บทที่ 12 ป้าจางระบายทุกข์
หลังทำการค้าครั้งแรก เจียงเซิงได้กำไรทั้งหมดถึงสิบหกเหวิน นางรู้สึกยินดียิ่งนัก แต่ก็ไม่ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะเร่รวบรวมเห็ดจากคนในหมู่บ้าน
นางต้องช่วยป้าจางให้พ้นทุกข์
เื่นี้จำเป็ต้องขอความช่วยเหลือจากคนในครอบครัวที่มีพละกำลังมากที่สุด นั่นคือฟางเหิง
“เ้า้าหักแขนขาของผู้อื่นหรือ” ฟางเหิงประหลาดใจ
เขารู้สึกว่าตนคงต้องเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อเจียงเซิงซึ่งน่าเอ็นดูคนนี้ นางช่างโหดร้าย ราวกับขุนนางผู้เหี้ยมโหดในเมืองหลวง
“ไม่จำเป็ต้องตีคนจนแขนขาหักก็ได้” เจียงเซิงกล่าวอย่างจริงจัง “แค่ทำให้เขาไม่สามารถขยับได้ก็พอ”
ฟางเหิง “...”
จะให้ตัดเส้นเอ็นมือเท้างั้นหรือ? ดูเหมือนจะโหดร้ายกว่าการหักแขนขาเสียอีก เพราะหากแขนขาหักก็อาจจะฟื้นฟูได้ แต่หากเส้นเอ็นถูกทำลายก็ต้องพิการไปตลอด
เจียงเซิงรู้สึกว่า สายตาของฟางเหิงที่มองนางนั้นฉายแววแปลกประหลาดยิ่งขึ้น
นางกะพริบตาเอียงคอไม่เข้าใจ จึงอธิบายต่อว่า “ท่านลุงจากตระกูลจ้าวมักทำร้ายท่านป้าของข้าเสมอ ข้าเพียงแค่อยากให้เขาอยู่อย่างสงบเสงี่ยมบ้าง และไม่ทำร้ายท่านป้าอีกเท่านั้น”
เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งจะคิดร้ายต่อคนอื่นได้อย่างไร
ฟางเหิงถอนหายใจออกโล่งอก รู้สึกว่าตนคิดมากเกินไป กระทั่งมองเจียงเซิงเป็เสมือนผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ในเมืองหลวง
แม้อายุยังน้อยแต่ก็เ้าเล่ห์ซุกซน ไม่มีสิ่งใดที่ไม่กล้าทำ
“ในเมื่อเป็เช่นนั้นก็ไม่ยากอะไร” ฟางเหิงดึงตัวเองให้อยู่กับปัจจุบัน กล่าวว่า “พวกเรากลับกันก่อนดีกว่า”
การนำเงินมากมายถึงสามสิบหกเหวินกลับเข้าหมู่บ้านนั้น ไม่ค่อยปลอดภัยนัก
เจียงเซิงรู้สึกว่ามีคนแอบจ้องมองอยู่ด้านหลัง นางหวั่นวิตก กังวลว่าผังต้าซานจะมาแก้แค้น
“อย่ากลัวไปเลย” ฟางเหิงเดินตามหลัง “มีข้าอยู่”
เจียงเซิงจึงคลายความวิตกลงได้บ้าง นางเห็นว่าพี่สามยิ่งใหญ่เพียงใด ขอเพียงมีพี่สามอยู่ นางก็ไม่ต้องกลัวผังต้าซานคนเลวนั้นอีก
ด้วยเหตุนี้ พวกเด็ก ๆ จึงเดินจากหมู่บ้านกลับสู่วัดร้าง
ระหว่างทาง พวกเขาปรึกษากันเื่วิธีจัดการกับโจวจื้อเฉียง
โจวจื้อเฉียงนั้นชื่นชอบการดื่มสุรา บ่อยครั้งที่เมามายเดินซวนเซ เจียงเซิงจึงตัดสินใจขุดหลุมลึกไว้ไม่ไกลจากวัดร้าง คลุมด้วยกิ่งไม้แห้งเพื่อปกปิด หากมองเพียงผิวเผินก็เป็พื้นราบธรรมดา แต่ถ้าก้าวเหยียบก็จะพลัดตกลงไปทันที
แม้ความลึกเพียงครึ่งตัวคนจะไม่สามารถทำให้ตาย แต่อาจทำให้าเ็สาหัสได้
และถ้าสามารถทำให้คนขาแขนหักได้ก็ยิ่งดี
ดังนั้น พวกเขาจึงคิดลงมือสร้างมัน
เมื่อกลับถึงวัดร้างและซ่อนเงินสามสิบหกเหวินไว้ใต้ฐานพระพุทธองค์ เจียงเซิงก็พาพวกพี่ชายลงมือขุดหลุม
เจิ้งหรูเชียนกับฟางเหิงเป็แรงงานหลัก ส่วนเวินจืออวิ่นช่วยหาเศษกิ่งไม้แห้งมาคลุม ด้านสวี่โม่นั่งเฝ้าต้นทางอยู่นอกวัด
หากมีผู้ใดมา เด็ก ๆ ก็จะใช้ตัวปิดบังหลุมดิน แกล้งทำเป็เด็กเล่นซุกซนกัน
โชคดีที่นับั้แ่ทำกับดักเสร็จก็ไม่มีผู้ใดผ่านมาเลย
แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้โจวจื้อเฉียงเดินผ่านกับดักนี้
ยังดีที่เจียงเซิงได้เตรียมการไว้ก่อน นางตบอกตัวเองกล่าวว่า “ลุงโจวไม่ชอบข้านานแล้ว หากข้าไม่หนีเร็วพอจนรอดมา คงถูกเขาเฆี่ยนตีหลายครั้งแล้ว”
ตอนนี้เหลือเพียงล่อให้ศัตรูมาติดกับ โจวจื้อเฉียงจะต้องหลงกลนาง และไล่ตามมาเฆี่ยนตีแน่
เจียงเซิงรู้สึกภูมิใจกับความฉลาดเฉลียวของตนเอง จนไม่ทันสังเกตว่าสายตาของเหล่าพี่ชายเปลี่ยนไปแล้ว
ในอดีตน้องสาวของพวกเขา ต้องได้ผ่านวันคืนอันขมขื่นมาได้อย่างไร
“ข้าว่าแค่หลุมเดียวยังไม่พอ” สวี่โม่ครุ่นคิด “ใส่ก้อนหินลงไปด้วยดีหรือไม่”
“กิ่งไม้แหลม ๆ ด้วย” ฟางเหิงมองตอบด้วยสายตาเยียบเย็น
“ใส่มูลสุนัขลงไปด้วยเถอะ” เจิ้งหรูเชียนกัดฟัน
เวินจืออวิ่นไม่พูดอะไร เพียงจับเม่นที่กำลังจำศีลตัวหนึ่งโยนมันลงก้นหลุม
ส่วนที่เหลือก็รอให้เจียงเซิงล่อโจวจื้อเฉียงมาถึงจุดนี้
ทว่าเด็กหญิงยังไม่ทันได้แลบลิ้นปลิ้นตา เพียงนางชะโงกหน้าเข้าหา โจวจื้อเฉียงซึ่งกำลังเมาก็ด่ากราด “นั่นไม่ใช่นังเด็กสุนัขขี้ขโมยที่ชอบมากินของบ้านข้าหรือ เป็แค่เด็กกำพร้า คิดจะกินของบ้านข้าอีก คายออกมา คายออกมาเดี๋ยวนี้...”
“ยังจะกล้าวิ่งอีก ข้าจะไม่ตีเ้าให้ตาย แต่จะตีให้เ้าขาหัก แล้วเอาตัวไปขาย...”
เขาตาลายเพราะความเมา จู่ ๆ ก็ก้าวพลาดตกลงไปในหลุม
ในชั่วพริบตานั้น คนทั้งหมู่บ้านสิบลี้ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น
“อา...”
เศษก้อนหินคมบาดเท้า กิ่งไม้แหลมทิ่มแทงิั มูลสุนัขเหม็นเปรอะเปื้อนไปทั่วตัว และสิ่งที่เจ็บที่สุดคือเ้าเม่นตัวน้อยขดตัวนอนอยู่ ซึ่งตัวโจวจื้อเฉียงแทบกลายเป็รูพรุน
“ใครขุดหลุมทิ้งไว้กัน คิดจะทำร้ายคนชัด ๆ เม่นนี่มาจากไหน...”
โจวจื้อเฉียงสบถเสียงดังชัด
ป้าจางได้ยินเสียงเขาจึงรีบวิ่งมา พอเห็นสภาพของสามีก็ใทรุดลงกับพื้น
“นังตัวดี ดึงข้าขึ้นไปสิ รีบดึงข้าขึ้นไปเดี๋ยวนี้” โจวจื้อเฉียงเงยหน้าะโใส่ป้าจางอีก “คนไร้ประโยชน์ รีบดึงข้าสิ!”
เขากินดีอยู่สบายมาทั้งชีวิต ทั้งเนื้อตัวมีแต่ก้อนไขมัน ในขณะที่ป้าจางผอมบางราวกับกระดาษ เมื่อยื่นมือจะไปดึงอีกฝ่าย ก็เกือบจะทำให้ตัวนางเองตกลงหลุมไปด้วย
“ไร้ประโยชน์ ไร้ประโยชน์จริง ๆ”
โจวจื้อเฉียงยังคงกร่นด่า จนกระทั่งผู้ชายคนอื่นในหมู่บ้านช่วยกันดึงเขาออกมา
ป้าจางน้ำตาคลอเบ้า เดินเข้ามาประคองเขา แต่กลับถูกเขาตบจนล้มลงกับพื้น “เ้ามันไม่มีประโยชน์เลย”
คนอื่น ๆ ในหมู่บ้านเห็นแล้วก็อดเอ่ยเตือนสติเขาสองสามคำไม่ได้ ก่อนช่วยกันแบกเขากลับตระกูลโจว
ป้าจางเหมือนเป็ลูกสะใภ้ที่ถูกรังแก เดินตามหลังไปอย่างเงียบ ๆ
รอจนทุกคนจากไป เจียงเซิงถึงโผล่หัวออกมาจากวัดร้าง ด้านหลังมีอีกสามคนโผล่หน้าออกมามองเช่นกัน
สวี่โม่นั่งอยู่บนฟูก ยิ้มมองพวกเขา
“ทำไมท่านลุงถึงยังทำร้ายด่าว่าท่านป้าอยู่อีก ทั้งที่เขาก็เป็อย่างนี้แล้ว” เจียงเซิง งุนงง “หรือว่าจะต้องหักแขนขาท่านลุงจริง ๆ”
สวี่โม่ลูบหัวนาง “ในหนังสือบอกไว้ว่า ปัญหาต้องแก้จากต้นตอ สาเหตุที่ป้าจางถูกทำร้ายไม่ใช่เพราะโจวจื้อเฉียง”
“เช่นนั้นเป็ใคร” เจียงเซิงเงยหน้ามอง ดวงตาสีอำพันเต็มไปด้วยความสับสน
“เป็ป้าจางเอง” สวี่โม่กล่าวอย่างจริงจัง “หากนางไม่สามารถต่อต้าน ต่อให้จัดการโจวจื้อเฉียงไปแล้ว ก็ยังจะมีจ้าวจื้อเฉียง หลี่จื้อเฉียง และจื้อเฉียงอีกมากมายนับไม่ถ้วน”
เจียงเซิงเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ
คนที่อ่อนแอเกินไป แต่งงานกับใครก็มักจะถูกรังแก เพราะความอ่อนแอสามารถกระตุ้นและรองรับความโหดร้ายหยาบคายของอีกฝ่ายได้อย่างไม่มีสิ้นสุด
มีเพียงตัวเองที่ต้องแข็งแกร่ง ฉลาด และเด็ดเดี่ยว ไม่ว่าจะพบเจอผู้คนแบบใดก็สามารถรับมือได้อย่างคล่องแคล่ว
เจียงเซิงเหมือนจะเข้าใจได้แล้ว
“แล้วท่านลุงโจวที่รังแกป้าจางเช่นนี้ จะไม่ได้รับโทษเลยหรือ” นางยังรู้สึกไม่พอใจนัก
สวี่โม่ยิ้มบาง เหลือบมองตระกูลโจวที่กำลังเดินมายังวัดร้าง “ใครบอกว่าไม่มีเล่า”
โจวจื้อเฉียงกลับถึงบ้าน ชำระแผลและมูลสุนัขเน่าออก พบว่าเท้าขวาของเขาบวมอย่างผิดปกติ ผู้เฒ่าบางคนบอกว่าเขาอาจข้อเท้าแพลง ต้องรีบไปหาหมอ
ตระกูลโจวรีบเก็บสัมภาระขึ้นรถเข็นไปยังตัวเมือง
จ้าวต้าจู้ก็อยู่ที่นั่นด้วย เขาจึงบอกอีกฝ่ายอย่างเสียดายว่า “สำนักแพทย์ในเมืองเกิดเื่ ท่านหมอสองสามีภรรยาล้วนตายไปหมดแล้ว”
“แต่ที่วัดร้างหน้าหมู่บ้านยังมีท่านหมอน้อยอยู่ เขายังเยาว์แต่วิชาแพทย์ไม่ธรรมดา พ่อข้าเป็โรคลำไส้ กินยาสมุนไพรไม่กี่วันก็ดีขึ้นแล้ว”
“ค่ารักษาของเขาก็ถูกมาก แค่สองเหวินเท่านั้น”
ได้ยินดังนั้นตระกูลโจวก็ดีใจยิ่งนัก รีบส่งคนมาที่วัดร้างเพื่อเชิญท่านหมอน้อย
นั่นคือเวินจืออวิ่น