อสู้ ความดุดันและตรงไปตรงมาของพวกนางทำให้หลี่หมิงและจางเหว่ยไขว้เขวและเริ่มโอ้อวดวิชาฝีมือเพื่อสร้างความประทับใจ จนหลงลืมที่จะคอยเฝ้าระวังมู่หรงชิงเหมือนเช่นเคย เปิดโอกาสให้หูเม่ยและซือซือได้เจาะลึกถึงข้อมูลส่วนตัวและปมในใจของนางเซียนได้มากขึ้น
ส่วน ฮูหยินซุนเหม่ยหลิง ใช้ประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชนและมนตรานางพญาที่เพิ่งได้รับมา คอยสังเกตการณ์อยู่รอบนอก นางคอยจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดูเหมือนจะมอบให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่แท้จริงแล้วกลับแฝงไปด้วยการสร้างความประทับใจเฉพาะตัวให้กับมู่หรงชิง ทำให้นางเซียนรู้สึกว่าขบวนรถม้านี้มีความอบอุ่นและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
หลินเฟิงนั่งจิบสุราอยู่ภายในเต็นท์ มองดูความเคลื่อนไหวทั้งหมดด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ ข้อมูลที่สาวๆ รวบรวมมาได้ค่อยๆ หลั่งไหลเข้าสู่การประมวลผลของเขา มู่หรงชิงเป็นคนรักความยุติธรรม ชอบความเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความลึกซึ้ง และที่สำคัญคือนางมีความลับบางอย่างเกี่ยวกับสายเลือดของนางที่แม้แต่ศิษย์พี่ทั้งสองก็ยังไม่รู้
"หมากกระดานนี้เริ่มเดินได้อย่างสวยงาม..." หลินเฟิงคิดในใจ "เมื่อข้อมูลครบถ้วน และจิตใจของนางเริ่มสั่นคลอน เมื่อนั้นข้าจะปรากฏตัวในฐานะ 'ผู้ช่วยชีวิต' ที่แท้จริงของนาง"
เขาสัมผัสได้ว่ามู่หรงชิงเริ่มมองมาทางเต็นท์ของเขาด้วยความสงสัยและสนใจในตัว "ท่านหลินเฟิง" ผู้ลึกลับที่เหล่าสาวงามต่างยกย่องบูชา ความอยากรู้อยากเห็นคือจุดเริ่มต้นของความลุ่มหลง และหลินเฟิงก็พร้อมที่จะใช้ความอยากรู้อยากเห็นนั้นเป็นบ่วงคล้องคอของนางเซียนผู้นี้ในไม่ช้า
การเดินทางสู่เมืองหลวงยังคงดำเนินต่อไป แต่ในสมรภูมิแห่งหัวใจและการแย่งชิง หลินเฟิงได้ก้าวล่วงหน้าไปหลายก้าวแล้ว โดยมีเหล่าสาวงามผู้ภักดีเป็นกองหนุนที่ทรงพลังที่สุด...