เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 156 อำนาจและการผสาน

            จู่ๆ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินยิ้มๆ เข้ามา และพยักหน้าให้หลินเฟิงเล็กน้อยจากนั้นก็กล่าวว่า “ข้าจะเป็นคนตัดสินเองแต่ไม่รู้ว่าทุกคนจะเห็นด้วยหรือไม่?”

            หลินเฟิงประหลาดใจมาก ชายหนุ่มคนนี้หน้าตาดีและดูเป็นมิตรมากๆ คนคนนี้มีรอยยิ้มอบอุ่นและให้ความรู้สึกอ่อนโยนกล่าวได้ว่าหากใครเห็นแล้วต่างต้องรู้สึกถึงเจตนาดีอย่างแน่นอน

            แม้ว่าหลินเฟิงจะไม่รู้จักคนผู้นี้แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธความต้องการของอีกฝ่าย ที่ให้อีกฝ่ายเป็นผู้ตัดสิน

            ความรู้สึกนี้ทำให้ในใจของหลินเฟิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ชายตรงหน้าดีเลิศเกินไปจนทำให้คิดว่าเขาไม่ค่อยเอาจริง

            “แน่นอนว่าข้าเห็นด้วย” ชายหนุ่มสหายของมู่ฟ่านกล่าว

            เมื่อมู่ฟ่านได้ยินคำพูดของสหายจึงประหลาดใจเล็กน้อย มู่ฟ่านไม่รู้จักคนคนนี้แต่เห็นได้ชัดเลยว่า สถานะของคนคนนี้ไม่ธรรมดาแน่นอนมิฉะนั้นสหายของเขาคงไม่ยอมรับนอกจากนี้เขาไม่สามารถพูดโต้เถียงกับผู้ฝึกยุทธ์จากตระกูลชั้นสูงได้แม้ว่าเขาจะไม่กล้าขัดก็ตาม

            “เจ้าล่ะว่ายังไง?” ชายหนุ่มถามหลินเฟิงเขายิ้มและกล่าวต่อว่า “วางใจเถอะข้ารับประกันได้ว่าการต่อสู้ระหว่างเจ้ากับเขาจะยุติธรรมแน่นอนและหลังจากเรื่องนี้จบสิ้นจะไม่มีใครกล้ากล่าวหาเจ้า”

            ช่างพูดได้ดี!

            หลินเฟิงครุ่นคิดและเดาสถานะที่แท้จริงของคนคนนี้ อย่างไรก็ตามหลินเฟิงไม่สามารถคาดเดาว่าอีกฝ่ายเป็นใครมาจากไหนรู้เพียงว่าสถานะของชายหนุ่มคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

            “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็มาเป็นคนตัดสินสิ”

            หลินเฟิงพยักหน้า แม้หลินเฟิงจะคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้เอาจริงแต่เขาก็ยังคงเห็นด้วยและสถานะของชายหนุ่มคนนี้ก็ไม่สามารถเล่นเหลี่ยมต่อหน้าผู้คนมากมายได้นอกจากนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นด้วย

            “ขอบคุณ” ชายหนุ่มกล่าวขณะยิ้มและพยักหน้าอย่างสุภาพ

            หลินเฟิงหันหลังกลับและจ้องมองมู่ฟ่าน จากนั้นกล่าวว่า “เริ่มเถอะ”

            มู่ฟ่านมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นของของหลินเฟิงแต่สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงความลึกลับและเยือกเย็น ไม่มีความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องเอ่ยถึงความหวาดกลัวเลย

            จากนั้นผู้ดูแลก็เดินเข้าไปในกรง แล้วจูงปีศาจสิงโตเพลิงออกมา

            มู่ฟ่านและหลินเฟิงกำลังเผชิญหน้ากัน แต่นัยน์ตาของหลินเฟิงยังคงนิ่งสงบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว

            มู่ฟ่านเงยหน้าขึ้นถามอย่างแดกดันว่า “ข้ามู่ฟ่านศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ เจ้าเป็นใครกัน?”

            “ตั๋วมิ่ง”

            หลินเฟิงตอบอย่างไม่ลังเล

            ในขณะนั้น หลินเชียนและหลินหงที่อยู่บนอัฒจันทร์ต่างต้องประหลาดใจ

            “ตั๋วมิ่ง!”

            ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูมาก ชายสวมหน้ากากที่คาดเดาได้ยากผู้นี้มีชื่อว่า ‘ตั๋วมิ่ง’

            นานมาแล้ว ในการประลองยุทธ์ที่เมืองหยางโจว หลินเฟิงก็สวมหน้ากากสีเงินและยังปลอมชื่อเป็น ตั๋วมิ่ง

            “หลินเฟิง?” หลินหงพูดพึมพำ ถึงจะเป็นเรื่องบังเอิญแต่หลินหงก็ไม่สามารถเชื่อได้เพราะทั้งสองคนนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

            “ไม่ใช่หลินเฟิงหรอก” หลินเชียนส่ายหน้า “หากเขาคือหลินเฟิงจริงๆ ถ้าเห็นพวกเราแล้ว เขาจะสามารถนิ่งเงียบได้ขนาดนี้เชียวหรือกระทั่งแววตาก็ยังคงเยือกเย็น พรสวรรค์ของหลินเฟิงแม้จะอ่อนแอแต่ตอนที่เขาอยู่เมืองหยางโจวก็เพิ่งบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 เท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5ในเวลาแค่ครึ่งปี”

            จากขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 ถึงขั้นที่ 5นั้น มีความแตกต่างระหว่างขอบเขตถึง 3 ขั้นคนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลานาน 1 ปีเพื่อบรรลุไปอีกขั้นหากใครสามารถทะลวงไปได้ถึง 2 ขั้นนั่นถือว่าคนคนนั้นเป็นอัจฉริยะแม้แต่คนที่มีพรสวรรค์ก็ไม่สามารถทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณทั้ง 3 ขั้นภายใน 6 เดือนได้

            หลินหงพยักหน้าเมื่อได้ยินหลินเชียนอธิบาย หลินเฟิงไม่สามารถต่อกรกับปีศาจสิงโตเพลิงตัวนี้ได้และคนคนนี้ก็อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 ไม่มีทางที่หลินเฟิงจะพัฒนามาได้ถึงขนาดนี้แน่นอน

            ครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ

            ภายในกรง เมื่อมู่ฟ่านได้ยินคำพูดของหลินเฟิงจึงหัวเราะออกมาและกล่าวว่า “ตั๋วมิ่ง? ข้าจะดูว่าความหยิ่งยโสของเจ้ามันเป็นแค่นิสัยที่ติดตัวมาหรือเปล่า”

            เมื่อกล่าวจบมู่ฟ่านก็ปลดปล่อยลมปราณอันเยือกเย็นออกมา และพุ่งไปบดขยี้ร่างของหลินเฟิงทำให้หลินเฟิงรู้สึกว่าร่างกายของเขาราวกับกำลังถูกกดทับ

            “อำนาจ?”

            หลินเฟิงรู้สึกประหลาดใจ เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายสามารถควบคุมอำนาจได้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสหายของเขาถึงอยากมอบปีศาจสิงโตเพลิงให้กับเขาและมู่ฟ่านก็เป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ และอาจทำให้มันเชื่องได้เพียงแค่ออกแรงเพียงเล็กน้อย

            เมื่อมู่ฟ่านเห็นหลินเฟิงประหลาดใจ นัยน์ตาของเขาจึงฉายแววภูมิใจในพลังออกมาดูเหมือนความแข็งแกร่งของคนคนนี้จะไม่เท่าไร ถ้าเขารู้สึกได้ถึงอำนาจพลังที่กดดันเพียงเล็กน้อยมันก็เป็นเรื่องง่ายที่จะเอาชนะเขา

            “เจ้ามันก็ดีแต่ปาก! แค่อำนาจพลังเล็กน้อยก็กดดันเจ้าได้แล้ว ความแข็งแกร่งของเจ้าไม่มีทางต้านทานอำนาจพลังของข้าไม่ต้องกังวลเลยเพราะเจ้าไม่มีทางสู้ข้าได้ ข้ายังปลดปล่อยอำนาจพลังได้มากกว่านี้ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าข้าคิดผิดที่คิดว่าเจ้าสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้” มู่ฟ่านกล่าว

            เมื่อมู่ฟ่านกล่าวจบ เขาก้าวไปข้างหน้าและปลดปล่อยอำนาจมากขึ้น จนปกคลุมร่างกายของหลินเฟิงทันทีทำให้หลินเฟิงรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งร่าง

            “อำนาจ แล้วยังไงล่ะ?” หลินเฟิงยิ้มเยือกเย็นแล้วขยับตัวเล็กน้อยทันใดนั้นอำนาจที่โอบล้อมร่างกายเขาก็ลดลงไปมาก

            หลินเฟิงก้าวไปข้างหน้า เขากลายเป็นเงาพุ่งตรงเข้าไปในอำนาจของอีกฝ่าย

            ทุกการเคลื่อนไหวของหลินเฟิงได้สร้างกระแสลมรอบตัวเขา ในบรรยากาศเริ่มมีเสียงฉีกขาดดังต่อเนื่อง

            คาดไม่ถึงว่าหลินเฟิงจะไม่ได้รับผลกระทบจากอำนาจ และกำลังกระชากมันออก

            “หืม?”

            มู่ฟ่านขมวดคิ้วและพึมพำ เขาเดินไปข้างหน้าอีกครั้งพลันปลดปล่อยอำนาจอันน่าเหลือเชื่อและแข็งแกร่งมากกว่าเดิมพุ่งเป้าไปทางหลินเฟิงเรื่อยๆ

            ในขณะนั้นหลินเฟิงได้ยกมือขึ้นและมองผ่านอำนาจที่มู่ฟ่านปลดปล่อยออกมาบางสิ่งที่ดูคล้ายลมปราณพิษถูกปลดปล่อยออกมาจากมือของหลินเฟิง ทำให้ทุกคนต่างประหลาดใจ

            อำนาจเป็นอีกหนึ่งประเภทของขอบเขต มันไร้เงาไร้รูปร่างแต่กลับกดดันคู่ต่อสู้ได้และสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามขอบเขตของหลินเฟิงกลับเป็นขอบเขตการผสานเมื่อเทียบกับอำนาจของอีกฝ่ายแล้ว ของหลินเฟิงถือว่าทรงพลังมาก และสามารถรู้ถึงอำนาจของอีกฝ่ายได้กล่าวได้ว่าอำนาจของมู่ฟ่านนั้นเดิมทีแล้วไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหลินเฟิงเลยแม้แต่น้อย

            เมื่อผู้คนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ล้วนตกตะลึง หรือจิตวิญญาณนักรบของหลินเฟิงจะเป็นจิตวิญญาณแห่งศาสตราวุธหอก?

            “ข้าสามารถควบคุมอำนาจพลังได้ การโจมตีจึงแข็งแกร่งมากและอีกอย่างการบ่มเพาะของข้าก็อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 ข้าจะหวาดกลัวเขาได้อย่างไรกัน”

            มู่ฟ่านกล่าวกลั้วหัวเราะขณะที่ย่ำเท้าลงบนพื้น จนเกิดฝุ่นละอองลอยขึ้นไปในอากาศ

            ลมปราณจำนวนมากพวยพุ่งจากร่างกายของมู่ฟ่าน และตรงไปที่หลินเฟิงทันใดนั้นได้เกิดแสงสว่างจ้าระหว่างพวกเขา ทำให้ผู้คนต่างต้องตกตะลึง

            “คนคนนี้มีพละกำลังที่ทรงพลังมาก การเคลื่อนไหวก็รวดเร็ว แล้วยังสามารถควบคุมหยวนชี่ได้อีก”

            ผู้คนพึมพำพร้อมถอนหายใจ ดูเหมือนหลินเฟิงจะตกอยู่ในอันตรายแล้ว สมแล้วที่คนคนนี้เป็นศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่พละกำลังช่างแข็งแกร่ง นัก 

            “ฮ่าๆๆ เจ้าเด็กอวดดีนี่ คาดไม่ถึงว่าจะกล้าเรียกตัวเองว่า ‘ตั๋วมิ่ง’ ข้าพนันได้เลยว่า เขาไม่สามารถหยุดศิษย์พี่มู่ฟ่านได้หรอกเพียงการโจมตีเดียวก็เพียงพอที่จะสังหารเขาได้แล้ว”

            ท่ามกลางผู้คนจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ มีศิษย์คนหนึ่งกล่าวขึ้นมาพวกเขาทั้งหมดเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ในความคิดของพวกเขาต่างก็คิดว่าหลินเฟิงกำลังรนหาที่ตาย

            นัยน์ตาของหลินเฟิงยังคงเยือกเย็นและสงบนิ่ง เหมือนว่าโลกทั้งใบไม่เกี่ยวข้องกับเขาและมู่ฟ่านผู้แข็งแกร่งก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเขาเลยสักนิด

            ทั้งสองร่างเริ่มเข้าใกล้กันเรื่อยๆ แรงกดดันรุนแรงก็แข็งแกร่งมากกว่าเดิมจนฝุ่นทรายคละคลุ้งจนบดบังร่างทั้งสองไว้มิด

            ในฝ่ามือของหลินเฟิงยังคงมีลมปราณกำลังเปล่งแสงออกมา

            “ตูม!”

            ทันใดนั้นได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้น แสงสีดำนั้นตัดผ่านทุกสิ่งลมปราณของมันเยือกเย็นมากจนไม่อาจหยุดยั้งได้ เพียงชั่วพริบตามันได้พุ่งใส่มู่ฟ่านทำให้ร่างของมู่ฟ่านต้องสั่นสะท้านรุนแรงและเผยสีหน้าตกตะลึง

            “ขอบเขตการผสาน”

            ภายในใจของมู่ฟ่านเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ชายประหลาดผู้สวมหน้ากากเงินนั่นช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว!

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน