เสียงนาฬิกาที่ฝาผนังห้องยังคงเดินไปเรื่อยๆ เราสองคนวุ่นวายั้แ่เข้าในการเก็บของจำเป็และสิ่งที่คิดว่าสำคัญที่สุดในการ ' เข้าป่า ' เราสองคนพยายามเร่งกับเวลาอย่างมากเพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงเรากำลังมีแขกมาเยือน
ปาย : แก้วเก็บทุกอย่างครบแล้วนะ
ลูกแก้ว : อืม ครบแล้ว
ปาย : ถ้างั้น.......เราไปกันเถอะ
เราหอบกระเป๋าไปแค่ใบเดียวเพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไป ส่วนใหญ่ก็มีแค่หนังสือสองสามเล่มแล้วก็เสื้อผ้าสองสามชุดกับเงินอีกพันกว่าบาท เราสองคนรีบลงบันไดอย่างรีบร้อนโดยที่เราไม่ทันคิดว่าแขกมารอแล้ว
ตำรวจ : คุณปายจะหอบกระเป๋าไปไหนครับ
ปาย : เอ่อ........
ตำรวจ : ท่านปลัดสั่งให้ผมมารับคุณปายกลับครับ
ปาย : พ่อสั่งใช่ไหม?
ตำรวจ : ใช่ครับท่านสั่ง
ปาย : เราไม่ไป
ตำรวจ : ทำไมครับ ทำไมไม่ไป
ปาย : เอ่อ........
ตำรวจ : จะเข้าป่าหรอครับ?
ลูกแก้ว : แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกนายด้วย
ปาย : แก้วใจเย็นๆ
ตำรวจ : นี่จะเข้าป่ากันจริงๆหรอครับ?
ปาย : เปล่า ไม่ใช่ เอางี้เราช่วยวานนายฝากไปบอกพ่อเราหน่อยนะว่าเราจะกลับเอง
ตำรวจ : แต่นี่ท่านสั่งมาให้ผมรับ..........
ปาย : ( ยื่นเงิน ) หวังว่ามันจะพอนะ
ตำรวจ : ครับ เดี๋ยวผมจะบอกท่านให้ ไม่ต้องกังวลครับ
ปาย : แต่เราวานนายอย่างหนึ่งได้ไหม?
ตำรวจ : ครับ?
ปาย : ไปส่งเราที่หัวลำโพงหน่อยสิ
ในที่สุดเราสองคนก็มาถึงสถานีรถไฟหัวลำโพงซึ่งเรามาก่อนเวลานัดก็เกือบชั่วโมง นั่นทำให้เราได้มีเวลาเตรียมตัวเดินทางและรอกลุ่มพวกพี่นิศามา
เราได้ตั๋วรถไฟรอบบ่ายสองซึ่งถือว่าไปถึงขอนแก่นก็เกือบค่ำพอดี พวกเราที่ตอนนี้รวมกลุ่มกันครบซึ่งมี พี่นิศา พี่ศักดิ์ ประชา ลูกแก้ว พวกเราน่าเป็กลุ่มแรกของศูนย์ที่จะเข้าป่าไปก่อนเพราะส่วนใหญ่ตอนนี้ยังไม่มีใครถูกประกันตัวออกมา เราทุกคนต่างมุ่งหวังให้วันนี้มันไม่มีอะไรมาขัดขวาง
นิศา : ทุกคน พร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่กันแล้วนะ
รถไฟแล่นจอดเทียบชานชาลาเราทุกคนต่างรีบขึ้นรถไฟขบวนกรุงเทพ - หนองคาย ทันที เราทุกคนต่างจับจองที่นั่งให้ห่างกันและไม่เป็ที่จับพิรุธมากที่สุดและใช่เรานั่งกับลูกแก้ว ขบวนที่เรานั่งก็เริ่มที่จะเห็นคนบางตาแล้วแต่เรากลับสังเกตว่าส่วนใหญ่ก็เป็คนรุ่นเดียวกับเราและเขาก็คงจะเข้าป่าเหมือนกับเราเช่นกัน แต่เมื่อถึงโคราชคนส่วนใหญ่ก็ลงแล้วต่อรถไปอีสานใต้แทนจนทั้งขบวนแทบจะร้างคนและเหลือแต่เราที่นั่งอยู่ด้วยกันสองคน
ลูกแก้ว : ปาย ไม่นอนหลับเอาแรงหน่อยหรอ?
ปาย : เรานอนไม่หลับอ่ะแต่ก็คงจะนอนหลับเองแหละ ว่าแต่แก้วเถอะทำไมไม่นอนล่ะ ตื่นมาหมดแรงอีกเราไม่อุ้มนะ
ลูกแก้ว : ด่าเราว่าอ้วนรึเปล่าเนี่ย
ปาย : ป่าวสักหน่อย
ลูกแก้ว : (จิกแขน)
ปาย : อ๊ะ! ไม่เจ็บหรอก
ลูกแก้ว : ไม่เจ็บหรอ? (จิกแขน)
ปาย : โอ๊ยๆ เจ็บนะ
ลูกแก้ว : เจ็บก็ดีจะได้สำนึกบ้าง
ปาย : แก้ว เราถามอะไรหน่อยสิ
ลูกแก้ว : หึอะไรหรอ?
ปาย : ถ้าปฏิวัติสำเร็จแล้วจบลง สัญญาได้ไหมว่าจะยังอยู่ด้วยกัน
ลูกแก้ว : สัญญาสิ เราจะอยู่ด้วยกัน เราไม่ไปไหนจากปายหรอก
ปาย : สัญญาแล้วนะ
ลูกแก้ว : อืม
ท่ามกลางแสงตะวันที่ใกล้หลับขอบฟ้าเข้าทุกที เราสองคนจูบกันเป็ประกันสัญญาแก่กันและกัน เราสองคนแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตจะเป็ยังไง เราจะถูกจับหรือตายั้แ่กลางทางไหม? แต่ถึงยังไงเราสองคนก็มีเพียงแค่ความหวัง ภาวนาให้เราสองคนรอดกลับไปใช้ชีวิตด้วยกัน มีแค่นั้นจริงๆ
////
ในที่สุดเราก็มาถึงขอนแก่นตามที่ได้นัดหมายกับคนๆหนึ่งไว้ซึ่งผิดคาดมากและไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกครั้งนั้นคือ ' พี่เต ' ดูเหมือนว่าพี่เตยังคงเป็ครูประชาบาลอยู่ที่เดิม ตามคำบอกเล่าของพี่เตคือวันนั้นถูกจับก็จริงแต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากเพียงแค่ถูกสงสัยแต่ถึงยังไงพี่เตก็ยังคงทำงานให้กับรัฐได้ในฐานะครูประชาบาล ดูเหมือนว่าในกลุ่มคงจะมีเพียงแค่พี่นิศาที่ยิ้มจากการได้พบกับคนรักของตัวเองส่วนเราคนอื่นๆก็แบบจะเอียนกับความหวานฉ่ำของทั้งคู่ พี่เตพาเราขึ้นรถกระบะที่เตรียมไว้เพื่อมุ่งหน้าไปจุดต่อไปและนั่นก็คือเขตงานใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ' ภูพาน '
" ยืนตระหง่านฟ้า แผ่ไพศาลทิวยาวยอดสูงสง่า ภูพานมิ่งขวัญทั่วหล้าแหล่งไทย "
เสียงมาร์ชภูพานปฏิวัติกับเสียงรถกระบะยี่ห้อโตโยต้าผสมเสียงกับป่าเขากลายเป็เสียงเดียวกัน ทุกคนต่างเหนื่อยล้าตลอดภารกิจหนึ่งปีที่ได้รับมาแต่ตอนนี้เรากลับได้ภารกิจใหม่ เป็ภารกิจที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เราได้รับมาคือ ' าประชาชน ' นับจากนี้เป็ต้นไปมันจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเราั้แ่บัดนี้เป็ต้นไป
/////
สหาย ผบ. : อ้าวล่ะสำหรับวันนี้จะเป็การแจงงานให้กับสหายที่พึ่งกลับมาจากลาวนะครับ งานส่วนใหญ่ก็เป็งานที่พรรคได้ส่งมา
ประชา : เป็ไงบ้างมึง ไม่เจอกันซะนานเลย
ปาย : ก็ปกติแล้วนายล่ะสบายดีไหม? ถูกส่งไปไกลถึงหลวงพระบางเลยหนิ
ประชา : ส่วนใหญ่ก็ไปบุกเบิกงานช่วยลาวนั่นแหละ ไม่มีอะไรมากหรอก ว่าแต่ได้งานไร
ปาย : งานลำเลียงว่ะ แล้วนายล่ะได้งานอะไร
ประชา : งานจรยุทธ์
ปาย : โห้อิจฉาว่ะ แม่งโคตรสบาย
ประชา : สบายห่าอะไรล่ะ อยู่ลาวกูก็ได้งานจรยุทธ์กลับบ้านมากะว่าจะได้งานอื่นบ้างก็ยังได้งานเดิมอีก
ปาย : เห้ยเอาน่า ทำเพื่อมวลชน เราก็ต้องสู้หน่อยแหละว่ะ
ประชา : เออๆ สู้ก็สู้ว่ะ
ปาย : งั้นเราไปหาคนอื่นก่อนนะ
เข้าสู่ปีที่หนึ่งที่พวกเราและเพื่อนๆทุกคนที่ต่างหายหน้าหายตากันไปนานก็กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันในฐานะ ' สหาย ' ท่ามกลางเขตป่าเขา ฐานที่มั่นและสังคมใหม่ที่ทุกคนล้วนเปรมปรีมีความสุข ไม่ต้องค่อยกังวลเหมือนตอนอยู่ในเมืองถึงแม้ว่าในป่าจะไม่สบายเท่าแต่พวกเราก็มีความสุขและยินดีที่จะอยู่ที่นี่ ยกเว้นข้าวที่กินแทบไม่ค่อยได้ก็เถอะ การนอนส่วนใหญ่ก็จะเป็การนอนรวมแบบโรงนอนแยกตามหมวดงานที่ได้รับมอบหมายและใช่เรากับลูกแก้วต้องแยกกันนอน มันเป็อะไรที่แย่สุดๆเพราะั้แ่เข้าเขตงานที่มั่นมาเราก็แทบไม่ได้อยู่กับลูกแก้วเลย แต่ก็ช่างเถอะอย่างน้อยเราก็ได้เห็นหน้าลูกแก้วทุกวันก็ยังดี
ลูกแก้ว : ปาย ได้งานอะไรหรอ?
ปาย : เราได้งานลำเลียงน่ะ แล้วแต่แก้ว เอ่อ ไม่ใช่สิ สหายน้ำชาได้งานอะไรหรอ?
ลูกแก้ว : เรียกเราแบบนี้ปายหวังผลอะไรรึเปล่า?
ปาย : ป๊าวหนิ ไม่้าอะไรเล๊ย
ลูกแก้ว : เสียงสูงเชียว
ปาย : ว่าแต่ได้งานอะไรล่ะ
ลูกแก้ว : ได้งานการสอนอยู่โรงเรียนอนุชนปฏิวัติ
ปาย : โห้อย่างงี้เราเรียกแก้วว่าอะไรดี ครูน้ำชาป่ะ
ลูกแก้ว : เดี๋ยวเถอะปาย
ปาย : เราล้อเล่นน่า
ลูกแก้ว : แล้วงานลำเลียงเริ่มงานวันไหนหรอ?
ปาย : ก็น่าจะอีกสองสามวันแหละ ไม่รู้สิเราต้องรอส่วนกลางสั่งมา แล้วแก้วล่ะ?
ลูกแก้ว : น่าเริ่มได้วันพรุ่งนี้ ถ้าไม่มีอะไรติดขัดอะน่ะ
ปาย : สู้ๆนะ เราเป็กำลังใจให้
ลูกแก้ว : อืม ปายก็สู้ๆนะ
ปาย : ลืมอะไรรึเปล่า
ลูกแก้ว : ห้ะ อะไรหรอ?
ปาย : หอมแก้มกำลังใจของเราหายไปไหน?
ลูกแก้ว : ไม่เอาคนอื่นจะมาเห็นเอานะ
ปาย : นิดหน่อยเอง อะครั้งเดียวก็ได้
ลูกแก้ว : (หอมแก้ม) พอใจยัง
ปาย : พอก็ได้ แล้วเจอกันนะ
ลูกแก้ว : อืม
/////
ผ่านมาเกือบสามวันในที่สุดเราก็ได้งานและเป็งานแรกที่เราจะได้ออกจากฐานที่มั่นซึ่งภารกิจที่ได้รับนั่นคือ การไปเอาเสบียงที่หมู่บ้านจรยุทธ์ที่มีระยะทางกว่าสามสิบกิโลแต่เสบียงที่ว่ามันรวมไปถึงปืนกับะุและมิหนำซ้ำยังต้องผ่านพื้นที่นอกเขตอีกด้วย
ลูกแก้ว : ปายต้องไปจริงๆหรอ?
ปาย : ใช่ แต่ว่าเราไปไม่นาหรอกนะ แก้วไม่ต้องห่วงหรอกนะเดี๋ยวเราก็มา
ลูกแก้ว : อืม ดูแลตัวเองด้วยนะ
ปาย : แล้วเจอกันนะ
เราโบกมือลาเพื่อนสหายที่มาส่งลารวมถึงลูกแก้วด้วย สีหน้าของลูกแก้วเต็มไปด้วยความกังวลแต่อย่างไรก็เถอะแก้วคงจะเข้าใจดีเพราะว่ามันคืองานที่ได้รับมอบหมาย ขบวนของเรามีทั้งหมดแปดคนประกอบด้วยหมวดงานลำเลียงหกคนและหมวดงานจรยุทธ์อีกสองคน
" เทือกเขาภูพาน สูงตระหง่านหยัดยืนทนง เขตแคว้นแดนดง แสนสลับซับซ้อนดอนไพร ห้วยน้ำลำธาร ไหลผ่านหนทางแสนไกล
ยากเย็นไม่เคยหวั่นไหว จะปักใจสู้ทนลำเลียง "
ระหว่างเดินทางเพลงนี้ก็ถูกร้องออกมาจากปากของสหายเศิกหรือประชาเพื่อนที่ศูนย์นิสิตที่เคยวิ่งหนีตายตอนที่ติดโปสเตอร์ด้วยกัน ซึ่งการแหกปากของประชามันก็ช่าง............น่ารำคาญสุดๆ
ปาย : ประชาแกหยุดร้องดิ
ประชา : อ้าว ทำไม กูก็ร้องปกตินะ
ปาย : ปกติตรงไหน มันน่ารำคาญโว้ย
ประชา : นี่ปาย กูว่ามึงนั่นแหละหยุดก่อนดิ จะได้ไม่น่ารำคาญ
ปาย : อ้าวประชานี่หาเื่หรอ?
ประชา : มึงยิงกูเลยมา ยิงเลย
ปาย : กล้าท้าหรอ?
ประชา : มายิงเลย
ศักดิ์ : พอๆ นี่จะเถียงอะไรกันนักกันหนา ห้ะ เถียงกันทำไม
ปาย : ขอโทษค่ะพี่ศักดิ์
ศักดิ์ : อยู่ศูนย์ก็เถียงกัน อยู่ป่าก็เถียงกัน ปวดหัวกับพวกเธอจริงๆเลย
ประชา : ขอโทษครับ
ศักดิ์ : เกรงใจคนอื่นด้วยเนาะ ไม่ใช่แหกปากจนไม่สนคนอื่น
ปาย : เพราะแกเลยประชา
ประชา : มึงเหมือนกันนั่นแหละปาย
ศักดิ์ : ยังไม่หยุดอีก พอเลยนะ แล้วก็รีบเดินได้แล้วเดี๋ยวก็ค่ำซะก่อน
รพหว่างที่เดินมาสักพักพี่ศักดิ์ก็สั่งขบวนของเราหยุดและทำสัญญาณมือให้หลบเข้าข้างทางซ้ายขวา พวกเราก็กระจายตัวเข้าข้างทางฝั่งละสี่คนพร้อมกับปืนที่ได้รับคนละกระบอก ทุกคนแทบจะกลั้นหายใจรอคอบศัตรูที่จะเดินเข้ามาในวงสังหาร
" ตู้ม "
ะเิลูกแรกลงกลางวงทหารที่เดินเข้ามาหาเรา ทุกคนพร้อมใจสาดะุทุกทางเพื่อนปิดไม่ให้มีช่องโหว่ได้หนีและสุดท้ายเราก็ชนะ
" ตายซะไอ้เหี้ยตายซะ มึงฆ่าเพื่อนกู มึงฆ่าเพื่อนกู "
เสียงะโโห่ร้องก้องชัยทุกคนต่างดีใจที่ได้ล้างแค้นเพื่อนครั้งแรก มันช่างมีความสุขเหลือนเกิน
/////
การเดินทางของพวกเรากินเวลาไปเกือบเจ็ดชั่วโมงเต็มๆในที่เราเดินทางกันและก็มาถึงหมู่บ้านจรยุทธ์ เราทุกคนต่างได้รับการต้อนรับจากชาวบ้านอย่างเป็มิตรทุกคนตางมีความสุขที่ได้เจอชาวบ้าน เพราะในป่าแทบไม่มีชาวบ้านมีแต่คนหน้าเดิมๆอยู่ด้วยกัน
ชาวบ้าน : เอาหล่ายายเอาน้ำมาให้
ปาย : ขอบคุณหลายๆยาย
ชาวบ้าน : โตมาแต่กรุงเทพแม่นบ่หนิ
ปาย : แม่นจ้ายาย แล้วยายคือเบิ่งออกว่าหนูมาแต่ไส?
ชาวบ้าน : กะยายบ่เคยเห็นหน้า ยายกะเลยเดาเอาว่าโตคือสิมาแต่กรุงเทพกรุงนา
ปาย : เ้าคือมาจำแม่นคักแท้ยาย
ชาวบ้าน : ห้วยกะต้องแม่นล่ะเนาะขั้นมีพวกรัฐเข้ามายายกะจั่งแยกออก
ปาย : ยายกะเก่งยุคือกันตั๋วหนิเนาะ
ชาวบ้าน : ยายกะพอตัวยุล่ะ เอาล่ะเขาเอิ้นรวมแล้วไปเถาะหล่า
ปาย : หล่าไปก่อนเด้อยายเดี๋ยวจั่งสิกลับมาเว้านำใหม่
ชาวบ้าน : จ้า
เราปลีกตัวออกมาจากคุณยายเพื่อเข้าไปรวมกับสหายคนอื่นๆเพื่อฟังเื่งานจากส่วนกลาง ระหว่างที่เรารวมเราก็พยายามสังเกตลักษณะหมู่บ้านซึ่งเราก็พอที่จะเดาออกว่าทำไมถึงเป็หมู่บ้านจรยุทธ์ เพราะสภาพหมู่บ้านเหมือนขาดการติดต่อกับรัฐมานานต่างจากหมู่บ้านที่เราไปตอนค่ายอาสาอย่างมากจนเราคิดว่าหมู่บ้านแบบนี้ก็ยังมีอยู่
สหาย ผบ. : เอาละผมจะแจ้งให้สหายทราบว่าเราจะค้างอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ระหว่างนั้นทางจัดตั้งก็จะมีงานพัฒนาฟื้นฟูหมู่บ้านด้วย ขอให้เราทำตามคำสั่งด้วย ทราบ
สหาย : ทราบ
สหาย ผบ. : ถ้างั้นก็เชิญแยกย้ายครับ
ศักดิ์ : ปายพี่ขอคุยด้วยหน่อยสิ
ปาย : พี่ศักดิ์มีเื่อะไรหรอค่ะ?
ศักดิ์ : คือพี่จะวานเราให้ไปช่วยหมวดงานสอนได้ไหม? พอดีว่าทางจัดตั้งสื่อสารมาผิดพลาดเราเลยไม่ได้เตรียมหมวดการสอนมาด้วย
ปาย : เอ่อก็ได้นะคะ
ศักดิ์ : ถ้างั้นก็เริ่มวันพรุ่งนี้นะ เดี๋ยวจะมีสหายไปร่วมด้วย
ปาย : ค่ะ
หลังจากนั้นเราก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามบ้านที่จัดตั้งเตรียมไว้ให้ซึ่งเราก็ไปพักที่บ้านคุณยายที่เราคุยด้วยเมื่อเช้า แต่ก็นะถึงแม้ว่าเราจะคุ้นเคยกับสภาพแบบนี้แต่มันก็เหมือนขาดอะไรบางอย่าง ขาดความอบอุ่น ขาดใครคนหนึ่ง คิดถึงลูกแก้วจังเลย........