ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. [ส่วน E-BOOK มาวันที่ 09/05/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 10
เช้าวันสุดท้ายของทริปเริ่มต้นด้วยความเงียบที่ต่างไปจากทุกวัน...
ลมยามเช้าพัดโชยเบา ๆ ผ่านผ้าม่านลายดอกไม้บนหน้าต่างของบ้านพัก เรือนเสียงนกร้องบางเบาดังแว่วลอดเข้ามาแทนเสียงหัวเราะพูดคุยที่เคยมี
ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาในบรรยากาศเงียบเชียบเกินปกติ ไม่มีแม้แต่เงาของเขาในบ้านหลังนี้
ฉันพยายามไม่คิดมาก ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเหมือนปกติ เดินลงมายังลานหน้าบ้านที่ทุกคนใช้เป็พื้นที่รับประทานอาหารเช้า
กลิ่นข้าวต้มหมูหอมฟุ้งอยู่ในอากาศ เสียงช้อนกระทบชามดังเป็ระยะ บรรยากาศรอบโต๊ะยังคงคึกคักจากการพูดคุยกันของเพื่อน ๆ แต่ในใจฉันกลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเงียบลงไปทีละนิด
ไม่มีเขาอยู่ตรงนี้
ไม่มีเสียงบ่นงัวเงียตอนเดินลงมาพร้อมผมยุ่ง ๆ
ไม่มีประโยคถามว่ากินข้าวยังที่ติดจะเนือยแต่ชวนให้อุ่นใจ
ฉันเดินไปนั่งข้างปีโป้ พยายามฝืนยิ้มตอบเพื่อนที่ทัก แต่หูยังเฝ้ารอฟังเสียงหนึ่งที่ไม่เคยขาดหายในทุกเช้า
ทว่า...มันก็ไม่ดังขึ้นเลย
"เฮ้ย โนวาล่ะ?" ปีโป้ถามขึ้นในที่สุด ราวกับเธอก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกตินั้น
"ไม่รู้เหมือนกัน" ฉันตอบเสียงเบา ตักข้าวต้มเข้าปากทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารสชาติเป็ยังไง
"เมื่อคืนเขาก็นอนพร้อมพวกเราใช่ปะ?" ออมเสริม
ฉันพยักหน้า "ใช่...แต่เช้านี้ไม่เห็นเลย"
มือที่ถือช้อนเริ่มสั่นเล็กน้อย ฉันกัดริมฝีปากตัวเองแน่นขึ้น
ทำไมไม่มาล่ะ...
แม้จะโกรธ แม้จะงอน แม้จะมีเื่ไม่เข้าใจกัน...แต่นี่มันเช้าวันสุดท้ายแล้วไม่ใช่เหรอ?
เขาจะหายไปแบบนี้จริง ๆ เหรอ
หลังอาหารเช้า พวกเรามี่อิสระก่อนกิจกรรมเก็บของกลับเข้ากรุงเทพฯ บ่ายนี้ ทุกคนแยกย้ายกันไปเดินเล่น ถ่ายรูปรอบชุมชน ฉันเองก็ทำทีว่าเดินเล่นเหมือนกัน แต่ใจกลับจดจ่ออยู่ที่แค่...การตามหา
ฉันเดินผ่านสนามเด็กเล่น ผ่านบ้านไม้ริมคลอง ผ่านร้านขายของชำที่เราเคยช่วยกันถ่ายทำวันแรก
ถามรุ่นพี่บางคนที่เดินสวนผ่าน แต่ก็ไม่มีใครเห็นเขาเลยั้แ่เช้า
ขาทั้งสองข้างยังไม่หยุดเดิน แม้จะเริ่มเมื่อยล้า หัวใจก็ยังสั่งให้เดินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมแพ้
จนกระทั่งสายตาฉันเหลือบเห็นปลายหลังคาศาลาไม้เก่า ๆ หลังหนึ่ง ทอดตัวอยู่ริมลำคลองด้านหลังหมู่บ้าน ใกล้กับจุดที่เราถ่ายทำกันวันแรก
ก้าวเท้าฉันชะลอลงช้า ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้อย่างเงียบงัน
ที่นั่น…
เขานอนอยู่บนพื้นไม้สีเทาซีด ด้านหนึ่งของตัวพิงกับเสา แขนข้างหนึ่งรองศีรษะไว้ ส่วนอีกข้างยังโอบกล้องไว้แน่น
โนวาหลับตาแน่น เหมือนคนที่ไม่้าให้ใครพบ ไม่้าให้ใครปลุก
ไม่มีร่องรอยของรอยยิ้ม ไม่มีแม้แต่เงาความร่าเริงที่ฉันเคยเห็นประจำบนใบหน้าเขา
มีเพียงเงาแสงแดดที่ลอดผ่านซี่ไม้หลังคา ทาบทับลงบนเสี้ยวหน้าของคนตรงหน้า ราวกับเวลาได้หยุดเดินไปชั่วขณะ
ฉันค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งข้างเขา ไม่พูด ไม่ปลุก ไม่ถามอะไรทั้งนั้น
มองเขาเงียบ ๆ อย่างที่ใจ้า...อย่างที่หัวใจเรียกร้องให้ได้อยู่ใกล้แค่นี้ก็พอ
ในมือฉันยังถือขนมปังแผ่นหนึ่งที่หยิบติดมือมาไว้ตอนออกจากโต๊ะอาหาร
ฉันวางมันลงข้างตัวเขา ช้า ๆ เบา ๆ ราวกับกลัวจะทำลายความสงบที่มีอยู่
แล้วก็แค่นั่งอยู่ตรงนั้น
ปล่อยให้เสียงนก เสียงน้ำ เสียงลมเป็เพื่อนร่วมศาลา
และในใจ...ที่ไม่มีคำตอบใดทั้งสิ้น กลับแน่นอึ้งด้วยความรู้สึกบางอย่าง
บางอย่างที่เหมือนหัวใจกำลังร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา
แสงแดดเริ่มแรงขึ้นตามเวลาของวัน แต่อุณหภูมิในใจของฉันกลับคงอยู่ในระดับเดิม เย็นวูบ ชื้นลึก คล้ายละอองหมอกที่จับอยู่ในอก
โนวายังนอนนิ่ง หายใจสม่ำเสมอ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยราวกับกำลังฝันบางอย่างที่ไม่สบายใจ
ฉันไม่ได้เข้าใจเขาหมดทุกอย่าง
แต่ฉันรู้ว่าเขากำลังหนีอะไรบางอย่างอยู่...บางอย่างที่ไม่ได้อยู่ภายนอกแต่คือข้างในตัวเขาเอง
ภาพของเขาที่เคยอ้อน เคยกวน เคยเป็เพื่อนที่พร้อมทะเลาะและง้อในเวลาเดียวกัน กำลังถูกแทนที่ด้วยเงาของคนที่ไม่รู้ว่าควรจะอยู่ตรงไหนในโลกของใคร
ฉันกอดเขาไม่ได้
ฉันปลุกเขาไม่ได้
เพราะต่อให้ลืมตาขึ้นมา...เขาอาจไม่ได้้าฉันเลยก็ได้
เสียงน้ำในลำคลองไหลผ่านใต้ศาลาเบา ๆ คล้ายบทเพลงกล่อมเด็กที่ไม่มีคำร้อง ฉันก้มหน้ามองมือของตัวเองที่ประสานกันอยู่บนตัก ก่อนถอนหายใจอย่างเงียบงัน
วันนี้คือวันสุดท้ายของทริป
คือวันสุดท้ายของการที่เราจะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เดินผ่านกันทุกวัน ถ่ายทำด้วยกันทุกชั่วโมง กินข้าวด้วยกันทุกมื้อ
คือวันสุดท้าย...ที่ฉันจะได้เห็นเขาใกล้แค่เอื้อม โดยไม่ต้องอ้างเหตุผล
และเขาก็เลือกที่จะหลบอยู่ตรงนี้ โดยไม่บอกใคร รวมถึงฉันด้วย
มือหนึ่งของฉันยกขึ้นจะเอื้อมไปแตะไหล่เขา...แต่ก็ชะงักอยู่กลางอากาศ
ไม่ได้กลัวว่าเขาจะตื่น
แต่กลัวว่าถ้าแตะแล้ว...จะรู้ตัวว่าจริง ๆ แล้วเราไม่ได้อยู่ใกล้กันเลยต่างหาก
สุดท้าย ฉันก็ทำได้แค่ลดมือลง หยิบขนมปังแผ่นใหม่ที่ออมยัดใส่มือไว้ตอนเดินออกมาจากบ้าน วางเพิ่มไว้ข้างกล้องของเขาเงียบ ๆ
เผื่อเขาตื่นขึ้นมาแล้วหิว
เผื่อเขาจะรู้...ว่าอย่างน้อยก็มีฉันอยู่ตรงนี้
ไม่ได้มาเพื่อขอคำตอบ
ไม่ได้มางอนหรือโกรธ
แค่อยากอยู่ข้าง ๆ
แค่อยากอยู่ตรงนี้...
ข้างเขา
ฉันนั่งอยู่แบบนั้นนานนับนาที หรืออาจจะเป็ชั่วโมงไม่แน่ใจ
มีเพียงเสียงลมหายใจของเขา กับเสียงหัวใจของตัวเองที่ยังไม่ยอมสงบลง
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
ไม่รู้ว่าเพราะเขาเปลี่ยนไป
หรือเพราะฉัน...เริ่มรู้สึกมากเกินกว่าเพื่อนแล้วจริง ๆ
และฉันไม่รู้จะทำยังไงกับมันดีเลย...