เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 40 เสื้อคลุมมังกรดำ


    บริเวณโต๊ะอาหารด้านนอกเก๋งจีนมีเด็กชายสองคนกำลังนั่งสนทนากันอยู่

     

    "นายว่าใครจะชนะ" อาโม่ออกปากขอความเห็นขณะที่ลูคัสกำลังเอื้อมมือไปหยิบน่องไก่เพิ่ม

     

    "กาเชิงจะแพ้ในเจ็ดกระบวน"

     

       เมื่อกาเชิงบุกถึงตัวตั๋วซันเขาก็ซัดผ่ามือออกไปชายร่างใหญ่รับฝ่ามือนั้นเต็มๆจนถอยเซไปด้านหลังเล็กน้อยเมื่อตั้งหลักได้จึงปล่อยมัดสวนเข้าใส่กาเชิง

     

    แต่อีกฝ่ายก็ว่องไวเป็นอย่างมากหมัดของตั๋วซันช้าเกินไปทำให้เขาถูกฝ่ามือซัดเข้ากลางหลังจนได้แล้วก็เป็นอย่างนี้ถึงสี่ครั้งติดกันที่ตั๋วซันไม่สามารถทำอะไรกาเชิงได้เลย

     

    เมื่อเข้าสู่กระบวนท่าที่ห้าของกาเชิงขณะที่ฝ่ามือกำลังจะถูกปล่อยเข้ากลางอกของอีกฝ่าย หมับ! แขนขวาของเขาถูกล๊อคจากชายร่างใหญ่

     

    "ปล่อยข้า" กาเชิงพูดออกมา เขาไม่สามารถนำแขนออกจากพันธนาการนั้นได้

     

    "อ๊าก" เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น

     

    ตุบเสียงทึบดังขึ้น ตั๋วซันหักแขนกาเชิงก่อนเหวี่ยงร่างเขาลงพื้นอย่างไม่ใยดี

     

    "อ๊าก แขนข้าหักแล้ว" กาเชิงยังนอนร้องโอดครวญ

     

       อาโม่ตกตะลึงเล็กน้อยถึงตัวเขาจะประเมินผลการต่อสู้ออกว่ากาเชิงต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แต่ก็ไม่ละเอียดเท่าลูคัสที่บอกว่าเขาจะพ่ายแพ้ในเจ็ดกระบวนท่า

     

    "ข้าขออภัย ไม่คิดว่าพี่กาเชิงจะกระดูกอ่อนเช่นนี้"ตั๋วซันทำหน้าเป็นทองไม่รู้ร้อน

     

    เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้บรรยากาศในสถานที่นี้เปลี่ยนไปเมื่อมีคนเปิดก็ต้องมีคนตาม

     

    "ข้าปาร์คซุงจะรับมือพี่ชายตั๋วซันเอง"ชายชุดเขียวอีกคนกำลังก้าวออกไปหวังล้างแค้นให้กาเชิง

     

    "เดี๋ยว" มีเสียงขัดจังหวะขึ้น

     

    "ขออภัยทุกท่านข้าน้อยหลี่เฟินไม่อยากขัดความบันเทิงแต่โปรดอย่าลืมจุดประสงค์ในการชุมนุมในวันนี้ข้าหวังให้ทุกท่านได้พบปะสังสรรค์มิใช่มาสู้รบกัน"

     

    หลี่เฟินยังเตือนสติผู้คน

     

    "พี่ชายหลี่หมัดเท้าไม่มีตาพี่ชายกาเชิงเองก็บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้นใช้คาถาฟื้นฟูรักษาไม่นานก็หายแล้ว" หยวนซียังคงยิ้มระรื่น

     

    จากนั้นหยวนซีส่งสายตาให้ตั๋วซันทันที

     

    "ข้าขอเชิญตัวแทนจากแดนเหนือ มาแลกเปลี่ยนกระบวนท่าได้หรือไม่"ตั๋วซันทำทีกวาดสายตาไปรอบเก๋งจีน

     

    การกระทำนี้ทำให้ผู้ชมโดยรอบมองตามออกไปทันทีแม้แต่เทพธิดาทั้งสองเองก็ยังให้ความสนใจ

     

    "ลูคัสเจ้ายักษ์นั่นท้าทายนายอยู่น่ะ"อาโม่เรียกเขาเพราะคิดว่าลูคัสไม่ได้ยิน

     

    "ผมยอมแพ้"เด็กชายตอบอย่างไม่ใส่ใจในหัวกำลังคิดว่าจะเลือกกินอะไรต่อดีประโยคนี้ทำให้เหล่าผู้คนแม้กระทั่งหลี่เฟินขมวดคิ้ว

     

       ตามหลักการของโลกวรยุทธใครก็ตามที่ถูกท้าทายควรออกไปต่อสู้เพื่อรักษาเกียติของตนแม้จะรู้ว่าจะต้องตายก็ตาม
    แต่นี่อะไร
    ...เด็กหนุ่มจากแดนเหนือปฏิเสธออกมาง่ายๆ

     

    "ท่านเป็นบุรุษไม่มีศักดิ์ศรีบ้างหรือไร หากถูกท้าก็ควรรับคำท้าสิ"เด็กสาวในชุดเกราะแดงเธอเป็นตัวแทนของสถานศึกษาอาเทนพูดขึ้น

     

    "นี่เป็นเพียงการชุมนุมน้ำชาผมเพียงต้องการมาทานอาหารและจิบชาต้องขออภัยทุกท่านด้วย" ลูคัสโค้งอย่างสุภาพ

     

    เมื่อมีตัวชงออกมาเช่นนี้มีหรือหยวนซีจะยอมอยู่เฉย

     

    "ทุกท่านอย่าไปใส่ใจกับพวกตัวประกอบเลย ถึงอย่างไรการประลองศึกรวมสถานศึกษาในครั้งนี้แดนเหนือก็ต้องแพ้อย่างราบคาบ...เหมือนเฉกเช่นทุกปี"

     

       ประโยคนี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นวงกว้างแม้แต่อาโม่เองก็รู้สึกผิดหวังกับลูคัสเช่นกันบุรุษควรมีความทระนงมิใช่ทำตัวเป็นเต่าหดหัวเยี่ยงนี้

     

     หยวนซีกำลังหลับตาเขาเฝ้ารอให้เด็กชายจากแดนเหนือตกหลุมพรางแล้วพลั้งปากเอ่ยรับคำท้าออกมาตัวเขานั้นอยากสร้างความอัปยศให้แก่สถานศึกษาอีเดนให้มากที่สุด

     

    แต่เงียบ...เมื่อหยวนซีลืมตาขึ้น ภาพที่เห็นคือลูคัสเดินไปโต๊ะข้างๆแล้วฉีกน่องไก่โยนเข้าปากด้วยสีหน้าชื่นบาน

     

    "เขาไม่อยากสู้ ก็ให้คนที่อยากขึ้นมาสิจะไปรบเร้าทำไม"ว่านชิงเปิดปากขึ้น

     

    เมื่อเทพธิดาเอ่ยปากด้วยตนเองมีหรือคนรอบข้างจะกล้าขัด

     

    "เดี๋ยว" เมื่อเหตุการณ์กำลังจะกลับไปเข้ารูปเข้ารอยมู่เฉิงกลับยืนขึ้น

     

    "เมื่อท่านให้เหตุผลว่าจะไม่สู้ในเวลานี้ หมายความว่าการประลองจริงในวันรุ่งขึ้นท่านจะรับทุกคำท้าทายใช่หรือไม่"มู่เฉิงถามด้วยเสียงไม่ดังและไม่เบาจนเกินไป

     

    ลูคัสวางน่องไก่พร้อมหันหน้าไปหาทุกคน

     

    "นอกจากรับคำท้าแล้วในวันพรุ่งนี้ตัวกระผมจะขอท้าทายทุกท่านในที่แห่งนี้"

     

    เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้งสายตาของอาโม่กลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง นี่สิการกระทำของลูกผู้ชาย

     

    "ฮ่า ฮ่า ก็แค่พวกดีแต่ปาก หากแน่จริงทำไมไม่ออกมาสู้เดี๋ยวนี้เลยล่ะ"หยวนซีตะโกนขึ้น

     

    "เพราะในสายตาของผม การกินน่องไก่สำคัญกว่าการทุบตีสุนัขอย่างไรเล่า"

     

    ลูคัสตอบอย่างไม่ไยดีหยวนซีผู้นี้เสียดสีตัวเขาและสถานศึกษาอีเดนอยู่หลายครั้งทำให้เด็กชายไม่จำเป็นต้องสุภาพด้วยประโยคนี้ทำให้หยวนซีกำลังจะพุ่งตัวออกไปโจมตีใส่ลูคัสแต่กลับถูกหลายคนห้ามปรามเอาไว้

     

    “ดีดีมาก ปากดีได้เฉพาะนาทีนี้เท่านั้นแหละในวันพรุ่งนี้ข้าจะเลาะฟันในปากของเจ้าออกมาให้หมด” หยวนซีชี้หน้าพร้อมพูดข่มขู่

     

    มู่เฉิงยิ้มมุมปากเธอรู้สึกสนใจเด็กหนุ่มจากแดนเหนือคนนี้จริงๆเธออยากรู้ว่าในวันพรุ่งนี้เขาจะทำได้อย่างที่พูดไว้หรือไม่

     

    "ขอถอนคำพูด ความจริงแล้วทักษะการพูดของนายไม่ได้เรียนรู้มาจากพี่ชายหลี่แต่กลับเหนือกว่าหลายช่วงตัว ข้าน้อยว่านชิงขอคาราวะ" ว่านชิงเดินเข้ามาพร้อมทำทีล้อเลียนเขา

     

    ลูคัสหน้าทำหน้าเหยเกแม่นางน้อยคนนี้กำลังด่าเขา

     

    "ก็คนมันไม่ว่างจะให้ทำยังไง" เด็กชายกล่าวขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

     

    เมื่อว่านชิงเดินเข้ามาอาโม่ที่อยู่โต๊ะด้านข้างก็ผงกศีรษะเป็นเชิงทักทายครั้งหนึ่ง

     

    "ท่านมีนามว่าอะไร" สาวผมแดงหยุดตรงหน้าลูคัส มู่เฉิงนั่นเอง

     

    "ลูคัส เรน จากแดนเหนือตัวแทนสถานศึกษาอีเดน"เขายืนขึ้นพร้อมแนะนำตัวด้วยความสุภาพ

     

    "ผู้น้อยแซ่มู่ นามว่าเฉิง ยินดีที่ได้พบหวังว่าพรุ่งนี้จะได้เห็นฝีมือของท่าน"กล่าวจบเธอก็เดินจากไปพร้อมกลุ่มคนของสถานศึกษาอาเทน

     

    เหตุการณ์นี้ทำเอาอาโม่หันมายกนิ้วโป้งให้ลูคัส

     

    "นายไม่ไปกับเขาเหรออาโม่" ลูคัสส่งคำถามออกไป

     

    "ไล่กันแบบนี้ได้ยังไง นี่ยังกินไม่หมดเลย"อาโม่กล่าวพลางชี้ขาหมูในจาน

     

       ประโยคนี้ทำให้ว่านชิงหัวเราะเสียงใสออกมาจากนั้นทุกคนก็สนทนากันหลายเรื่องทำให้ลูคัสได้เปิดหูเปิดตาเป็นอย่างมาก

     

       ว่านชิงบอกว่าในเมืองหลวงเอสที่ไม่ไกลจากสถานศึกษาแห่งนี้มีหอคอยราชันย์ตั้งอยู่ด้วยในที่สุดเขาก็รู้ว่าหอคอยราชันย์แท้จริงนั้นมีทั้งหมดห้าแห่งแต่ละแห่งถูกตั้งอยู่ทางเมืองหลวงทั้งสี่ทิศของทวีปและหอคอยราชันย์แห่งสุดท้ายอยู่ที่เมืองหลวงของภาคกลางข้อมูลของนักสู้ทุกหอคอยราชันย์ล้วนเชื่อมต่อกันสมมุติว่าลูคัสไปเข้าหอคอยราชันย์ที่เมืองหลวงเอสเขาก็ยังอยู่ชั้นที่หกดังเดิม เพียงแต่หากเปิดโหมดการรบที่นั่นคู่ประลองก็จะเป็นคนของหอคอยนั้น

     

       หลังจากผู้คนบางกลุ่มทยอยจากไปหลี่เฟินก็เข้ามาทักทายอีกรอบพร้อมเสนอว่าหากลูคัสต้องการยกเลิกคำพูดเมื่อสักครู่หลี่เฟินก็พร้อมจะเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยให้

     

     จากนั้นก็มีผู้คนออกมาแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันอีกสี่ห้ารายก่อนงานชุมนุมพยัคฆ์จะจบลง

     

     

     

    เวลาเช้าตรู่บรรยากาศรอบสถานศึกษามอวู้ดส์ดูร่มรื่นเป็นอย่างมาก

     

    "เมื่อคืนนายไปไหนมา" อากิโกะถามด้วยความสงสัย

     

    "ไปดูเทพธิดาที่งานชุมนุม" ลูคัสกล่าวอย่างติดตลก

     

    อาอากิโกะไม่พูดอะไรก่อนเร่งความเร็วเดินออกนำหน้าไปทันทีในขณะที่ลูคัสรู้สึกว่าเขาอาจจะล้อเล่นมากเกินไปหน่อยนั้น

     

    "เทพธิดางดงามมากไหม" ฟุส นั่นเอง

     

    "ร้อนแรงดั่งเปลวเพลิง" ลูคัสตอบด้วยสีหน้าจริงจัง

     

    หลังจากฟังคำตอบฟุสก็กระโดดกลับไปเขย่าร่างเฉินอย่างฮึกเหิม

     

    ลูคัสส่ายศีรษะไม่รู้ว่าสองคนนี้ไปสนิทกันตั้งแต่ตอนไหนในที่สุดสนามประลองขนาดใหญ่ปรากฏสู่สายตา

     

    เวทีประลองหินที่รายล้อมไปด้วยเหล่าต้นไม้ยักษ์อัฒจันทร์ไม้ใหญ่ล้อมรอบบริเวณด้านบนนั้นแน่นขนัดไปด้วยเหล่านักเรียนชุดเขียวของสถานศึกษามอวู้ดส์

     

    "มอวู้ดส์" "มอวู้ดส์" "มอวู้ดส์"เสียงเชียร์ส่งตรงมายังด้านล่าง

     

    มีกระโจมถูกสร้างไว้ทั้งสี่ทิศเพื่อรองรับคณะตัวแทนของเหล่าสถานศึกษาต่างๆฝั่งสถานศึกษาอีเดนนั้นได้ประจำอยู่ทางทิศเหนือ

     

    "ในฐานะเจ้าภาพในปีนี้สถานศึกษามอวู้ดส์ขอต้อนรับทุกท่านสำหรับผู้ชนะเลิศจะได้รับสิ่งนี้"เสื้อคลุมสีขาวประดับไปด้วยลายมังกรดำถูกนำออกมา

     

    ปลายของเสื้อคลุมนี้ขาดวิ่นเป็นริ้วมันน่าจะถูกเรียกว่าเป็นผ้าคลุมเสียมากกว่า

     

    "เสื้อคลุมมังกรดำอุปกรณ์เสริมพลังระดับตำนาน"

     

    คล้ายดั่งฟ้าผ่าเวลากลางวันเสียงฮือฮาดังขึ้นไม่หยุด อุปกรณ์เสริมพลังจะแบ่งออกเป็น ต่ำ กลาง สูงแต่ที่เหนือกว่านั้นคือระดับตำนานและพระเจ้า

     

       สาเหตุที่ผู้คนไม่ค่อยพูดถึงกันเพราะมันหายากราวกับงมเข็มในมหาสมุทรเดิมทีเกราะขาวที่สวมใส่อยู่นี้ก็เป็นอุปกรณ์เสริมพลังระดับต่ำเป็นของติดตัวที่สถานศึกษายกให้เป็นสมบัติแก่เหล่านักเรียนต้องชื่นชมว่าสถานศึกษาอีเดนนั้นใจดีอย่างเป็นมากคงไม่มีที่ไหนลงทุนแจกจ่ายอุปกรณ์เสริมพลังระดับต่ำฟรีออกไปมากมายขนาดนี้

     

    "มันต้องเป็นของข้า" หยวนซีกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

     

    "ของข้าต่างหาก" มีเสียงดังออกมาจากฝั่งสถานศึกษาอาเทน

     

    แต่ก็มีเสียงขัดจังหวะขึ้นอีกครั้ง

     

    "สำหรับที่สองจะได้รับสัตว์พาหนะประเภทบิน"ภาพนกเหยี่ยวสีขาวที่ยังไม่โตเต็มวัยโผล่ขึ้นกลางอากาศให้ทุกคนเห็นทั่วกัน

     

       รางวัลที่สามลงมาถึงสิบนั้นเป็นทักษะกับศาสตราวิญญาณทั้งสองสิ่งล้วนเป็นระดับกลาง และผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับผลึกระดับสูงคนละห้าก้อนเป็นขวัญถุงติดไม้ติดมือกลับไปแสดงให้เห็นว่าสถานศึกษาทั้งสี่ทุ่มทุนเพื่อจัดการประลองรวมสถานศึกษาในครั้งนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

    .

    คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน