เก้ามังกรสยบมาร

    ตอนที่ 2 ผู้อ่อนเเอที่อดกลั้น

    ตอนที่ 2ผู้อ่อนเเอที่อดกลั้น



    ณ สวนด้านเรือนหยกขาว
    หนิงเจี้ยนส่งเสียงเรียกมารดาของมันให้ตัวของมารดามันได้รับรู้ ก่อนจะก้าวเท้าเดินลงไปนั่งคุกเข่าที่ลงที่ด้านหน้าของนาง พร้อมเอื้อมมือของตนเองไปคว้าจับมือที่ซีดขาวของมารดาของมัน ขึ้นมาอย่างเบามือ ปานว่ามารดาของมันเปรียบเสมือนเเก้วบางๆ ที่เเตกหักได้ตลอดเวลา ด้วยความทะนุถนอม
    “ท่านเเม่ท่านคิดถึงข้าหรือไม่…” หนิงเจี้ยนจ้องมองไปยังดวงตาของมารดาของมัน ที่ดูไร้เเสงสว่างราวกับปลาที่ตายลงไปเเล้ว พลางกล่าวออกมาพร้อมซบหัวลงไปที่ตักของนาง
    “เจี้ยน…น้อย…” หยู๋หลิวมองไปยังบุตรของนาง ที่เอาหน้าของมันซุกลงไปที่ตักของตนเอง เเม้จะไม่ได้ยินเสียงนางก็รับรู้ได้ว่าบุตรชายของมันกำลังหลั่งน้ำตาอยู่
    เเม้เรี่ยวเเรงจะไม่ค่อยจะมี เเต่นางก็อยากปลอบบุตรของนาง นางจับหัวของมันเงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะนำเเขนเสื้อของตนเองเช็ดน้ำตาของบุตรชายคนเดียวของตนเองออก
    “พยายาม…เข้านะลูก…เเม่…อัก!” นางพยายามรวบรวมพละกำลังเเละออกเสียงให้ได้ ก่อนจะสำลักเลือดสีเเดงออกมาจากปากของตน
    “ท่านเเม่! ท่านป้าไปเอายามาให้ท่านเเม่ที!” หนิงเจี้ยนกล่าวสั่งการกับข้ารับใช้ของมารดา ที่มีนามว่า ไท่หลี่ ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวของมันเช็ดริมฝีปากของนางเบา
    ไปได้ไม่นานไท่หลี่ก็กลับมาพร้อมเม็ดยาสีฟ้าคราม ที่มีรอยสีดำอยู่เป็นจุดๆจำนวนหนึ่งก่อนจะส่งมอบให้กับหนิงเจี้ยน เพื่อป้อนให้กับตัวของมารดาของมัน
    หนิงเจี้ยนค่อยๆป้อนยาที่อยู่ในมือของมัน เข้าปากของมารดาตามด้วยน้ำสะอาด ก่อนจะเช็ดคราบน้ำลายของมารดาของมันออกจากปากของนางเบาๆ
    หยู๋หลิวจ้องมองไปยังบุตรชายด้วยความสงสารเเละสุขใจ หากนางไม่โดนลอบโจมตีทางวิญญาณ ในตอนวันเกิดที่หนิงเจี้ยนอายุได้ครบรอบขวบปี นางคงจะได้พูดคุยกับลูกของนางอย่างสนุกสนาน ทั้งยังค่อยปลอบใจเรื่องต่างๆให้กับตัวมันได้อีกด้วย
    มารดาของหนิงเจี้ยนนั้นได้รับการโจมตีทางวิญญาณที่เเฝงไปด้วยพิษ จากกลุ่มสมาคมนักฆ่านักเงาวายุสีชาด พิษที่นางโดนเข้าไปคือพิษกัดกร่อนวิญญาณมันจะทำให้ผู้ที่โดนพิษร้ายเช่นนี้เข้าไปจะไม่สามารถพูดมากได้ ทั้งยังค่อยๆกัดกร่อนร่างกายพร้อมวิญญาณไปเรื่อยๆ หากเเต่คนที่โดนเข้าไปนั้นเเข็งเเกร่งหรือมีกายาพิเศษ พิษจะมิสามารถสังหารเหยื่อได้เเต่เเล้วก็ทรมานอยู่ดี
    นั้นคือสาเหตุเเละที่มาของพิษร้ายนี้ ทั้งเเม่ทัพหนิงก็ยังไม่สามารถหาตัวสมาคมผู้กระทำได้อีกด้วย เพียงเพราะพวกมันนั้นซ่อนตัวกันเก่งเป็นอย่างมาก จึงไม่มีผู้ใดคิดว่ามันจะซ่อนตัวอยู่กันใต้ดินของเมืองคชสาร เเถมยังอยู่ที่ใต้ดินของโรงเตี๋ยมสายลมสุขสันต์ที่พึ่งก่อตั้งขึ้นมาไม่กี่สิบปี
    เเต่สุดท้ายเเล้วพวกมันทั้งหลายกลับโดนจับตัวเพียงเพราะเด็กน้อยที่ยังไม่เริ่มฝึกปราณทั้งยังมีร่างกายผอมบางราวกับกระดาษ ชักพวกมันเข้าสู่เเผนการของเด็กน้อยเจ้าเล่ห์เปรียบเสมือนดังจิ้งจอกน้อยที่มีเล่ห์เหลี่ยมเยอะเช่นนี้
    ทุกอย่างที่ทำให้พวกมันโดนจับได้คงเป็นเพราะหนิงเจี้ยนนั้นถูกบิดาของมันอบรมสั่งสอน ให้มันจดจำคำภีร์ต่างๆมากมายทั้งยังมีตำราอักขระพิชิตเซียนของตระกูหยู๋ของมารดามันที่สืบทอดกันมานับหมื่นๆปีอีกด้วย
    การฝึกตำราเเละคำภีร์บทนี้ไม่ต้องใช้ลมปราณ ใช้เพียงพลังจิตวิญญาณเท่านั้นเเต่ก็มิใช่ว่าผู้ใดจะฝึกมันได้ เพียงเพราะว่าคนที่ฝึกได้นั้นจะต้องมีร่างกายที่ยังไม่ผ่านการปรุงเเต่งจากศิลาอมตะ ที่ใช้ปลุกพลังเเละมีจิตใจที่เข้มเเข็งเพียงเท่านั้น
    มารดาของมันนั้นอยู่ในตระกูลหยู๋ ที่ล้มสะลายมานานหลังจากถูกนิกายใหญ่โจมตี จึงทำให้มารดาของมันเร่รอนหนีตายมาที่เมืองคชสารเเละพบรักกับหนิงฮ่าวบิดาของมัน ตระกูลของมารดามันใช้พลังจิตวิญญาณเเละพลังปราณควบคู่กันไป เเต่ หนิงเจี้ยนไม่สามารถฝึกปราณได้ ทั้งยังคงไม่สามารถทะลวงระดับหลุดพ้นได้อีกด้วย เเละเเรกเริ่มเดิมทีที่มันนั้นเริ่มเปิดจุกจิตวิญญาณในตอนมันอายุหนึ่งขวบนั้นคือช่วงที่ดีทีสุดเเล้วของเด็กที่พึ่งเกิดมาใหม่ๆ
    โดยคนเปิดจุกจิตวิญญาณให้มันคือมารดาของมันนั้นเอง เพราะว่าคนสุดท้ายที่จำวิธีเปิดพลังจิตวิญญาณของตระกูลหยู๋ได้คงมีเพียงเเค่หยู๋หลิวมารดาของหนิงเจี้ยนเท่านั้น ทำให้หนิงเจี้ยนต้องโดนบังคับเข้าเรียนวิชาพิชิตเซียนเเต่มันก็ยินยอมเเละตั้งใจกับตัวตำราเสียด้วย
    ด้วยความมั่นคงต่อจิตใจทำให้ในเวลาสองเดือน พร้อมทั้งความไม่ย่อท้อหนิงเจี้ยนจึงข้ามระดับมาที่ [ชูตันอ่อนจิตวิญญาณ] หรือเป็นช่วง [ชั้นที่สาม] ของพลังจิตวิญญาณ เเต่เเล้วเมื่อตอนอายุสองขวบมันได้เห็นมารดาของมันโดนทำร้ายทำให้มันตกใจก่อนจะปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณออกมาสังหารนักฆ่าทั้งหมด เเต่นางก็โดนพิษกัดกร่อนวิญญาณอยู่ดี
    นั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตอนนี้ระดับจิตวิญญาณของหนิงเจี้ยนอยู่ที่ [ผลิบานจิตวิญญาณ] เพราะมันสามารถข้ามขั้นได้ก็ต่อเมื่อผ่านวันเวลาที่เลวร้ายมาได้
    ในตอนนี้มันก็ติดอยู่ที่คอขวดของระดับผลิบานจิตวิญญาณเเล้วด้วย หากจะข้ามเข้าไปในขั้นต่อไปได้คงต้องให้หนิงเจี้ยนผ่านประสบการณ์การตายมาสักครา
    หนิงเจี้ยนค่อยยันตัวขึ้นมาจากพื้น ก่อนจะกล่าวลามารดาของมันเเละออกเดินทางไปที่โถงใหญ่ ที่จัดงานปลุกพลังอยู่ในช่วงบ่ายของวันนี้ ในระหว่างทางของหนิงเจี้ยนได้เดินผ่านผู็คนมากมาย ที่มีทั้งคนชื่นชมเเละเหยียดหยาม จวบจนมาถึงโถงใหญ่ของตระกูล มันก็รีบเดินไปนั่งที่มุมๆหนึ่ง พร้อมจะหยิบตำราพิชิตเซียนออกมาอ่านเเละฝึกไปตามที่เขียนไว้ต่อจากในหอตำรา โดยการท่องอักขระในหัวของตัวเองนับพันตัววนไปเรื่อยๆ
    “ข้าต้องลองตายจริงๆ รึถึงจะบรรลุพลัง…”หลังจากท่องอักขระนับพันจบนับร้อยรอบโดยไม่มีคนสนใจ ก็ล่วงเลยเวลามานับสามชั่วยามแนี่ก็เป็นเวลายามเย็นของวันเเล้ว
    มีคนหลายต่อหลายคนเข้าที่ไปยังศิลาอมตะ พร้อมตรวจสอบพรสวรรค์เเละยังพลังปราณเเรกเริ่มที่ปลุกได้อีก นั้นจึงทำให้คนที่อยู่ในโถงที่นี่ยึดถือศักดิ์ตามพลังปราณที่ปลุกได้ หนิงเจี้ยนลุกขึ้นเเละมองไปยังพี่หกหรือหนิงอวี้ที่เกิดก่อนเพียงเดือนเดียวเท่านั้น เดินขึ้นไปบนเเท่นก่อนจะนำมือของมันทาบลงบนศิลาอมตะ
    เเสงสีขาวสว่างเจิดจ้าขึ้นก่อนจะเลือนลางจางหายไป ก่อให้บนเหนือหัวศิลามีลูกบอลเเสงกลมๆเท่าเม็ดถั่วอยู่ห้า ลูกนั้นคือสิ่งที่บ่งบอกว่ามันอยู่ที่ขั้น เพาะเมล็ดลมปราณ ขั้นที่ 5 ถือว่าเป็นอัฉริยะของตระกูลเลยทีเดียว หากไม่นับหนิงหลิงพี่สาวของหนิงเจี้ยน ที่ปลุกพลังได้ เพาะเมล็ดลมปราณ ขั้นที่ 7 ที่เรียกได้ว่าเป็นปีศาจเลยทีเดียว
    ส่วนลูกคนอื่นของหนิงฮ่าวส่วนมากจะอยู่ที่ขั้น 3-6 เท่านั้น เมื่อได้รับการปลุกพลังจากศิลาอมตะเรียบร้อย หนิงอวี้มองไปยังมารดาของมันก่อนจะตบไปที่กลางอกของมัน ด้วยสีหน้าที่ดูภูมิใจในผลที่ออกมา ทำให้มารดาของมันดูพึงพอใจเป็นอย่างมาก ก่อนที่สองเเม่ลูกจะหันมามองที่หนิงเจี้ยนอย่างพร้อมเพียงกัน ทั้งยังส่งสายตาเหยียดยามให้พร้อมเสียงหัวเราะ หนิงอวี้ที่ไม่รู้เดินเข้ามาตอนไหนมันจับไหล่ของหนิงเจี้ยนเเน่น
    ด้วยความที่ตัวของหนิงอวี้มันปลุกพลังเเล้ว เลยทำให้พละกำลังที่เหมือนมนุษย์ธรรมดามากกว่าเเต่ก่อน ถูกยกขึ้นมาเป็นผู้ฝึกตนเเละเเข็งเเกร่ง พร้อมใช้พลังปราณในการต่อสู้ได้
    หนิงเจี้ยนกัดฟันด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะกำหมัดของมันเเน่นปล่อยให้หนิงอวี้ได้ใจต่อไป
    “น้องเจ็ดเจ้าต้องพยายามมากขึ้นหน่อยนะ ฮะๆ” มันกล่าวพร้อมออกเเรงกำหัวไหล่ของหนิงเจี้ยน จนส่งเสียงดัง ' กร๊อบ! ' ก่อนจะเดินจากไปพร้อมเสียงหัวเราะ
    หนิงเจี้ยนกัดฟันทดอาการบาดเจ็บของมัน พลางยกมือขึ้นมาจับไปที่ไหล่ข้างที่หัก ก่อนจะตวัดนิ้วที่กำลังส่องเเสงสีทองโดยที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้ จากพลังจิตวิญญาณเเละเขียนคำสองคำลงบนไหล่ของมันว่า “ระงับ” ก่อนจะกล่าวเบาๆกับตัวเอง “สำเเดงเดช…”
    ความเจ็บปวดของมันเริ่มหายไป เเต่ก็ทำได้เพียงระงับอาการเท่านั้น ด้วยความที่หนิงเจี้ยนไม่ส่งเสียงร้องเเละทรุดตัวลง จึงทำให้ดูเหมือนว่าหนิงอวี้นั้นเข้าไปให้กำลังใจเพียงเท่านั้น
    หนิงเจี้ยนมันเดินไปที่ศิลาอมตะก่อนจะทาบมือลงบนศิลา จนเกิดเเสงสีทองสว่างเจิดจ้ากว่าของหนิงอวี้ ก่อนจะจางหายไปปรากฎบอลพลังงานที่มีสีทอง อยู่เพียงหนึ่งเท่านั้น
    เพาะเมล็ดลมปราณ ขั้นที่ 1 …
    เสียงของทั้งห้องโถงเงียบสงัด หนิงเจี้ยนมองไปยังบิดาของมันที่จ้องมันมาด้วยรอยยิ้มมั่นใจ ทำให้หนิงเจี้ยนทำหน้าเสียใจก่อนจะเดินกลับไปยังเรือนหยกขาวโดยไม่รู้เลยว่าคำที่เลือนลางอยู่ด้านหลังตัวอักษรบ่งบอกระดับพลังเเยกหนิงฮ่าวจะอ่านมันออก
    “ไร้…เทียม…ทาน…” รอยยิ้มของหนิงฮ่าวยกขึ้นมาอย่างน่าเกียจ ด้วยความดีใจก่อนจะวิ่งออกไปตามบุตรชายของตนเอง เพื่อบอกกล่าวเกี่ยวกับระดับพลังใหม่อีกครั้ง โดยมีเสียงซุบซิบเเละหัวเราะตามหลังมันมา
    ไร้เทียมทานหากใครอยู่ขั้นนี้จะต้องโดนบางอย่างผนึกอยู่ ซักวันมันอาจจะคลายออก หากไม่คลายออกก็ไม่มีทางทะลวงระดับจากเพาะเมล็ดลมปราณ ไปชูต้นอ่อนลมปราณได้เลยเเต่หากสามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้ถึงสี่ขั้น เเต่สวรรค์ก็คงยังไม่เป็นใจ เพราะร่างกายของหนิงเจี้ยนมันไม่สามารถออกกำลังได้ จึงทำให้หนิงฮ่าวที่กำลังเร่งรีบหยุดชะงัก ก่อนจะร่ำไห้ออกมาเเละหันหลังกลับไป
    เพราะบางครั้งให้มันผ่านไปด้วยตนเองจะดีกว่า…
    หนิงเจี้ยนที่เดินออกมาจากห้องโถง ตอนนี้ตัวมันสลัดคราบเด็กหนุ่มผู้ที่มีความอดทนสูง ซุกหน้ามันลงตักเเม่ของมันพร้อมร้องไห้ออกมาไม่หยุด โดยมีมารดาของมันที่มีสายตาดั่งปลาตาย เเทบจะใจสลายเพราะนางไม่เคยพบเจอเวลาบุตรชายของมันร้องไห้ อย่างรุนเเรงถึงเพียงนี้เลย เพียงเเต่น้ำตาของมันเท่านั้นจะไหลออกมา นอกจากนั้นมันไม่เคยเเม้ปริปากส่งเสียงร้องไห้อีกด้วย
    ‘เจ้าคงเก็บมันไว้ในใจมามากเกินไป เช่นนั้นเเลลูกข้า…’ นางคิดในใจ พร้อมโอบกอดมันอยู่ภายในสวนเรือนหยกขาวเพียงสองคน
    โดยหนิงเจี้ยนเเละหยู๋หลิวนั้นไม่รู้เลยว่ามีคนเเอบมองเเละฟังอยู่ ด้านหลังต้นไม้ใหญ่หลังสวนของเรือนหยกขาว
    “เจ้าคงเจ็บมามากสินะ น้องข้า…”หนิงหลิงที่พึ่งกลับมาก้มมองพื้นดิน ก่อนถอดผ้าปิดปากของนางออกพร้อมเดินเข้าไปหาน้องชายเเละมารดาของนาง

    ในหุบเหวรังมังกร

    สัตว์ร้ายทั้งเก้าที่ถูกเหล่ามารผนึกไว้ ต่างหลั่งน้ำตาให้กับผู้สืบทอดของมัน ด้วยศักดิ์ศรีของมันหากมิใช่พวกพ้องเเละคนไว้ใจได้ มันคงมิส่งเสียงร้องออกมาสักนิดเดียว
    เพียงเเต่หลังจากเด็กน้อยคนนี้เกิดมาพวกมันก็ตื่นขึ้น พร้อมกับสายวิญญาณสีทองที่เชื่อมต่อตัวมันเเละเด็กน้อยเอาไว้ หากเด็กน้อยเข้มเเข็งพวกมันจะใช้ลมปราณได้เเละค่อยสะสมไว้พร้อมทั้งเริ่มฟื้นพลังไปเรื่อยๆ
    หากเเต่เด็กน้อยของพวกมันเจ็บปวด พวกมันจะเจ็บปวดกว่าสิบเท่า ดั่งว่าร่างกายเเละวิญญาณของพวกมันคือคนๆเดียวกัน
    “เด็กน้อย…” เสียงอันเเหบเเห้งของสัตว์ร้ายสีดำที่เคยถูกเรียกว่าราชันมันกรทมิฬ มันเปิดดวงตาเพียงข้างพร้อมเสียงที่สั่นเคลือ พร้อมพยายามดันตัวที่จะลุกเเละบินไปหาผู้สืบทอดของมัน
    “มังกรดำพวกข้าเข้าใจเจ้าเป็นอย่างดี…” มังกรเกล็ดสีเขียวดุจมรกตกล่าวออกมา พร้อมทำหน้าอย่างขื่นขม
    “ข้าเข้าใจเจ้าดี…” มังกรที่มีเกล็ดสีฟ้าสดใส กล่าวด้วยเสียงสั่นเคลือด้วยความเสียใจ
    “ข้า…เข้าใจดี” มังกรเกล็ดสีทองกล่าวออกมา ด้วยอาการหมดเเรงจากความเจ็บปวด ที่ได้รับจากกระบี่เเละความเจ็บปวดหลังจากที่ได้เห็นตัวของเด็กน้อย นั้นกำลังทรมาน
    “ทุกสิ่งทุก…อย่างพวกข้า…เข้าใจเจ้า” มังกรเกล็ดสีเเดงดุจเปรวเพลิวกล่าวออกมา พร้อมปิดตาของมันลงทันที พร้อมกับกำหนดจิตให้อารมณ์ที่กำลังเดือดพลานของตนเองสงบลง
    “ข้า…จะอยู่ข้างเจ้า…” มังกรขาวกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่โรยรา เพราะใกล้จะถึงเวลาที่ตัวมันจะละสังขารของมันทิ้งเเล้ว
    หลังจากทุกเสียงจางหายไป หนิงเจี้ยนที่ซบตักมารดาของมันก็หยุดร้องทันที ราวคำกล่าวของเหล่ามังกรที่พูดออกมา ตัวมันได้ยินเเละรับรู้ได้ มันลุกขึ้นกอดเเม่เเละพี่สาวของมัน ก่อนจะเดินเข้าห้องไปหยิบเเหวนมิติที่พ่อของมันเก็บเอาไว้ให้ พลางสำรวจของภายในเเหวนมิติดู เพราะมันมีปราณเเล้วถึงใช้งานเเหวนมิติได้เเม้จะน้อยนิดก็ตาม
    มันเช็ดน้ำตาของตนเองพร้อมก้าวเท้าออกมาจากห้องของตนเอง พร้อมเดินออกจากเรือนหยกขาวไปยังหอตำรา เป้าหมายของมันในรอบนี้คือส่วนที่ลึกสุดของหอตำราตระกูลนั้นเอง