“น้องรอง น้องรอง...”
“น้องรองน้องรอง...”
เสียงะโที่ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่านั้นดังกังวานเป็พิเศษในฤดูหนาวเฉียวซงร้องะโพลางมุ่งเข้าสู่ป่าเขา ฟ้ามืดลงแล้ว เขากลับมาจากเมืองและพบว่าน้องสาวยังไม่กลับมาเมื่อถามน้องชายจึงรู้ว่า หลังจากที่เขาก้าวเท้าออกจากบ้านไปไม่นานน้องสาวก็ไปยังป่าไผ่ในูเาเสียแล้ว
เ้าเด็กโง่ที่นั่นจะยังมีหน่อไม้ได้อย่างไร เมื่อฤดูหนาวมาถึงคนทั้งหมู่บ้านต่างก็แห่กันออกไปขุด แม้แต่หน่อใหม่ที่เพิ่งโผล่ออกมาก็ถูกขุดไปจนเกลี้ยงแล้ว
สำหรับเฉียวซีมีเพียง่เวลาที่พี่ชายของนางไม่อยู่บ้านเท่านั้นจึงจะสามารถขึ้นเขาไปหาของได้หากพี่ชายของนางอยู่ที่บ้าน เื่นี้จะเป็เื่ที่นางไม่อาจแม้แต่จะคิดแค่คิดเพียงเล็กน้อยก็สามารถถูกบ่นเอาได้
วันนี้หลังจากที่พี่ชายใหญ่ออกจากบ้าน นางก็บอกกล่าวกับน้องชายเล็กน้อยแล้วหยิบตะกร้าใบเล็กขึ้นเขาไป นางเป็ผู้มีวิทยายุทธอยู่กับตัวของที่หาได้เมื่อขึ้นเขาจึงไม่น้อยเลยทีเดียว นางเก็บสมุนไพรได้มากมายทั้งยังล่าไก่ป่าและกระต่ายป่าได้อีกอย่างละตัว เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าได้มืดลงมากพอสมควรแล้วนางจึงเร่งฝีเท้าลงจากเขา เมื่อมาถึงป่าไผ่ นางได้ยินเสียงพี่ชายใหญ่ดังมาแต่ไกลจึงถือโอกาสพุ่งพรวดเข้าไปในป่าไผ่ รอให้พี่ชายใหญ่เข้ามาใกล้เสียก่อนแล้วจึงจะแสร้งทำเป็เดินออกมาจากป่าไผ่
เฉียวซียังเดินเข้าไปได้ไม่ไกลเท่าไรนักด้วยสายตาอันเฉียบคมของนางทำให้นางได้พบกับจุดที่เคยถูกขุดเอาไว้เข้า มีกองลูกกลมๆขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อนอยู่ใต้ผืนใบไม้ที่ร่วงลงมาทับถมกันนางก้าวไปข้างหน้าอย่างรีบร้อน ก่อนจะย่อตัวลงในทันใดแล้วยื่นมือเข้าไปหยิบลูกกลมๆ นั้นขึ้นมามองอยู่นาน และลูบคลำด้วยความถูกใจจนไม่อาจวางมันลงได้พร้อมรอยยิ้มกว้างที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
นี่คือของล้ำค่านี่นามันคือเห็ดที่ถูกสรรเสริญว่าเป็ดั่งผกาหายากจากขุนเขาเห็ดที่เป็ดั่งราชินีแห่งบรรดาเห็ดทั้งปวง เห็ดเยื่อไผ่
โดยปกติแล้วเห็ดเยื่อไผ่จะเจริญงอกงามอยู่ตามส่วนรากของต้นไผ่ถือเป็เห็ดชนิดหนึ่งที่แพร่พันธุ์ด้วยสปอร์หลังจากที่เติบโตขึ้นรูปร่างจะเป็รูปตาข่ายคล้ายกับคราบงูมันมีหมวกเห็ดสีเหลืองไข่ห่าน ก้านเห็ดเป็ทรงกระบอกสีขาวหิมะมีเปลือกหุ้มโคนเห็ดรูปไข่สีชมพูส่วนยอดของก้านเห็ดมีระบายรูปตาข่ายสีขาวสะอาดดูประณีตปูคลุมลงมาจากร่มเห็ดดูงดงามเป็อย่างยิ่ง
เฉียวซีกำลังกลุ้มใจว่าจะทำให้ครอบครัวดีขึ้นได้อย่างไรนี่ไม่ใช่สิ่งที่์ส่งมาให้นางหรอกหรือ หากนำไปขายให้ร้านอาหารใหญ่ๆในเมืองน่าจะได้ราคาดีไม่น้อย
เฉียวซีหอบทุกสิ่งเข้าตะกร้าแบกหลังแม้กระทั่งเศษใบไผ่ ก็ถูกเก็บเข้าไปด้วย
ในเมื่อสามารถพบได้หนึ่งที่ก็น่าจะยังมีอยู่อีก เฉียวซีถือโอกาสนี้รอเฉียวซงอยู่ที่เดิมไว้เมื่อเขามาถึงแล้วจะไปหาด้วยกัน ยิ่งคนเยอะยิ่งมีกำลังมากไม่ใช่หรือ
“น้องรอง...”
“พี่ใหญ่ข้าอยู่นี่” เสียงของเฉียวซงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และเฉียวซีก็ขานตอบ
เฉียวซงยืนอยู่นอกป่าไผ่เมื่อเขาได้ยินเสียงน้องสาวดังออกมาจากป่าไผ่ จึงรีบก้าวเท้าเข้าไปหลังจากนั้นไม่นานก็เห็นร่างเล็กๆ ยืนรอเขาอยู่
“พี่ใหญ่ข้าพบของดีเข้าแล้ว เรามาลองหาดูว่าจะยังมีอีกไหม” เมื่อเฉียวซงเดินเข้าไปใกล้เฉียวซีก็เอ่ยขึ้นพร้อมมอบของล้ำค่าให้เขา บนใบหน้าของนางยังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มของน้องสาวคำพูดจากอารมณ์โกรธก็ไม่อาจเอ่ยออกมาได้เลย เขามีหรือจะไม่เข้าใจความคิดของน้องสาวแต่นางกับน้องชายยังอายุน้อยมากในฐานะพี่ชายคนโตเขามีภาระหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัว
“งั้นหรือนี่ของดีอะไรหรือ” เฉียงซงถามด้วยรอยยิ้ม
“เ้านี่ไง”เฉียวซีเอ่ยพร้อมชี้ไปที่ลูกกลมๆ ในตะกร้าไผ่
เฉียวซงมองเข้าไปในตะกร้าไม้ไผ่ แต่เมื่อเห็นกองก้อนกลมสีน้ำตาลที่ดูเหมือนถุงน้ำดีงูอยู่ในกองเศษใบไม้เน่าๆเขาก็ใกลัวมากเสียจนต้องถอยหลังกลับไปหลายก้าว “น้องรอง นั่นคือไข่งูรีบทิ้งมันไปเสีย” ป่าไผ่มีเ้าสิ่งนี้อยู่มาก ทุกครั้งที่คนในหมู่บ้านพบเข้าจะรีบย่ำมันทิ้งเสีย แต่น้องสาวตัวดีกลับบอกว่ามันเป็สิ่งล้ำค่าเสียอย่างนั้น
เฉียวซีอดกรอกตาไม่ไหวทำเพียงวิจารณ์ว่าเป็สิ่งไร้ค่าหรือแต่นี่ก็ไม่อาจโทษพี่ชายของนางที่เห็นเป็เื่แปลกได้หากไม่ใช่เพราะชาติปางก่อนนางชอบอ่านหนังสือขอเพียงว่าเป็หนังสือนางล้วนชอบเสียทั้งสิ้น หากนางไม่ชอบอ่านหนังสือเช่นนั้นนางคงจะไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร
ทว่าเวลานี้รีบอธิบายเสียจะดีกว่าไม่เช่นนั้นมีความเป็ไปได้ที่พี่ชายของนางจะทิ้งมันลงพื้นแล้วย่ำมันจนแตกหากเป็เช่นนั้น นางจะไปร้องไห้กับใครได้เล่า
“พี่ใหญ่นี่คือเห็ดเยื่อไผ่ รออีกไม่กี่วันก็จะแตกออกมาจากเปลือกเอาไปต้มน้ำซุบกินอร่อยมากเลยนะ” เพียงนึกถึงรสชาตินั้น นางก็น้ำลายสอแล้วรสชาตินั้นอร่อยมากจริงๆ
“เห็ดเยื่อไผ่หรือเ้ารู้จักเห็ดเยื่อไผ่ได้อย่างไร”
“ท่านลืมไปแล้วหรือข้าชอบอ่านหนังสือนะ หนังสือเ่าั้ของท่านพ่อข้าก็อ่านมาหมดแล้ว”เฉียวซีรู้แต่แรกแล้วว่าพี่ชายของตนจะถามเช่นนี้และนางก็หาข้อแก้ต่างไว้ตั้งนานแล้ว แถมพี่ชายของนางก็เคยอ่านเช่นกันทว่าไม่ได้อ่านจนครบถ้วนเช่นนาง ดังนั้นนี่จึงไม่ถือเป็การพูดโกหก
ดีที่พ่อของนางเป็คนที่ค่อนข้างเยี่ยมยอดทีเดียวมีหนังสือตั้งมากมาย พ่อยังสอนหนังสือนางั้แ่เล็กและนางก็ชอบที่จะอ่านหนังสือหลายๆ ประเภทในห้องหนังสือของพ่อ
“ดูสิข้าลืมเื่นี้ไปได้อย่างไรกัน” เฉียวซงตบท้ายทอยของตนเบาๆพลางมองน้องสาวของตนพร้อมยิ้มระรื่น พ่อของเขาเป็ซิ่วไฉ[1]เพียงคนเดียวในหมู่บ้านเฉียวแม้จะเป็ผู้ที่มาจากต่างแดน แต่กลับเป็หน้าเป็ตาให้หมู่บ้านเฉียวไปแล้วแต่เมื่อไปสอบจวี่เหริน[2]สองครั้งไม่ผ่านจึงไม่ไปสอบอีกต่อมาจึงทำงานสอนหนังสือในสำนักศึกษาส่วนตัวชีวิตในครอบครัวของพวกเขาครบถ้วนสมบูรณ์ไม่น้อย แต่เื่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อครึ่งปีก่อนตอนที่พ่อของเขาเข้าไปในูเา ก็พบกับพายุฝนและดินถ่มทำให้เสียชีวิตไปทั้งอย่างนั้น ซึ่งแม่ก็จากไปด้วยเช่นกันในบ้านจึงเหลือเพียงพวกเขาสามพี่น้อง งานศพของพ่อและแม่ทำเอาทรัพย์สินในบ้านถูกควักออกมาใช้จนหมดสิ้นดีที่ไม่มีหนี้สินข้างนอกไม่เช่นนั้นชีวิตของพวกเขาทั้งสามคนคงจะยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีกเขาจึงทำได้เพียงต้องเลิกเรียนหนังสือเพื่อรับภาระเลี้ยงดูครอบครัว
“ท่านพี่ข้าแปดขวบแล้วนะ ข้าสามารถรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวนี้ด้วยกันกับท่านได้”เฉียวซีเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยวและจริงใจ
“ได้สิ เช่นนั้นเราหากันต่ออีกสักหน่อยเถอะ” ยามที่ท่านพ่อและท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่น้องสาวไม่เคยต้องลำบากเลยแม้แต่น้อย นางเป็ดังสมบัติบนฝ่ามือของพวกเขาไม่คิดเลยว่า... เฉียวซงเก็บความเศร้าโศกเอาไว้ จะทำให้น้องสาวเป็ห่วงไม่ได้
สองพี่น้องหาเห็ดเยื่อไผ่กันนับชั่วโมงซึ่งนั่นทำให้พวกเขาหาได้อีกไม่น้อย เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ามืดสนิทแล้วแม้จะยังอยากหาต่อก็จำต้องยอมละทิ้งความคิด เพราะยังมีน้องคนเล็กอีกคนที่บ้าน
“พี่ใหญ่พวกเรากลับกันก่อนเถอะ ไม่อย่างนั้นน้องสามคงต้องกังวลใจเป็แน่”
“ได้สิไว้พรุ่งนี้พวกเราค่อยมาใหม่” ป่าไผ่กว้างใหญ่เช่นนี้ น่าจะยังหาได้อีกไม่น้อย
“พรุ่งนี้ไว้พวกเรามาด้วยกันทุกคนนะ”
“มาข้าแบกตะกร้าเอง” เฉียวซงชิงหยิบตะกร้าไม้ไผ่ตรงหน้าน้องสาวขึ้นแบกก่อนจะมุ่งหน้าลงเขาไป
ครอบครัวของพวกเขาไม่มีเงินซื้อตะเกียงน้ำมันเฉียวไป่จึงใช้ฟืนก่อไฟแทนตะเกียงน้ำมันเขาเดินไปเดินมาอยู่ที่หน้าประตูอย่างกระสับกระส่ายพี่ใหญ่ไปตามหาพี่รองนานมากแล้ว เหตุใดจึงยังไม่กลับมาเล่า
โชคดีที่บ้านของพวกเขาอยู่ห่างจากตีนเขาไม่ไกลเท่าไรนักเมื่อเขาได้เห็นเงารางๆ สองร่างมุ่งตรงมาทางบ้านของเขาเขาก็วิ่งเข้าไปอย่างรีบร้อน ความหวาดกลัวในหัวใจะเิออกมาในทันทีน้ำตาหลังไหลลงมาเป็สาย “ไหนพี่รองบอกว่าไปประเดี๋ยวเดียวก็จะกลับมาแล้วไม่ใช่หรือเหตุใดถึงไปนานเช่นนี้เล่า ฮือ...”
“เด็กดี พี่รองก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรือไม่ต้องร้องนะ ไม่ต้องร้อง พี่รองหิวแล้ว เราไปทำกับข้าวกันเถอะ”เฉียวไป่ติดพี่สาวเช่นนี้ั้แ่เล็ก นี่เป็ครั้งแรกที่ถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียวการที่เขากลั้นน้ำตามาได้จนถึงตอนนี้ถือว่าทำได้ยากมากทีเดียว
“ฮือ...ฮือ...ครั้งหน้าท่านพี่อย่าทิ้งข้าอีกนะ”
“จ้ะ ครั้งหน้าข้าจะพาเ้าไปด้วยนะ”
“น้องสามอย่าร้องไห้ไปเลยกลับบ้านกันเถอะ”
เมื่อกลับถึงบ้านเฉียวซีตรงเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมทำอาหาร นางเปิดฝาหม้อออกและพบว่ามีมันเทศที่ต้มสุกแล้วอยู่ในหม้อ“น้องสาม นี่เ้าทำหรือ”
“อืมหลังจากที่พี่ใหญ่ไปตามหาท่าน ข้าก็ต้มมันเทศเอาไว้ ข้ากลัวพวกท่านจะหิว”เฉียวไป่เกาหัวอย่างเขินอาย เขาพอจะต้มมันเทศเป็อยู่บ้างตอนที่พี่สาวทำเขาก็อยู่ด้วยตลอด ดังนั้นเขาจึงทำเป็ส่วนอย่างอื่นดูซับซ้อนเกินไป เขาจึงทำไม่เป็
“เก่งจริงๆ เลยเ้าโตขึ้นแล้วนะ” นางเอ่ยชมน้องชาย พลางนำมันเทศวางลงในกะละมังแล้วยกไปวางไว้บนโต๊ะตัวเตี้ยตัวหนึ่งในครัว แล้วบรรดาพี่น้องก็ลงมือกินมันเทศโดยอาศัยแสงสลัวจากเตาไฟส่องสว่าง
[1] ซิ่วไฉ (秀才) คือระดับคุณวุฒิในสมัยโบราณ ผู้ที่ได้รับคุณวุฒินี้จะต้องสอบผ่านระดับต้นหรือระดับท้องถิ่นเป็ระดับคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับการสอบรับราชการในสมัยโบราณ
[2] จวี่เหริน(举人) คือระดับคุณวุฒิในสมัยโบราณเป็ระดับขั้นที่อยู่ถัดจากซิ่วไฉ ถือเป็การสอบในระดับภูมิภาคหรือระดับมณฑลผู้ที่จะเข้าสอบในระดับนี้ได้จะต้องได้รับคุณวุฒิซิ่วไฉเสียก่อน