ค่ำวันหนึ่งที่ห้องทำงานส่วนตัวของวิทยา
ไฟโต๊ะทำงานสว่างจ้าตัดกับความมืดข้างนอก
วิทยานั่งนิ่งหลังโต๊ะ กระดาษรายงานประชุมโปรเจกต์ของวีวี่วางเรียงเต็มไป
หมด นิ้วมือขยี้มุมแฟ้มด้วยความครุ่นคิด แววตาใต้กรอบแว่นเป็ประกายเฉียบคม
ลูกน้องคนสนิทก้าวเข้ามาเงียบ ๆ
“คุณวิทยาครับ บริษัท V&V Global เพิ่งปิดดีลใหญ่รายแรกได้ ลูกค้าดูพอใจมาก”ฃ
วิทยาพยักหน้าช้า ๆ
เสียงแหบต่ำ “หึ ก็ยังไม่เหนือความคาดหมาย
หลานสาวฉันหัวแข็งแต่ขยัน ไม่ยอมแพ้ ฉันไม่แปลกใจ
แต่ฉันอยากรู้มากกว่า—
ว่าคนที่ทำให้หลานฉันพลิกวิกฤติได้คือใคร”
ลูกน้องวางแฟ้มรูปถ่ายใบหม่อน
“เลขาชื่อบุญญาภา—เพื่อนรุ่นพี่ของบ๊วยหวาน
ประวัติเคยทำงานบริษัทเทรดดิ้งต่างประเทศ เรียนจบเกียรตินิยม”
วิทยาเหลือบมองรูป ใบหน้าของใบหม่อนในมุมยิ้มอ่อนโยน
เขาเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนถาม
“คนคนนี้มีอะไรที่น่าระแวงไหม?
เธอเข้ามาช่วยวีวี่ั้แ่ต้น หรือเป็แค่ลูกน้องใหม่ในบริษัท”
ลูกน้องส่ายหน้า
“เท่าที่ดู เหมือนจะเพิ่งสนิทกัน่นี้เองครับ
แต่ทุกดีลที่ผ่าน เลขาคนนี้มีส่วนช่วยเจรจา จัดการเอกสารและรับมือปัญหาทุกครั้ง
ทีมงานก็ดูจะรักและเชื่อใจเธอมาก”
วิทยาขมวดคิ้วแน่น
“สืบลึกกว่านี้—ขอดูประวัติการทำงาน การเงิน เครือญาติด้วย ดูว่ามีใครอยู่เื้ั หรือมีเอี่ยวกับบริษัทคู่แข่งหรือเปล่า แล้วถ้า V&V Global มีปัญหาอะไร ให้รายงานฉันทันที อย่าให้หลานฉันพลาดเพราะไว้ใจคนผิดที่ไม่ความไว้ใจ” วิทยาพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน
ลูกน้องรับคำ
“เข้าใจแล้วครับคุณวิทยา จะรีบหาข้อมูลมาให้ครบ”
วิทยานั่งนิ่ง ๆ มองรูปใบหม่อน สายตาครุ่นคิด
‘ผู้หญิงคนนี้ดูนิ่ง แต่ก็ไม่ธรรมดา
ถ้ามีอะไรซ่อนอยู่ ฉันจะเป็คนแรกที่จับให้ได้’
"คนเรานั้นย่อมมีจุดอ่อนเสมอ วีวี่ เธอยังต้องเรียนรู้ความจริงอีกมาก
นี่มันแค่ก้าวแรกอย่ารีบดีใจไป" วิทยาพูดพึมพำกับตัวเอง
คืนนั้น ในไลน์กลุ่มทีมสายสืบ
เสียงบทสนทนาแชทกันเงียบ ๆ
A: “่นี้หัวหน้าให้จับตา ‘เลขาคุณวีวี่’ ไว้ด้วยนะ มีอะไรแปลก ๆ ให้ถ่ายรูปส่งเลย”
B: “เมื่อวานเห็นใบหม่อนอยู่ทำงานดึกกับบอสสองคน ดูสนิทกันมาก”
A: “ใครมีเพื่อนที่เคยเรียนกับใบหม่อน ฝากถามด้วยว่ามีประวัติเคยก่อเื่อะไรหรือเปล่า เื่ส่วนตัวก็ต้องรายงาน”
C: “รับทราบ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะสืบเพิ่มเติม”
พลบค่ำ
ห้องรับแขกบ้านจันทรโรจน์อบอวลไปด้วยกลิ่นชาและขนมปังอบใหม่
บ๊วยหวานนั่งยองๆ หน้าตู้โชว์ กำลังจัดดอกไม้ในแจกัน
วิทยา—พ่อของเธอ—ยืนเท้าแขนอยู่ริมหน้าต่าง มองแสงไฟถนนนอกบ้านด้วยสีหน้าครุ่นคิด
เสียงพ่อเอ่ยขึ้นก่อน
“บ๊วย ลูกได้ยินอะไรบ้างเกี่ยวกับทีมของวีวี่บ้าง่นี้”
บ๊วยหวานหันมาสบตาพ่อ
“่นี้วีวี่กับทีมดูเหนื่อยแต่ก็มีความสุขดีค่ะพ่อ
ทุกคนในออฟฟิศเขาดูรักกันแต่” พ่อขมวดคิ้ว
“ถ้ามีอะไรผิดปกติ อย่ามองข้ามนะบ๊วย วีวี่อาจตั้งใจดี
แต่ถ้ามีทีมที่ไม่ดี คนอื่นอาจฉวยโอกาสเอาได้”
บ๊วยหวานวางแจกันแล้วนั่งข้างพ่อ
“พ่อ หมายถึงเลขาชื่อใบหม่อนใช่ไหมคะ”
พ่อยิ้มจาง ๆ
“ก็แค่คนที่เพิ่งเข้ามา ใคร ๆ ก็ไว้ใจไม่ได้หมดหรอก
บ๊วยเองก็เป็คนในครอบครัว ช่วยพ่อจับตาดูให้ด้วย ถ้ามีอะไรแปลก ๆ
หรือใครมาใกล้วีวี่มากเกินไป ให้บอกพ่อด้วย ไม่ใช่ว่าจะห้ามคบเพื่อนใหม่ แต่ต้องระวัง
ไม่ใช่ทุกคนจะหวังดีกับเรา”
บ๊วยหวานนิ่งคิด
“บ๊วยเข้าใจค่ะพ่อ แต่เท่าที่บ๊วยเห็นใบหม่อนก็ขยัน และตั้งใจทำงานมาก
วีวี่เองก็มีความสุขั้แ่ได้ทำงานกับทีมนี้ บ๊วยไม่เห็นว่าจะมีอะไรน่ากังวลนะคะ”
พ่อวางมือบนไหล่ลูกสาว
“พ่อไม่ได้ให้ลูกไปกังวลอะไรมากมาย แค่ให้ดูแลความปลอดภัย—และถ้าต้องปกป้องวีวี่กับตระกูล
บ๊วยต้องกล้าช่วยตัดสินใจนะลูก บางทีสิ่งที่ดูเหมือนดี อาจซ่อนอะไรไว้มากกว่าที่คิด”
บ๊วยหวานพยักหน้า
แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความลังเล
‘จะจับตา หรือจะปกป้อง?
ทำไมการอยู่ตรงกลางมันยากแบบนี้’
บ๊วยหวานยิ้มบาง ๆ
“เข้าใจค่ะพ่อ บ๊วยจะพยายามที่สุด”
แสงไฟส้มในห้องรับแขกอ่อนโยน
แต่ร่องรอยของความไม่ไว้วางใจกำลังซึมลึกลงในหัวใจ
เด็กสาว และชะตากรรมของวีวี่ก็อาจเปลี่ยน
ไปจากสายตาที่เธอไว้ใจมากที่สุดโดยไม่รู้ตัว
สองวันหลังจากที่วิทยาสั่งให้ลูกน้องตามสืบเื่ของ
ใบหม่อน ลูกน้องคนสนิทวางแฟ้มรายงานประวัติ
ส่วนตัวของใบหม่อนลงบนโต๊ะวิทยาเปิดอ่านอย่างใจเย็น
เขาเปิดแฟ้มอ่านช้า ๆ จนมาสะดุดที่ชื่อ “พุทธพงศ์” ในช่องพ่อเลี้ยงพร้อมภาพประกอบที่เห็นชัดว่าคนตรงหน้านั้นเป็คนในอดีตที่เขาเองเคยพบเจอเมื่อนานมาแล้วเพราะตัวของพุทธพงศ์ ยังคงมีใบหน้าคมเข้ม หล่อเหลา รูปร่างสูงโปร่ง ดวงตากลมโตแม้มีริ้วรอยจากอายุที่มากขึ้นแต่ยังคงใบหน้าที่ใครเห็นก็ต้องจำได้ แววตาเฉียบคมของวิทยาเปลี่ยนไปโลกนี้ช่างกลมกว่าที่คิดไว้’ วิทยายิ้มมุมปาก
ประสบการณ์ชีวิตทำให้เขาไม่เคยเชื่อว่าทุกอย่างในโลก
จะเป็แค่เื่บังเอิญ สายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว
และคนใกล้ตัวมักซ่อนอะไรไว้มากกว่าที่เห็น
เขาหยิบโทรศัพท์
“บ๊วย แจ้งวีวี่ทีว่าพ่ออยากนัดไปทานข้าวเป็การส่วนตัว มีเื่อยากจะคุยนิดหน่อย”
ร้านอาหารกลางเมืองในคืนถัดมา
วีวี่นั่งตรงข้ามกับวิทยา—พี่ชายของแม่เธอ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบสงบ แต่ใต้ความเงียบคือแรงกดดันล่องลอย
วิทยาเปิดบทสนทนาด้วยเสียงนุ่ม
“่นี้งานของวีวี่เป็ยังไงบ้าง เหนื่อยไหม”
วีวี่ยิ้มรับ
“เหนื่อยค่ะ แต่สนุกดี ทีมงานดีมาก”
วิทยาเหลือบมองด้วยแววตาอ่านยาก
“เห็นว่าเลขาใหม่ของหลาน ขยันและเก่งมาก
บ๊วยก็บอกว่ารู้จักกันั้แ่สมัยเรียน”
วีวี่พยักหน้า
“ใช่ค่ะ ใบหม่อนเพิ่งมาร่วมทีมเราได้ไม่นาน แต่ช่วยเหลือทุกเื่”
เสียงจานช้อนกระทบกันแ่เบา วีวี่วางส้อมลงช้า ๆ
สายตายังจับจ้องวิทยา—ที่เป็ทั้งลุงและคนสำคัญในครอบครัว
วิทยาเอ่ยเสียงเรียบ
“ลุงอ่านประวัติเขามา โดยเฉพาะตรงที่พ่อเลี้ยงของเขาชื่อพุทธพงศ์—
ชื่อคุ้นแต่ใบหน้ายิ่งกว่าคุ้น ผู้ชายคนนี้เป็พ่อของหลานนะ”
เหมือนทุกอย่างในห้องหยุดนิ่ง
หัวใจวีวี่เต้นผิดจังหวะ
สมองเธอประมวลผลประโยคนั้นช้า ๆ
—พุทธพงศ์ พ่อของวีวี่
—พุทธพงศ์ พ่อเลี้ยงของใบหม่อน
—สิ่งที่คุณยายไม่เคยบอกฉันและห้ามไม่ให้ใครในบ้าน
กล่าวถึงรวมไปถึงป้าเพ็ญ
—ทำไมอยู่ๆ คุณลุงวิทยา ถึงมาพูดเื่นี้กับฉัน
เสี้ยววินาทีหนึ่ง ความสับสนถาโถมเข้าใส่
วีวี่พูดเสียงเบาเหมือนคนละเมอ
“คุณลุงว่าอะไรนะคะ พ่อเลี้ยงของใบหม่อนเป็พ่อแท้ ๆ ของวีวี่ด้วย”
วิทยามองหลานสาวที่นิ่ง เงียบ
“ใช่ เื่ที่คุณยายไม่อยากให้พูดที่สุด แต่วันนี้มันดันกลับเข้ามาในวงโคจรของเราจนได้”
แล้วใบหม่อนล่ะ ใบหม่อนรู้หรือเปล่า?
ที่ผ่านมาทุกอย่าง มันคืออะไร’
วิทยาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างนุ่มนวลแต่แฝงความหมาย
"เื่บางเื่บางทีเราก็เงียบดีกว่านะ หลานลองไปคุยกับใบหม่อนเองแล้วกัน"
วิทยาเปิดประเด็นให้วีวี่กับใบหม่อนเริ่มระแวงกันเอง
มือวีวี่กำผ้าเช็ดปากแน่น
“หนูขอเวลาทำใจหน่อยค่ะคุณลุง มันเร็วเกินไป หนูยังไม่เข้าใจยังไม่พร้อมจะรับเื่นี้เลย”
วิทยาพยักหน้า
“ลุงเข้าใจ หลานไม่ต้องรีบตัดสินใจอะไร
แค่ขอให้จำไว้ ถ้ามีอะไรอย่าเก็บไว้คนเดียว
ในบ้านนี้ยังมีลุงอยู่ตรงนี้เสมอ”
วีวี่หลุบตา
ร่างกายเย็นวาบ
ใจเต็มไปด้วยความงุนงง—ทั้งเศร้า ทั้งกลัว ทั้งระแวง
ภาพใบหม่อนในหัว
—แววตาอ่อนโยน
—รอยยิ้มที่คอยให้กำลังใจ
แต่ตอนนี้ทุกอย่างปะปนกับคำว่า “ครอบครัว” ในแบบที่เธอไม่เคยจินตนาการถึง
มือของวีวี่สั่นเล็กน้อย
โลกทั้งใบเหมือนกำลังจะเปลี่ยนไปในพริบตา
และคำถามใหม่ก็เกิดขึ้นไม่หยุด
—ใบหม่อนรู้ไหม?
—ควรพูดกับใบหม่อนอย่างไรต่อไป?
—จะไว้ใจใครได้จริง ๆ ไหม
หัวใจเธอเหมือนหลุดลอยออกไปจากโต๊ะอาหารแห่งนี้