
รถม้าเดินทางมาถึงหน้าคฤหาสน์ตระกูลอีสตันบูลซึ่งสร้างจากอิฐฉาบปูนทาสีขาวมุงหลังคาสีเขียวขี้ม้าแคเรนลงจากรถม้าโดยมีคาร์ลและไกอัสเดินตามหลังเข้าไปในคฤหาสน์ พ่อบ้านของคฤหาสน์เดินนำทั้งสามคนผ่านประตูไม้หน้าคฤหาสน์มาตามโถงทางเดินที่ขนาบข้างด้วยประตูห้องก่อนจะหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าประตูคู่ซึ่งดูจากภายนอกแล้วห้องนี้น่าจะกินพื้นที่กว้างขวางที่สุดพ่อบ้านเปิดประตูห้องก่อนผายมือเชิญทั้งสามคนเข้าไปในห้อง
ภายในเป็ห้องโถงเพดานทรงสูงโค้งมนรูปทรงโดมทั้งสามคนเดินผ่านเสาสีขาวซึ่งสลักลวดลายสวยงามทีละต้นจนมาถึงหน้าเก้าอี้นั่งขนาดใหญ่ด้านในสุดซึ่งตั้งอยู่กลางห้องโถงฝั่งซ้ายขวาเป็ที่วางของเก้าอี้ยาวมีพนักพิงสำหรับแขกผู้มาเยือนโดยมีโต๊ะวางถ้วยน้ำชาและขนมหวานจัดสำรับไว้
ชายวัยกลางคนผมสีน้ำตาลแซมเทาเดินลงจากเก้าอี้ตัวใหญ่มาต้อนรับแคเรนเก้าอี้ฝั่งขวามีเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอและมีใบหน้าละม้ายคล้ายชายวัยกลางคนนั่งอยู่แคเรนเดาว่าชายวัยกลางคนก็คือเบอร์นาร์ดซึ่งเป็เ้าตระกูลอีสตันบูลส่วนเด็กหนุ่มคงเป็อีริคบุตรชายคนเดียวของเขาเธอจึงย่อเข่าลงนิดหนึ่งเพื่อเป็การทักทายในขณะที่คาร์ลและไกอัสต่างก็โน้มตัวโค้งคำนับให้เบอร์นาร์ด
เบอร์นาร์ดในชุดสีเขียวขี้ม้าเดินมาพยุงแคเรนให้ลุกขึ้นยืนแล้วจึงหันไปโบกมือให้คาร์ลและไกอัสทำตัวตามสบายั์ตาสีน้ำตาลของเขาตอนนี้จ้องมองแคเรนนิ่ง คาดเดาได้ยากว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่เขากล่าวทักทายแคเรน
“ข้าไม่ค่อยได้เข้าไปที่ปราสาทเลยแทบไม่เคยเจอท่านหญิงเลย”
“ข้าเองก็อยู่แต่ในปราสาทไม่ค่อยได้ออกมาพบคนภายนอกเท่าใดนัก วันนี้ได้ออกมาเปิดหูเปิดตาแล้ว”
“ท่านหญิงเชิญนั่งก่อน”เบอร์นาร์ดผายมือไปทางที่นั่งฝั่งซ้ายของบัลลังก์ แคเรนคาร์ลและไกอัสจึงเดินไปลงนั่งเผชิญหน้ากับอีริค
เบอร์นาร์ดเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้ของเ้าบ้านที่กลางห้องโถงก่อนจะเริ่มกล่าวกับทั้งฝ่ายแคเรน
“ท่านหญิงคงเดินทางมาลำบากเห็นเมืองไมเนอร์แล้วคิดเห็นอย่างไรบ้าง”
“เป็เมืองที่มีเครื่องมือแปลกตาให้เห็นมากมาย ข้าชอบความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างความสะดวกสบายให้กับชาวเมือง”
เบอร์นาร์ดยิ้มออกก่อนกล่าวกับแคเรน“ถือว่าท่านช่างสังเกตใช้ได้ถ้าเช่นนั้นท่านคงรู้มาบ้างว่าเมืองไมเนอร์มีชื่อเสียงในเื่อะไร”
“แร่เหล็กวิสทานัม”แคเรนกล่าวตอบ “และข้ายังทราบอีกด้วยว่าตระกูลอีสตันบูลเป็ช่างตระกูลเดียวที่สามารถแปรรูปโลหะวิสทานัมได้เพราะโลหะวิสทานัมมีสภาพเป็ของเหลว เดิมทีมีเพียงพลังของราชวงศ์แอนเชสก้าจึงจะแปรรูปได้แต่หลังจากตระกูลอีสตันบูลได้รับพลังจากราชวงศ์แล้ว ก็สามารถแปรรูปโลหะวิสทานัมได้”
เบอร์นาร์ดพยักหน้าด้วยความพอใจแล้วจึงตอบเธอ“ถูกต้อง ในบรรดาแปดตระกูลพลังของตระกูลอีสตันบูลเป็ตระกูลเดียวที่สามารถแปรรูปโลหะวิสทานัมได้จึงได้รับความไว้วางใจนับแต่ราชินีเรเนเซียที่หนึ่งให้ดูแลเื่อาวุธยุทโธปกรณ์ในราชอาณาจักรลอฟท์เรียถือว่าเ้าทำการบ้านมาดี”
แคเรนเพียงแต่พยักหน้ารับก่อนจะกล่าวกับเขา“ข้าได้ยินว่าเหมืองแร่โลหะวิสทานัมอยู่ห่างจากตัวเมืองไปไม่ไกลหากข้าจะขอเข้าไปชมให้เห็นกับตา หวังว่าท่านจะอนุญาต”
“ข้าไม่ขัดหรอกเพียงแต่วันนี้ใกล้จะเย็นแล้ว ข้าคิดว่าไปวันพรุ่งนี้คงจะเหมาะสมกว่า”
“แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควร”
“ถ้างั้นวันนี้ท่านก็อยู่ร่วมรับประทานมื้อเย็นกับข้าก็แล้วกัน”เบอร์นาร์ดกล่าวก่อนจะหันไปยังเด็กหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่ข้างหลังแคเรนแล้วถามเธอ“สองคนนี้คงเป็บุตรของตระกูลชาฟเวิร์นกับบุตรของตระกูลเวนดีสสินะ”
แคเรนเบิกตาด้วยความแปลกใจก่อนจะรีบแย้งขึ้น“บุตรของตระกูลชาฟเวิร์นถูกต้อง แต่อีกคนเป็พ่อบ้านของข้ามีนามว่า คาร์ล พาฟเนอร์ไม่เกี่ยวข้องกับแปดตระกูล”
เบอร์นาร์ดย่นคิ้วพลางมองพิจารณาเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลแดงอีกครั้งดวงตาสีมรกตและดวงหน้าของเขามีเอกลักษณ์ของตระกูลเวนดีสผสมอยู่อย่างแน่นอนแต่ในเมื่อแคเรนยืนยันหนักแน่น เขาก็ไม่ติดใจอีก เขากล่าวกับเธอ
“งั้นพวกเ้าก็ทำความรู้จักกับอีริคเอาไว้เถอะในภายภาคหน้าคงได้พึ่งพาอาศัยกัน”
อีริคเป็เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบหม่นั์ตาสีเดียวกับผมบนโครงหน้าคมเข้ม แต่แขนขายังไม่มีกล้ามเนื้อเท่ากับพ่อของเขาเขาเงยหน้ามองฝั่งแคเรนก่อนกล่าวทักทาย
“คิดว่างานนี้ข้าจะไม่มีโอกาสได้พูดแล้วข้าอาจไม่เคยได้พบท่านหญิงแต่ก็ได้ยินเื่ของท่านมาบ้าง”
“ข้าเองก็เคยได้ยินเื่ของท่านในที่สุดก็ได้พบกัน”
“ส่วนเ้า”อีริคหันไปมองทางไกอัส “ไม่เจอตั้งนาน ดาบชุดล่าสุดที่เอาไปเป็ยังไงบ้าง”
“ใช้การได้ดีน้ำหนักเบาแต่คมกริบ ทหารในปราสาทต่างก็ชอบใจ”
“แล้วดาบของเ้าเองล่ะต้องลับคมมั้ย”
“สักหน่อยก็ดี”
“งั้นคุยกับท่านพ่อเสร็จแล้วค่อยไปที่โรงตีเหล็กของข้า”
ก่อนจะถึงเวลาอาหารค่ำยังพอเหลือเวลาอีกนิดหน่อยแคเรนเดินตามไกอัสกับอีริคโดยมีคาร์ลตามหลังมาด้วย ทั้งสี่คนหยุดฝีเท้าที่หน้าโรงตีเหล็กซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองอยู่ห่างจากปราสาทไปไม่ไกลนักแคเรนได้ยินเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นมาจากข้างในั้แ่ยังไม่ก้าวผ่านประตู
โรงเหล็กตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองจึงมีบริเวณกว้างขวางล้อมด้วยประตูรั้วเหล็กแคเรนรู้สึกถึงไอร้อนที่วิ่งผ่านอากาศออกมาจากภายในโรงตีเหล็กเมื่อเข้าไปข้างในก็ได้พบกับเตาเผาขนาดใหญ่สามสี่เตา แท่นเหล็กสำหรับตีโลหะและแท่นพิมพ์ขึ้นรูปโลหะขนาดเล็กซึ่งวางไว้เหนือโต๊ะที่สร้างจากอิฐปูนติดกำแพงรอบโรงตีโลหะมีอุปกรณ์รูปแบบต่างๆ แขวนอยู่บนกำแพงด้วย
อีริคเดินนำทุกคนมายังโต๊ะฝั่งหนึ่งซึ่งเป็ที่วางของภาชนะเหล็กมีลักษณะเป็ชามก้นลึกภายในชามบรรจุของเหลวสีเงินแวววาวอยู่เต็ม แคเรนมองดูของเหลวในชามอยู่สักครู่ใหญ่ดวงตาของเธอก็เปลี่ยนเป็สีแดงเืเธอรู้ได้ทันทีว่ามันคือแร่โลหะวิสทานัม อีริคเห็นั์ตาที่สะท้อนแสงราวกับพลอยโกเมนของเธอก็กล่าวขึ้น
“ข้าพึ่งเคยเห็นั์ตาของผู้สืบสายเืของราชวงศ์แอนเชสก้า งดงามมาก”
ดวงตาสีแดงเืของแคเรนเปลี่ยนกลับเป็เทอร์คอยส์เธอกล่าวตอบ “ข้าพึ่งเคยเห็นแร่วิสทานัมในสภาพนี้”
“นี่คือแร่ดิบยังไม่ผ่านการตี”
อีริคพูดพลางเดินนำทั้งสามคนไปดูที่เตาซึ่งมีช่างคนหนึ่งกำลังเทแร่วิสทานัมลงในแท่นพิมพ์แท่นพิมพ์มีด้ามยาวยื่นออกมาไกลจากเตาเผาทำให้ช่างไม่ต้องเข้าไปใกล้เตามากนักเมื่อยื่นแท่นพิมพ์เข้าไปในเตาเผาแล้วทิ้งเอาไว้ครู่ใหญ่ก่อนจะดึงแท่นพิมพ์ออกมา แร่วิสทานัมในแท่นพิมพ์ก็ยังคงเป็เพียงของเหลวไหลอยู่ในแท่นพิมพ์ร้อนๆนั้น
“แร่วิสทานัมไม่มีทางเปลี่ยนรูปร่างไม่ว่าจะผ่านความร้อนหรือผ่านการตีกี่ครั้งก็ตาม”อีริคอธิบาย “ดังนั้นวิธีการตีเหล็กธรรมดาใช้กับแร่วิสทานัมไม่ได้”
“แล้วพวกท่านทำยังไงหรือ”แคเรนกล่าวถาม
“เมื่อไม่นานมานี้ตระกูลอีสตันบูลได้ค้นพบผลึกหัวใจของสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่งที่สามารถกักเก็บพลังงานรูปแบบต่างๆได้ รวมถึงพลังควบคุมโลหะวิสทานัมของตระกูลอีสตันบูลด้วย”อีริคตอบก่อนจะหันหลังไปหยิบค้อนตีเหล็กที่แขวนอยู่บนกำแพงเขาดึงผลึกรูปทรงกลมขนาดเท่าข้อนิ้วชี้หนึ่งข้อออกมาจากด้ามค้อนแล้วยื่นให้ทุกคนดู
“นี่น่ะหรือผลึกที่ว่า”ไกอัสหยิบมาลองส่องกับไฟ มองเห็นผลึกใสไร้สีแต่แวววาวเหมือนผลึกเพชร หากสังเกตดีๆจะมองเห็นไอสีแดงเืพุ่งพล่านอยู่ภายใน เขาถามขึ้นอย่างสงสัย “ไอสีแดงนี่คืออะไร”
“คือพลังควบคุมแร่วิสทานัมของตระกูลอีสตันบูลเมื่อใช้พลังในระยะรัศมีสิบเมตรรอบผลึกผลึกจะดูดพลังเข้าไปเก็บเอาไว้ในรูปแบบไอพลังงาน” อีริคอธิบาย “สัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดนี้ชื่อว่าคอร์กัสผลึกจึงถูกตั้งชื่อตามมัน”
“งั้นท่านก็นำผลึกคอร์กัสนี้ฝังลงในค้อนตีเหล็กเพื่อใช้พลังของตระกูลอีสตันบูลในการตีขึ้นรูปโลหะวิสทานัมสินะ” แคเรนกล่าวพลางมองดูผลึกในมือของไกอัส
“ต้องเป็ค้อนตีเหล็กที่ออกแบบเป็พิเศษสำหรับใช้พลังจากผลึกคอร์กัสได้ด้วยไม่งั้นก็ใช้ไม่ได้”
“งั้นผลึกนี่จะกักเก็บพลังของราชวงศ์แอนเชสก้าได้มั้ยนะ”
สายตาของแคเรนเป็ประกายแต่อีริครีบปฏิเสธทันที
“ท่านพูดแบบนี้จะทำให้ตระกูลข้าถูกปะาได้นะท่านรู้มั้ยว่าองค์ราชินีเคยทรงกริ้วมากเมื่อได้ยินเื่ผลึกคอร์กัสท่านพ่อก็เลยต้องผลิตอุปกรณ์ที่ใช้พลังของผลึกคอร์กัสอย่างลับๆ ใช้ได้กับเื่ภายในตระกูลเราอย่างการตีเหล็กเท่านั้นใช้อย่างอื่นไม่ได้เด็ดขาด และอาวุธหรืออุปกรณ์ที่ถูกสร้างจากโลหะวิสทานัมจะต้องรายงานจำนวนที่ผลิตออกมาทุกเดือนด้วย”