บทที่ 5
่ระยะเวลาที่ผ่านมาเยี่ยนหลิงเสพสุขกับความสำเร็จมากมายในเมืองหลวงแห่งหุบเขาอสูรทมิฬ อัจฉริยะมายมายต่างโดดเด่น ประหนึ่งดวงดาวบนท้องฟ้าตัวมันเดิมทีแม้มีฝีมือแต่หาได้มีตัวตนในหมู่ดวงดาวเ่าั้ไม่ แต่ด้วยอาศัยทรัพยากรจากการปล้นชิงมาภายหลังนี้ถึงถีบทะยานตัวเองขึ้นมาได้บ้าง
แต่แล้วทำไมตัวมันถึงต้องมาเจออะไรแบบนี้ความอึดอัดจากแรงกดดันที่โถมทับร่างมันยามนี้อย่าว่าแต่ทำใจสู้เลยแม้แต่จะหนีมันยังไม่กล้าแม้จะก้าวเท้าด้วยซ้ำ
“เ้าเป็ใครกัน!!!”
“ก็แค่ศิษย์สายนอกคนหนึ่งไม่ได้สลักสำคัญอะไร”เทียนฟางพูดออกมาโดยไม่ได้ใส่ใจอะไร สองขายังคงก้าวไปยังกลุ่มคนเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัวริมฝีปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ร่างนั้นจะเลือนหายไปจากสายตาของคนทั้งสาม
“ระวัง!!” เป็เสียงของพ่อบ้านชราที่พูดขึ้นมันรีบตรงดิ่งมายืนขว้างด้านหน้าของเยี่ยนหลิง ภายในใจของมันเต็มไปด้วยความตื่นตะหนกตัวมันยามนี้แม้ว่าจะอยู่ขึ้นผสานลมปราณขั้นแรกแต่ก็ไม่สามารถตามความเร็วของชายหนุ่มเบื้องหน้าได้แม้แต่น้อย เื่นี้ทำให้ภายในหัวใจของมันกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว
“ช้าไป” เทียนฟางพูด พร้อมกับปรากฏตัวอยู่ด้านข้างของเยี่ยนหลิงกำมัดที่อักแน่นไปด้วยพลังลมปราณถูกซัดเข้าใส่กลางออกของเยี่ยนหลิงอย่างเต็มแรงร่างของมันกระเด็นกระดอนไปกับพื้นราวกับมันถูดหวดด้วนค้อนั์
ฝุ่นผงตลบอบอวนไปตามทางชายชรารีบเข้าไปดูอาการก่อนที่จะพบว่านายน้อยของมันสลบไปแล้ว โชคดีที่เยี่ยนหลิงยกทวนทองในมือขึ้นมาป้องกันไว้ได้ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายบวกกับเกราะเวทที่มันสวมใส่ แม้กระนั้นสิ่งของทั้งสองยังเป็ถึงอุปกรณ์ระดับสูงหาไม่แล้ว ร่างของเยี่ยนหลิงยามนี้คงเป็ได้เพียงเศษเนื้อกองหนึ่งเท่านั้น
“โหดร้าย...เขาเป็เด็กหนุ่มที่มีอนาคตแต่วันนี้มันต้องจบลงก็เพราะเ้า หากเ้าทำเช่นนี้ไยมิสู้สังหารเขาไปเสียเลยเล่า!!” ชายชราร่ำร้องออกมาราวกับคนเสียสติเมื่อเห็นว่าจุดตันเถียนของเยี่ยนหลิงมีาแขนาดใหญ่ปรากฏอยู่อีกทั้งพลังลมปราณที่รั่วไหลออกมาอีก โชคดีที่เยี่ยนหลิงสิ้นสติไปแล้ว หาไม่เขาคงต้องทนทรมานจากเหตุการณ์นี้ยิ่งกว่าตกนรก
“หึ...อัจฉริยะคนตายไม่นับเป็อัจริยะ คนพิการก็เช่นกัน ตัวข้าเองยังไม่อาจหาญใช้คำนี้แล้วคนอย่างนั้นน่ะนะ ที่เ้าเรียกว่าอัจฉริยะ น่าขัน”
“อย่าได้ใจไปหน่อยเลยวันนี้แม้ต้องตายข้าก็จะลากเ้าไปด้วย ตาย!”พ่อบ้านชราะเิพลังลมปราณในร่างออกมาอย่างรุนแรงจนสิ่งต่างที่อยู่รอบข้างต่างปลิวละลิ่วไปตามกระแสลมที่โหมพัด
ตูมมม
เสียงะเิดังขึ้นเมื่อชายชราซัดลมปราณเข้าใส่เทียนฟางที่ยืนอยู่ด้านหน้าและในขณะที่เทียนฟางกำลังจะตั้งท่าป้องกันพลังลมปราณที่ซัดเข้ามา เขาพลันรับรู้ได้ถึงความผิดปกติเพราะพลังที่ซัดเข้าใส่เขาโดยผู้ฝึกตนขั้นผสานลมปรานที่แม้จะอยู่ขั้นที่หนึ่งก็ตามมันก็ยังไม่สมควรที่จะอ่อนกำลังถึงเพียงนี้ เทียนฟางเพียงใช้ฝ่ามือก็สามารถฟาดปัดพลังลมปราณนั้นออกไปอย่างง่ายดาย
“หึ ลูกไม้ตื่นๆคิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะหนีข้าพ้นยังนั้นหรอ”เทียนฟางพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าตอนนี้ชายชรานั้นทะยานร่างออกไปไกลมากแล้วแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของเขาเลยแต่เดิมในหมู่พวกเขาทั้งสี่คน เทียนฟางก็นับว่ามีความเร็วที่สุดแล้วเพียงแค่ชายชราคนหนึ่งทั้งยังหอบคนเจ็บไปด้วยย่อมไม่มีทางที่จะหนีเขาได้พ้น
แต่ในขณะนั้นเองเสียงของชายชราก็ได้ดังขึ้นมาว่า
“ฟ้าดินเป็พยานด้วยอำนาจแห่งสัญญาิญญา ข้าขอบัญชา วู่ฮัวจงสกัดกั้นชายดังกล่าวแม้ต้องแลกด้วยชีวิต!!”
เพียงเสียงของชายชราสิ้นสุดลงท้องฟ้าพลันปกคลุมไปด้วยเมฆดำพร้อมกับเสียงฟ้าร้องที่ดังกึกก้องราวกับมันกำลังตอบรับคำกล่าวเมื่อครู่
หน้าหน้าโจรหรือก็คือวู่ฮัวเขาเดินมาขวางทางของเทียนฟางไว้อย่างจำใจ เขารู้ดีว่าการทำเช่นนี้ม่ต่างอะไรกับการวิ่งเข้าใส่ประตูนรกแต่จะทำเช่นไรได้ สัญญาณแห่งิญญาไม่อาจฝ่าฝืน
“ลำพังตัวเ้าไม่อาจขวางข้าได้เ้าย่อมรู้ดี” เทียนฟางจ้องมองไปยังชายร่างั์เบื้องหน้า
“ข้ารู้ดีว่าข้าไม่อาจรอดพ้นความตายไปได้ แต่เช่นไรข้าก็ต้องทำตามคำสัญญาท่านก็น่าจะรู้ว่าสัญญาิญญามิอาจฝ่าฝืน!”วู่ฮัวกล่าวออกมาอย่างจนใจ ตัวเขาในยามนี้ไม่มีแม้กระทางหลบหนีมีเพียงต้องเดินไปสู่ความตาย
“ข้าประทับใจยิ่งกับผู้ที่รักษาคำสัญญา แต่เ้าคงต้องตายที่นี่ และตอนนี้” พูดจบเทียนฟางก็ทะยานร่างเข้าใส่วู่ฮัวแม้ตัวจะยังไม่ถึงแต่ลพังแรงกดดันที่ปล่อยออกมาก็ทำให้วู่ฮัวถึงกับต้องลงไปคุกเข่าตัวมันไม่มีแม้แต้กำลังจะป้องกัน
แต่ในขณะที่กระบี่ของเทียนฟางกำลังจะเสียงทะลุร่างของวู่ฮัวอยู่นั้นถิงหลางที่ได้แอบซ่อนอยู่ก็ได้ร้องะโออกมาด้วยท่าทีใ
“เดี๋ยว!หยุดก่อนนายน้อย! เขาคือ....”