เล่มที่1 บทที่2 หินหยกลึกลับ
เกิดอะไรขึ้น?
ภายในร่างของสัตว์อสูร หากมีผลึกอสูรเกิดขึ้นคงไม่ใช่เื่แปลกทว่าจั่วเฉินไม่เคยได้ยินว่ามันสามารถเกิดเป็หินหยกได้ด้วย
จั่วเฉินถูกหินหยกชิ้นนั้นดึงดูดความสนใจไปในทันทีเขารู้ว่าสัตว์อสูรระดับฮวงที่แข็งแกร่งสามารถมีผลึกอสูรเกิดขึ้นได้ ทว่าผลึกอสูรนั้นเป็ทรงกลมไม่ได้มีลักษณะเช่นนี้ อีกอย่าง พยัคฆ์คลั่งนั้นเป็แค่สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นหนึ่งไม่มีทางเกิดผลึกอสูรขึ้นมาได้
หลังจากเช็ดคราบเืที่เปื้อนออกแล้ว จั่วเฉินก็หยิบมันขึ้นมาพินิจดูก่อนจะพบว่าทั่วทั้งก้อนหยกเต็มไปด้วยลวดลายแปลกตา เมื่อแสงส่องกระทบ ลวดลายเ่าั้ก็เริ่มหมุนวนก่อเกิดเป็วังวนจนจั่วเฉินไม่อาจละสายตาได้
“นี่มัน...แย่แล้ว!”
กว่าจั่วเฉินจะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติก็สายไปแล้ว
'อันสิ่งใดที่ตัวข้าทำเสร็จลุล่วงแล้วย่อมไม่อาจแก้ไขได้'
จั่วเฉินคล้ายจะได้ยินเสียงเย็นเยียบเบาๆ ของใครบางคนเอ่ยขึ้นอย่างดุดันทันใดนั้น เขาก็เวียนหัวขึ้นมา รู้สึกเหมือนสติสัมปชัญญะค่อยๆ เลือนรางและใกล้จะหมดสติลงไปทุกที
เป็ดังคาด พริบตาถัดมาจั่วเฉินพลันล้มลงกับพื้น โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าหลังจากที่ตนหมดสติไปหินหยกชิ้นนั้นได้สลายกลายเป็จุดแสงมากมาย และหายวับเข้าไปที่หว่างคิ้วของเขาเอง
ทันทีที่ก้อนหยกหายเข้าไป ทั่วทั้งร่างของจั่วเฉินก็ถูกพันธนาการไปด้วยลำแสงสีเงินสายหนึ่งอักขระซับซ้อนมากมายปรากฎขึ้นพร้อมส่องแสงกระพริบไม่หยุด ราวกับอสรพิษสายฟ้ากำลังขดเลื้อยไปมาอย่างไรอย่างนั้น
‘ผู้ไม่รู้เอ๋ยยากจะหนีแล้วหากไม่โอบกอดรัตติกาล ก็จงตายในความมืด...’
ระหว่างที่หมดสติ จั่วเฉินคลับคล้ายคลับคลาว่าได้ยินประโยคเช่นนี้
ใบหน้าของเขาเริ่มบิดเบี้ยวเมื่อััได้ถึงความเ็ปและอาการคันไปทั่วร่างทว่ากลับไม่อาจลืมตาขึ้นได้ และหลังจากทนทรมานเป็เวลากว่าครึ่งเค่อ[1] ใบหน้าที่บิดเบี้ยวจากอาการทุรนทุรายก็เริ่มทุเลาลงก่อนจะกลับเป็สงบนิ่งไปในที่สุด
ขณะที่จั่วเฉินหมดสติอยู่นั้น สตรีวัยเยาว์ผู้หนึ่งได้ออกมาจากอีกห้องนางมีใบหน้างดงาม สวมใส่ชุดราบเรียบ แม้จะไม่ได้สวมชุดราคาแพงทว่าภายใต้ความงามพิลาศนี้แล้ว ไม่ว่าอาภรณ์แพรพรรณหรูหราใดๆ ก็ล้วนต้องหม่นแสงลง
ทว่าน่าเสียดาย สตรีที่งดงามเพียงนี้กลับกำลังนั่งอยู่บนรถเข็น
“เสี่ยวเฉิน...เ้าเป็อะไรไป!”
เมื่อได้เห็นสภาพของจั่วเฉินแล้ว สตรีนางนั้นก็หน้าถอดสีก่อนจะรีบเข้าไปหาจั่วเฉินที่หมดสติอย่างร้อนใจ และเพราะเดินเหินไม่สะดวกนางจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการพยุงร่างของเขาขึ้นมา คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น พลางััไปที่หน้าผากของของคนในอ้อมแขน
ขณะที่นางได้แต่กังวลและไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดีนั้น จั่วเฉินก็ค่อยๆได้สติกลับมา
“เกิดอะไรขึ้น...”
เขาลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ก่อนจะพบว่าตนเองกำลังพิงอยู่ในอ้อมแขนของท่านอาเล็ก
เมื่อเห็นว่าจั่วเฉินได้สติแล้ว สตรีผู้นั้นจึงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งใจทว่ายังคงถามต่ออย่างเป็กังวล
“เสี่ยวเฉินเกิดอะไรขึ้น ทำไมเ้าถึงหมดสติเช่นนี้”
“ข้า...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
จั่วเฉินค่อยๆ ลุกขึ้น หลังจากเหลือบมองซากของพยัคฆ์คลั่งที่เขาชำแหละเอาไว้แล้วก็สะบัดหน้าทีหนึ่ง ดวงตายังคงฉายแววมึนงง
เขาจำเหตุการณ์ก่อนที่จะหมดสติได้เลือนลาง ตอนนั้น เขากุมหยกประหลาดชิ้นนั้นเอาไว้และดูเหมือนมันจะมีพลังวิเศษบางอย่าง ที่สามารถดูดจิตสำนึกของเขาเข้าไปได้
นี่มันเื่อะไรกันแน่? เป็ความฝันหรือ หรือว่า...นี่อาจจะเป็ภาพลวงตา แท้จริงแล้ว อาจไม่มีหินหยกอะไรนั่นั้แ่แรก...แต่หากเป็เช่นนั้นทำไมเขาถึงได้สลบไป อีกอย่าง เสียงที่ดังอยู่ในหัวก็ชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้
“อันสิ่งใดที่ตัวข้าทำเสร็จลุล่วงแล้วย่อมไม่อาจแก้ไขได้”จั่วเฉินกล่าวย้ำสิ่งที่ตนได้ยินก่อนหน้านี้ออกมาทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
หินหยกที่หายไปชิ้นนั้น ตอนนี้กลับปรากฏขึ้นภายในหัวของเขา มันเต้นรัวไม่หยุดราวกับหัวใจดวงหนึ่งเดิมทีมันเป็เพียงสิ่งของชิ้นหนึ่ง ทว่าหลังจากที่หายเข้าไปในร่างของจั่วเฉินแล้วก็คล้ายจะกลายเป็ส่วนหนึ่งของความทรงจำของเขาไป เมื่อใดที่จั่วเฉินเพ่งสมาธิ ก็จะสามารถมองเห็นหินหยกชิ้นนั้นได้
สิ่งที่น่าประหลาดยิ่งกว่า คือภายในหินหยกนั้นยังมีอีกห้วงมิติหนึ่งอยู่ตอนที่จั่วเฉินลองเพ่งสมาธิเข้าไปดูก็พบเื่ประหลาดเข้า ที่ใจกลางของห้วงมิตินั้นปรากฏเงาลึกลับของคนผู้หนึ่งอยู่เลือนราง
ท่วงท่าของเงาร่างนั้นดูแปลกประหลาด สองขายืนอยู่ในท่วงท่าเฉพาะหายใจราวกับมีชีวิตจริงๆ ขณะเดียวกัน แขนทั้งสองข้างก็ยกสูงเหนือศีรษะ ประนมนิ้วมือทั้งสิบเข้าด้วยกันก่อนจะฟาดฟันลงไปยังทิศทางหนึ่ง การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ดำเนินไปอย่างเป็ธรรมชาติโดยไม่มีสะดุด
“นี่มันอะไรกัน เคล็ดวิชาปราณโบราณงั้นหรือ... คงไม่ใช่ นั่นมันก็แค่เงาเท่านั้น” จั่วเฉินพึมพำทว่าร่างกายกลับเริ่มขยับช้าๆ ไปตามท่วงท่าของเงานั้นอย่างไม่รู้ตัว
ที่ทำให้จั่วเฉินรู้สึกเหลือเชื่อก็คือ ทั้งที่เห็นเป็เพียงท่วงท่าง่ายๆทว่าพอปฏิบัติตามแล้วกลับยากกว่านั้นมาก หลังจากพิจารณาอย่างละเอียด เขาเดาว่าหาก้าฝึกท่วงท่านี้ให้สำเร็จจำเป็จะต้องมีพลังปราณเสริมหนุนในตัวจึงจะเป็ไปได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องผ่านขั้นปลุกพลังให้ได้เสียก่อน
เพียงครู่เดียว จั่วเฉินก็พบว่าร่างกายของตนเองเกิดการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่เขาขยับตัวจะรู้สึกได้ถึงขุมพลังอันแข็งแกร่ง อีกทั้งเืลมในร่างก็ไหลเวียนได้คล่องขึ้น
“ทำไมถึงเป็เช่นนี้ หรือว่า...ร่างกายของข้าฟื้นตัวแล้วอย่างนั้นหรือ” จั่วเฉินเอ่ยเสียงสั่น
ที่ผ่านมา ทุกคนล้วนคิดว่าจั่วเฉินเป็คนไร้ค่าทว่าคงไม่มีใครรู้ว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน คนไร้ค่าผู้นี้กลับเป็ถึงยอดอัจฉริยะที่หาตัวจับยาก
ั้แ่เกิดมาทั่วร่างก็เปี่ยมไปด้วยราศี มีถึงเก้าตราปราณโบราณั้แ่กำเนิดพร์ล้ำเลิศ แถมยังมีร่างจักรพรรดิศึกศักดิ์สิทธิ์เสริมหนุน เมื่อใดที่พัฒนาขึ้นก็จะสามารถเอาชนะไปได้ทั่วทุกสารทิศพละกำลังก็แข็งแกร่งจนถึงขั้นทลายภูผา อย่าว่าแต่เจียงเฉินเทียนเลยต่อให้เป็หลงซินเย่ที่มีหกตราปราณโบราณ หากเทียบกับจั่วเฉินแล้ว ทั้งคู่ก็เป็ได้แค่คนไร้ค่าเท่านั้น
เสียดายที่ไม้เด่นกว่าไพร ด้วยพร์ที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ทำให้จั่วเฉินตกเป็ที่สนใจของผู้คนมากมาย และในที่สุด เคราะห์ภัยก็ได้มาเยือนตอนที่เขาอายุได้เพียงหกขวบปี
คนสกุลจั่วทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในดินแดนศึกไร้พรมแดนได้กระทำเื่ชั่วช้าจั่วเฉินถูก่ชิงตราปราณโบราณไป และยังถูกทำลายร่างกายที่เป็ร่างจักรพรรดิศึกศักดิ์สิทธิ์ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งนี้ยังทำให้บุพการีของเขาเดือดร้อน หากไม่ใช่เพราะท่านอาเล็กทุ่มสุดตัวพาเขาหนีออกจากสกุลจั่ว ข้ามน้ำข้ามทะเลจนมาถึงแดนนภาแห่งนี้แล้วเกรงว่าจั่วเฉินคงจะสิ้นชีพไปนานแล้ว
แม้ว่าสุดท้ายพวกเขาจะหนีรอดมาได้ แตในระหว่างการหลบหนี ท่านอาเล็กกลับได้รับาเ็สาหัสขาทั้งสองข้างถูกพิษกระดูกแทรกซึม ทำให้ไม่สามารถเดินเหินได้อีก ส่วนจั่วเฉินนั้น เพราะถูกทำลายร่างกายไปจึงเกิดอาการาเ็แฝงภายในที่ไร้หนทางเยียวยา และนั่นเป็สาเหตุที่เขาไม่สามารถปลุกพลังได้จนถึงตอนนี้
จั่วเฉินก็ก้าวเท้าไปข้างหน้า หลังจากผ่อนลมหายใจเข้าออกแล้ว เขาก็รวบนิ้วมือข้างขวาทั้งห้าเข้าหากันแน่นก่อนจะชกออกไปอย่างแรง
ตู้ม!
เืลมในตัวหลั่งไหลรวมเข้าด้วยกันก่อนจะโคจรอย่างบ้าคลั่งพริบตาถัดมา พลังรุนแรงระลอกหนึ่งก็ะเิออกมาจนเกิดเป็เสียงดังขึ้นในลานแห่งนั้น
การสำแดงหมัดเช่นนี้ออกมาได้ เท่ากับว่าร่างกายของจั่วเฉินมีพละกำลังเกินกว่าพันจิน[2]ไปแล้วถือว่าพัฒนาได้อย่างก้าวะโ หากมีพลังระดับนี้ อาศัยแค่พลังกายก็เพียงพอที่จะกดหัวเจียงเฉินเทียนได้แล้วหากต้องประมือกันอีกครั้ง เขาย่อมไม่ตกเป็รองอีกและมั่นใจว่าจะต้องเอาชนะอีกฝ่ายได้แน่
“ดูท่าพละกำลังของข้าจะเพิ่มขึ้นกว่าสามร้อยจิน! ท่านอาเล็ก อาการาเ็แฝงในตัวข้าหายดีแล้ว!”
จั่วเฉินใจเต้นรัว หันไปเอ่ยกับสตรีที่อยู่บนรถเข็นอย่าตื่นเต้น ก่อนจะชกไปทางกำแพงที่อยู่ด้านขวาอีกครั้งเมื่อถูกหมัดของเขาชกใส่ กำแพงที่เดิมทีแข็งแรงทนทานก็พลันเกิดรอยร้าวขึ้น
รอยหมัดบนกำแพงทำให้จั่วเฉินก็มั่นใจว่าร่างกายของตนหายดีโดยสมบูรณ์จากนี้ไปเขาก็จะเริ่มปลุกพลังได้เสียที
“ร่างกายฟื้นฟูแล้ว หรือว่าเื่นี้จะเกี่ยวกับหินหยกที่หายเข้าไปในตัวข้า”แววตาของจั่วเฉินสั่นไหว ตอนนี้เขารู้สึกเคลือบแคลงใจหินหยกชิ้นนั้นมากขึ้นกว่าเดิม
“อาการาเ็แฝงหายแล้วหรือ ดี...”ยังไม่ทันเอ่ยจบ สตรีผู้นั้นก็ร่ำไห้ไม่เป็ภาษา นางรู้สึกยินดีไปกับจั่วเฉิน
“ท่านอาเล็กหากข้าสามารถปลุกพลังได้จนได้เลื่อนเป็ศิษย์สายใน ถึงตอนนั้น ความเป็อยู่ของพวกเราในสำนักคงจะดีกว่านี้มากเช่นนั้น ข้าก็สามารถขอรับยาสมุนไพรได้ แถมยังออกไปล่าสัตว์อสูรได้มากขึ้น แล้วข้าก็จะแย่งชิงทรัพยากรอื่นๆด้วย... ท่านอาเล็ก สักวันข้าจะต้องรักษาพิษกระดูกที่ขาของท่านให้ได้!” จั่วเฉินพูดออกมาอย่างฮึกเหิมพลางกวัดแกว่งหมัดไม่หยุด ทว่าพอเห็นท่านอาเล็กที่นั่งอยู่บนรถเข็น เขาก็ปวดใจขึ้นมา
หากไม่ใช่เพราะเขา ท่านอาเล็กคงจะไม่าเ็เช่นนี้ โชคยังดีที่เื่ทั้งหมดสามารถแก้ไขได้ ขอเพียงวันหน้ากำจัดพิษกระดูกได้หมดท่านอาเล็กก็จะสามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง ไม่อย่างนั้น ตัวเขาคงต้องโทษตัวเองไปทั้งชีวิตแน่
“ขาอาถูกพิษกระดูกแทรกซึมมาสิบปีแล้วไม่จำเป็ต้องรีบร้อนหรอก เื่ฝึกฝนของเ้าต่างหากที่สำคัญ” สตรีบนรถเข็นเอ่ยขึ้นพลางแย้มยิ้มอย่างพอใจ
ระหว่างที่สองอาหลานกำลังดีใจกันอยู่นั้น จู่ๆประตูเรือนก็ถูกผลักออก ก่อนที่ชายหนุ่มรูปร่างอ้วนฉุ ที่น่าจะหนักเกือบสองร้อยจินจะวิ่งหน้าตั้งเข้ามา
“พี่เฉิน! ท่านมีเื่กับเจียงเฉินเทียนอีกแล้วหรือ ข้าได้ยินว่าเจียงเฉินเทียนลั่นวาจาไว้ว่าจะจัดการท่านหลังจากได้เป็ผู้ติดตามของหลงซินเย่ดูเหมือนครั้งนี้เจียงเฉินเทียนจะโมโหมากจริงๆ!”
“เสี่ยวเตาเ้าค่อยๆ พูดก็ได้ จะรีบไปเกิดใหม่หรืออย่างไร”
พอเห็นผู้มาใหม่ จั่วเฉินก็อดด่าแกมหัวเราะไม่ได้ ทว่าในใจเองก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่ไม่น้อย
นับั้แ่เขากับอาเล็กมาถึงที่นี่ ก็ไร้ซึ่งญาติสนิทมิตรสหายเมื่อได้เข้าเป็ศิษย์ของสำนักสลายดาราแล้ว ก็ไม่ได้มีมิตรที่ไหนอีก ผู้ที่สามารถสนิทด้วยอย่างจริงใจก็เห็นจะมีแค่เสี่ยวเตาเท่านั้นกระทั่งในยามคับขัน ก็มีเพียงเสี่ยวเตาที่ยอมออกหน้าช่วยเหลือ
----------
[1] เค่อ คือหน่วยเวลาของจีน 1 เค่อ = 15 นาที
[2] จิน คือหน่วยวัดน้ำหนักของจีน 1 จิน = 500กรัม