จู่ๆ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินยิ้มๆ เข้ามา และพยักหน้าให้หลินเฟิงเล็กน้อยจากนั้นก็กล่าวว่า “ข้าจะเป็นคนตัดสินเองแต่ไม่รู้ว่าทุกคนจะเห็นด้วยหรือไม่?”
หลินเฟิงประหลาดใจมาก ชายหนุ่มคนนี้หน้าตาดีและดูเป็นมิตรมากๆ คนคนนี้มีรอยยิ้มอบอุ่นและให้ความรู้สึกอ่อนโยนกล่าวได้ว่าหากใครเห็นแล้วต่างต้องรู้สึกถึงเจตนาดีอย่างแน่นอน
แม้ว่าหลินเฟิงจะไม่รู้จักคนผู้นี้แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธความต้องการของอีกฝ่าย ที่ให้อีกฝ่ายเป็นผู้ตัดสิน
ความรู้สึกนี้ทำให้ในใจของหลินเฟิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ชายตรงหน้าดีเลิศเกินไปจนทำให้คิดว่าเขาไม่ค่อยเอาจริง
“แน่นอนว่าข้าเห็นด้วย” ชายหนุ่มสหายของมู่ฟ่านกล่าว
เมื่อมู่ฟ่านได้ยินคำพูดของสหายจึงประหลาดใจเล็กน้อย มู่ฟ่านไม่รู้จักคนคนนี้แต่เห็นได้ชัดเลยว่า สถานะของคนคนนี้ไม่ธรรมดาแน่นอนมิฉะนั้นสหายของเขาคงไม่ยอมรับนอกจากนี้เขาไม่สามารถพูดโต้เถียงกับผู้ฝึกยุทธ์จากตระกูลชั้นสูงได้แม้ว่าเขาจะไม่กล้าขัดก็ตาม
“เจ้าล่ะว่ายังไง?” ชายหนุ่มถามหลินเฟิงเขายิ้มและกล่าวต่อว่า “วางใจเถอะข้ารับประกันได้ว่าการต่อสู้ระหว่างเจ้ากับเขาจะยุติธรรมแน่นอนและหลังจากเรื่องนี้จบสิ้นจะไม่มีใครกล้ากล่าวหาเจ้า”
ช่างพูดได้ดี!
หลินเฟิงครุ่นคิดและเดาสถานะที่แท้จริงของคนคนนี้ อย่างไรก็ตามหลินเฟิงไม่สามารถคาดเดาว่าอีกฝ่ายเป็นใครมาจากไหนรู้เพียงว่าสถานะของชายหนุ่มคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็มาเป็นคนตัดสินสิ”
หลินเฟิงพยักหน้า แม้หลินเฟิงจะคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้เอาจริงแต่เขาก็ยังคงเห็นด้วยและสถานะของชายหนุ่มคนนี้ก็ไม่สามารถเล่นเหลี่ยมต่อหน้าผู้คนมากมายได้นอกจากนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นด้วย
“ขอบคุณ” ชายหนุ่มกล่าวขณะยิ้มและพยักหน้าอย่างสุภาพ
หลินเฟิงหันหลังกลับและจ้องมองมู่ฟ่าน จากนั้นกล่าวว่า “เริ่มเถอะ”
มู่ฟ่านมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นของของหลินเฟิงแต่สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงความลึกลับและเยือกเย็น ไม่มีความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องเอ่ยถึงความหวาดกลัวเลย
จากนั้นผู้ดูแลก็เดินเข้าไปในกรง แล้วจูงปีศาจสิงโตเพลิงออกมา
มู่ฟ่านและหลินเฟิงกำลังเผชิญหน้ากัน แต่นัยน์ตาของหลินเฟิงยังคงนิ่งสงบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว
มู่ฟ่านเงยหน้าขึ้นถามอย่างแดกดันว่า “ข้ามู่ฟ่านศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ เจ้าเป็นใครกัน?”
“ตั๋วมิ่ง”
หลินเฟิงตอบอย่างไม่ลังเล
ในขณะนั้น หลินเชียนและหลินหงที่อยู่บนอัฒจันทร์ต่างต้องประหลาดใจ
“ตั๋วมิ่ง!”
ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูมาก ชายสวมหน้ากากที่คาดเดาได้ยากผู้นี้มีชื่อว่า ‘ตั๋วมิ่ง’
นานมาแล้ว ในการประลองยุทธ์ที่เมืองหยางโจว หลินเฟิงก็สวมหน้ากากสีเงินและยังปลอมชื่อเป็น ตั๋วมิ่ง
“หลินเฟิง?” หลินหงพูดพึมพำ ถึงจะเป็นเรื่องบังเอิญแต่หลินหงก็ไม่สามารถเชื่อได้เพราะทั้งสองคนนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
“ไม่ใช่หลินเฟิงหรอก” หลินเชียนส่ายหน้า “หากเขาคือหลินเฟิงจริงๆ ถ้าเห็นพวกเราแล้ว เขาจะสามารถนิ่งเงียบได้ขนาดนี้เชียวหรือกระทั่งแววตาก็ยังคงเยือกเย็น พรสวรรค์ของหลินเฟิงแม้จะอ่อนแอแต่ตอนที่เขาอยู่เมืองหยางโจวก็เพิ่งบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 เท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5ในเวลาแค่ครึ่งปี”
จากขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 ถึงขั้นที่ 5นั้น มีความแตกต่างระหว่างขอบเขตถึง 3 ขั้นคนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลานาน 1 ปีเพื่อบรรลุไปอีกขั้นหากใครสามารถทะลวงไปได้ถึง 2 ขั้นนั่นถือว่าคนคนนั้นเป็นอัจฉริยะแม้แต่คนที่มีพรสวรรค์ก็ไม่สามารถทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณทั้ง 3 ขั้นภายใน 6 เดือนได้
หลินหงพยักหน้าเมื่อได้ยินหลินเชียนอธิบาย หลินเฟิงไม่สามารถต่อกรกับปีศาจสิงโตเพลิงตัวนี้ได้และคนคนนี้ก็อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 ไม่มีทางที่หลินเฟิงจะพัฒนามาได้ถึงขนาดนี้แน่นอน
ครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
ภายในกรง เมื่อมู่ฟ่านได้ยินคำพูดของหลินเฟิงจึงหัวเราะออกมาและกล่าวว่า “ตั๋วมิ่ง? ข้าจะดูว่าความหยิ่งยโสของเจ้ามันเป็นแค่นิสัยที่ติดตัวมาหรือเปล่า”
เมื่อกล่าวจบมู่ฟ่านก็ปลดปล่อยลมปราณอันเยือกเย็นออกมา และพุ่งไปบดขยี้ร่างของหลินเฟิงทำให้หลินเฟิงรู้สึกว่าร่างกายของเขาราวกับกำลังถูกกดทับ
“อำนาจ?”
หลินเฟิงรู้สึกประหลาดใจ เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายสามารถควบคุมอำนาจได้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสหายของเขาถึงอยากมอบปีศาจสิงโตเพลิงให้กับเขาและมู่ฟ่านก็เป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ และอาจทำให้มันเชื่องได้เพียงแค่ออกแรงเพียงเล็กน้อย
เมื่อมู่ฟ่านเห็นหลินเฟิงประหลาดใจ นัยน์ตาของเขาจึงฉายแววภูมิใจในพลังออกมาดูเหมือนความแข็งแกร่งของคนคนนี้จะไม่เท่าไร ถ้าเขารู้สึกได้ถึงอำนาจพลังที่กดดันเพียงเล็กน้อยมันก็เป็นเรื่องง่ายที่จะเอาชนะเขา
“เจ้ามันก็ดีแต่ปาก! แค่อำนาจพลังเล็กน้อยก็กดดันเจ้าได้แล้ว ความแข็งแกร่งของเจ้าไม่มีทางต้านทานอำนาจพลังของข้าไม่ต้องกังวลเลยเพราะเจ้าไม่มีทางสู้ข้าได้ ข้ายังปลดปล่อยอำนาจพลังได้มากกว่านี้ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าข้าคิดผิดที่คิดว่าเจ้าสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้” มู่ฟ่านกล่าว
เมื่อมู่ฟ่านกล่าวจบ เขาก้าวไปข้างหน้าและปลดปล่อยอำนาจมากขึ้น จนปกคลุมร่างกายของหลินเฟิงทันทีทำให้หลินเฟิงรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งร่าง
“อำนาจ แล้วยังไงล่ะ?” หลินเฟิงยิ้มเยือกเย็นแล้วขยับตัวเล็กน้อยทันใดนั้นอำนาจที่โอบล้อมร่างกายเขาก็ลดลงไปมาก
หลินเฟิงก้าวไปข้างหน้า เขากลายเป็นเงาพุ่งตรงเข้าไปในอำนาจของอีกฝ่าย
ทุกการเคลื่อนไหวของหลินเฟิงได้สร้างกระแสลมรอบตัวเขา ในบรรยากาศเริ่มมีเสียงฉีกขาดดังต่อเนื่อง
คาดไม่ถึงว่าหลินเฟิงจะไม่ได้รับผลกระทบจากอำนาจ และกำลังกระชากมันออก
“หืม?”
มู่ฟ่านขมวดคิ้วและพึมพำ เขาเดินไปข้างหน้าอีกครั้งพลันปลดปล่อยอำนาจอันน่าเหลือเชื่อและแข็งแกร่งมากกว่าเดิมพุ่งเป้าไปทางหลินเฟิงเรื่อยๆ
ในขณะนั้นหลินเฟิงได้ยกมือขึ้นและมองผ่านอำนาจที่มู่ฟ่านปลดปล่อยออกมาบางสิ่งที่ดูคล้ายลมปราณพิษถูกปลดปล่อยออกมาจากมือของหลินเฟิง ทำให้ทุกคนต่างประหลาดใจ
อำนาจเป็นอีกหนึ่งประเภทของขอบเขต มันไร้เงาไร้รูปร่างแต่กลับกดดันคู่ต่อสู้ได้และสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามขอบเขตของหลินเฟิงกลับเป็นขอบเขตการผสานเมื่อเทียบกับอำนาจของอีกฝ่ายแล้ว ของหลินเฟิงถือว่าทรงพลังมาก และสามารถรู้ถึงอำนาจของอีกฝ่ายได้กล่าวได้ว่าอำนาจของมู่ฟ่านนั้นเดิมทีแล้วไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหลินเฟิงเลยแม้แต่น้อย
เมื่อผู้คนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ล้วนตกตะลึง หรือจิตวิญญาณนักรบของหลินเฟิงจะเป็นจิตวิญญาณแห่งศาสตราวุธหอก?
“ข้าสามารถควบคุมอำนาจพลังได้ การโจมตีจึงแข็งแกร่งมากและอีกอย่างการบ่มเพาะของข้าก็อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 ข้าจะหวาดกลัวเขาได้อย่างไรกัน”
มู่ฟ่านกล่าวกลั้วหัวเราะขณะที่ย่ำเท้าลงบนพื้น จนเกิดฝุ่นละอองลอยขึ้นไปในอากาศ
ลมปราณจำนวนมากพวยพุ่งจากร่างกายของมู่ฟ่าน และตรงไปที่หลินเฟิงทันใดนั้นได้เกิดแสงสว่างจ้าระหว่างพวกเขา ทำให้ผู้คนต่างต้องตกตะลึง
“คนคนนี้มีพละกำลังที่ทรงพลังมาก การเคลื่อนไหวก็รวดเร็ว แล้วยังสามารถควบคุมหยวนชี่ได้อีก”
ผู้คนพึมพำพร้อมถอนหายใจ ดูเหมือนหลินเฟิงจะตกอยู่ในอันตรายแล้ว สมแล้วที่คนคนนี้เป็นศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่พละกำลังช่างแข็งแกร่ง นัก
“ฮ่าๆๆ เจ้าเด็กอวดดีนี่ คาดไม่ถึงว่าจะกล้าเรียกตัวเองว่า ‘ตั๋วมิ่ง’ ข้าพนันได้เลยว่า เขาไม่สามารถหยุดศิษย์พี่มู่ฟ่านได้หรอกเพียงการโจมตีเดียวก็เพียงพอที่จะสังหารเขาได้แล้ว”
ท่ามกลางผู้คนจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ มีศิษย์คนหนึ่งกล่าวขึ้นมาพวกเขาทั้งหมดเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ในความคิดของพวกเขาต่างก็คิดว่าหลินเฟิงกำลังรนหาที่ตาย
นัยน์ตาของหลินเฟิงยังคงเยือกเย็นและสงบนิ่ง เหมือนว่าโลกทั้งใบไม่เกี่ยวข้องกับเขาและมู่ฟ่านผู้แข็งแกร่งก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเขาเลยสักนิด
ทั้งสองร่างเริ่มเข้าใกล้กันเรื่อยๆ แรงกดดันรุนแรงก็แข็งแกร่งมากกว่าเดิมจนฝุ่นทรายคละคลุ้งจนบดบังร่างทั้งสองไว้มิด
ในฝ่ามือของหลินเฟิงยังคงมีลมปราณกำลังเปล่งแสงออกมา
“ตูม!”
ทันใดนั้นได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้น แสงสีดำนั้นตัดผ่านทุกสิ่งลมปราณของมันเยือกเย็นมากจนไม่อาจหยุดยั้งได้ เพียงชั่วพริบตามันได้พุ่งใส่มู่ฟ่านทำให้ร่างของมู่ฟ่านต้องสั่นสะท้านรุนแรงและเผยสีหน้าตกตะลึง
“ขอบเขตการผสาน”
ภายในใจของมู่ฟ่านเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ชายประหลาดผู้สวมหน้ากากเงินนั่นช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว!