อุณหภูมิในห้องมากสูงมากถึงขนาดที่ฟางหรงนั้นรู้สึกคอแห้งผาก เหงื่อก็ยังคงไหลออกมาตามร่างกายไม่หยุด ราวกับว่าเขาพึ่งไปตกน้ำมา
“นำค้อนของเ้าออกมาฟางหรง…”
ถังเว่ยกล่าวออกมาด้วยเสียงเรียบนี่คืออีกตัวตนของเขา ยามที่จะสอนอะไรบางอย่างให้กับน้องๆ มันมีทั้งความจริงจังและสุขุมเท่านั้นที่จะสามารถบรรยายตัวของถังเว่ยในตอนนี้ได้ ทางด้านของฟางหรงเองก็ไม่รอช้าทำการหยิบค้อนออกมาจากแหวนมิติของเขา โดยที่ตัวของค้อนมีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนักมีสีเงินออกเทาๆบริเวณส่วนหัวมีลักษณะเป็ทรงกระบอกด้านทั้งสองข้างเป็วงกลม
ส่วนด้ามจับก็มีผ้าสีขาวพันเอาไว้อยู่ทำให้ผู้ใช้จับมันได้อย่างถนัดมือ แต่พอมันอยู่ในมือของฟางหรงนั้นทำให้ตัวของค้อนนั้นดูมีขนาดใหญ่ขึ้นมาทันที ด้วยร่างกายที่เปราะบางอย่างกับเด็กผู้หญิงทำให้สัดส่วนของเขาอาจจะตัวเล็กกว่ารุ่นเยาว์ในวัยเดียวกันค่อนข้างมาก
“เป็เช่นไรบ้างชินกับมันบ้างรึยัง?"
“ข้าชินแล้วขอรับไม่ได้รู้สึกหนักเหมือนเมื่อก่อนแล้ว…”
นับั้แ่ที่เขามอบค้อนตีเหล็กอันนี้ให้กับฟางหรงก็เป็เวลา 3 เดือนแล้วโดยน้ำหนักของค้อนนี้ก็คือ 300 กิโลกรัม! หนักกว่าหอกของเฟยหรงถึง 2 เท่า แม้แต่กระบี่ของซิงเยียนก็ไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากับค้อนอันนี้ ที่น่าใคือฟางหรงสามารถยกมันขึ้นได้ด้วยวัยเพียงแค่ 11 ปี ถึงจะมีความตระกุกตระกักอยู่บ้างในตอนแรก แต่ว่าใช้เวลาไม่นานเขาก็ยกมันได้อย่างเคยชิน พละกำลังของเขานั้นไม่ได้สอดคล้องกับร่างกายอันแสนบอบบางของเขาเลยแม้แต่น้อย
จึงทำให้ถังเว่ยเล็งเห็นพร์ถึงความเป็ช่างตีเหล็กของเขา และได้ให้เขาฝึกใช้ค้อนจนชินโดยการทุบอากาศตลอดทั้งคืนเป็เวลา 3 เดือนแล้ว นี่ก็ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องสอนเกี่ยวกับทักษะของช่างตีเหล็กให้กับฟางหรง
“ข้าขอยืนยันอีกครั้งเ้า้าจะเป็ช่างตีเหล็กรึไหม?…”
ถังแม้ว่าเ้าตัวจะมีพร์ด้านตีเหล็กขนาดไหน ถ้าเกิดว่าไม่อยากเป็ต่อให้ถังเว่ยจะพยายามสอนให้มากแค่ไหนก็ไม่มีทางที่จะสำเร็จทางสายทางนี้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นถังเว่ยจะไม่บังคับให้น้องๆของเขาทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ
ฟางหรงเองก็นิ่งเงียบไปตามจริงตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าต้วเองอยากจะเป็อะไรเช่นกัน ไม่เหมือนพี่น้องคนอื่นที่สามารถหาเส้นทางของตัวเองเจอ ไม่ว่าเป็ซิงเยียนที่เดินไปตามเส้นทางของกระบี่ เฟยหรงเองก็เชี่ยวชาญหอก ซูลี่ที่เป็ฝาแฝดของเขายิ่งแล้วใหญ่นางสามารถหาเส้นทางของตัวเองเจอั้แ่อายุยังน้อย
มีเพียงแค่เขาเท่นั้นที่ไม่รู้ว่าจะเดินไปในเส้นทางไหนดี จนกระทั่งเขาได้พบกับถังเว่ยขณะกำลังตีเหล็กโดยบังเอิญ เขาได้เแอบเฝ้ามองทุกการกระทำของผู้เป็พี่ชาย กลิ่นของไอร้อน เสียงของค้อนที่กระทบลงบนเหล็ก มวลกล้ามเนื้อของร่างกายที่ยกค้อนขึ้นและทุบลง จนให้กำเนิดเป็ผลงานอันส่งคุณค่าจากฝีมือของตนเอง
ทำให้เขารู้สึกหลงใหลการตีเหล็กั้แ่นั้นมา จนเขาได้รับค้อนมาจากถังเว่ยมันทั้งหนักและยกขึ้นด้วยความลำบาก แต่ตัวเขาเองก็สามมารถที่จะยกขึ้นมาได้ พร้อมกับปฎิญาณในใจว่าเขาอยากรังสรรค์ผลงานของตัวเอง อยากจะเป็ช่างตีเหล็กที่เก่งกาจแบบถังเว่ยให้ได้
“ข้า้าจะเป็ช่างตีเหล็กได้โปรดสอนวิชาเกี่ยวการตีเหล็กให้ข้าด้วย!”
ฟางหรงกล่าวออกมาด้วยเสียงหนักแน่น ในแววตาเองก็ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่เลยถังเว่ยที่เห็นท่าทางของเขาก็เผลอยิ้มออกมาจางๆ ดูเหมือนว่าน้องชายคนเล็กของเขาจะโตขึ้นอีกก้าวนึงแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นเ้าช่วยบอกหน่อยว่าความหมายของการตีเหล็กในสายตาของเ้ามันเป็แบบไหน?"
ฟางหรงที่ได้ยินคำถามของถังเว่ยเองก็ใช้ความคิดอยู่สักพัก ความหมายของการตีเหล็กในสายตาของเขาอย่างงั้นหรือ? เขาเองก็ไม่ได้คิดไปถึงจุดนั้นเหมือนกันทำให้เขาไม่รู้ว่าจะตอบถังเว่ยไปเช่นไรดี
“สำหรับข้าการตีเหล็กก็เพื่อที่สร้างชิ้นงานตามที่เรา้าออกมา ไม่ว่าจะเป็กระบี่ หอก มีด หรือแม้แต่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกอีกมากมาย ทั้งไว้ใช้ด้วยตนเอง หรือแม้แต่ขายออกไปก็ตาม”
นี่คือประโยคทั้งหมดที่ฟางหรงพอจะนึกออกเกี่ยวกับความหมายของการตีเหล็กแล้ว ไม่รู้ว่ามันจะทำให้ถังเว่ยรู้สึกพอใจในคำตอบหรือไหม ทางด้านของถังเว่ยเองก็พยักหน้าออกมาเบาๆก่อนที่เขาหยิบเหล็กสีขาวก้อนนึงและโยนมันให้กับฟางหรงก่อนที่เขาจะรับมันเอาไว้
“เ้าคิดว่าเหล็กที่ข้ายื่นให้เ้าไปสามารถขึ้นรูปเป็อะไรได้บ้าง?"
ฟางหรงสังเกตเหล็กที่อยู่ในมือของเขาอย่างถี่ถ้วนมันมีสีขาวทั่วทั้งก้อนและขนาดเทียบเท่ากับ 1 ฝ่ามือของผู้ใหญ่เท่านั้น
“อย่างมากก็สามารถขึ้นรูปมีด 1 เล่มได้”
จากคำนวณของเขาทั้งขนาดและน้ำหนักของเหล็กไม่มีทางที่จะขึ้นรูปเป็สิ่งที่ใหญ่กว่ามีดได้แล้ว ถ้าเป็กระบี่ก็ไม่จะไม่ได้ขนาดที่้า ยิ่งเป็หอกยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงต่อให้ทุบจนแบนขนาดไหนก็ไม่สามารถให้ความยาวที่้าได้
“ถูกต้องเหล็กที่ข้าให้เ้าไปสามารถขึ้นรูปได้เพียงแค่ มีด 1 เล่มเท่านั้นถ้างั้นข้าขอถามต่อเ้าคิดว่ามีดที่ตีขึ้นจากเหล็กก้อนนี้จะสามารถฟันพื้นแยกออกเป็สองส่วนได้รึไหม?”
คำถามต่อมาของถังเว่ยนั้นก็ต้องทำให้ฟางหรงนิ่งค้างไป ตามธรรมชาติของอาวุธที่มีความแหลมคมส่วนใหญ่ก็ตีขึ้นจากเหล็กระดับสูงทั้งนั้นยิ่งไปตกอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญแล้วล่ะก็เหมือนกับเสือที่ติดปีก แต่ว่าโจทย์ที่ถังเว่ยมอบให้เขาก็คือเหล็กธรรมดาเท่านั้น อีกทั้งยังให้ขึ้นรูปเป็แค่มีดมันจะไปมีความสามารถขนาดฟันพื้นให้ขาดเป็สองท่อนได้อย่างไร
“ดูจากสีหน้าของเ้า เ้าคงจะคิดว่ามันไม่สามารถทำได้สินะถ้างั้นจับตาดูให้ดี…”
ถังเว่ยจะหยิบก้อนเหล็กที่มีลักษณะเหมือนกับก้อนที่ยื่นให้ฟางหรงออกมาพร้อมกับนำมันใส่เขาไปในเตาหลอมจนอุณภูมิของก้อนเหล็กสูงขึ้นอย่างฉับพลันทำให้มันส่งแสงสีส้มเข้มออกมา ถังเว่ยใช้ที่คีบเหล็กคีบตัวของเหล็กออกมาวางไว้บนตัวแท่นตีเหล็ก วินาทีต่อมาก็ปรากฎค้อนสีดำทมิฬออกมาจากแหวนมิติของเขาคลื่นพลังสีดำปกคลุมไปทั่วตัวของค้อนแรงกดดันที่มันแผ่ออกมาราวกับว่าจะกลืนกินทั้ง์และปฐี
ััแรกที่ฟางหรงเห็นค้อนนี้ก็คือ…ความกลัวและความยำเกรงเหมือนกับว่าค้อนที่ถังเว่ยเอาออกมาจากแหวนมิติสามารถที่จะทุบอะไรก็ตามให้แหลกสลายออกไปจากโลกใบนี้ ถังเว่ยจับด้ามของค้อนเอาไว้แน่นก่อนจะบรรจงทุบมันลงไปยังตัวเหล็ก เสียงของมันก้องไปทั่วห้องตีเหล็กประกายไฟจากการกระทบกันของเหล็กและค้อนก็กระจายไปทั่วห้อง
ภาพที่ฟางหรงเห็นตรงหน้าเปรียบเหมือนกับจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด หมัดกล้ามเนื้อของถังเว่ยยามที่เหวี่ยงค้อนลงไปที่ตัวเหล็ก คลื่นออร่าสีดำที่ปกคลุมไปทั่วแขนของเขา หรือแม้กระทั่งเม็ดเหงื่อที่ไหลออกมา มันตราตึงเข้าไปในจิตใจของฟางหรงอย่างช้าๆ
จนกระทั่งเหล็กที่ถังเว่ยตีเริ่มที่จะขึ้นรูปเป็มีดขึ้นมาไม่รอช้าเข้ารีบนำมันจุ่มลงไปในอ่างน้ำ เมื่อความร้อนและความเย็นมากันก็ก่อให้เกิดไอสีขาวกระจายไปทั่วห้อง ฟางหรงก็เฝ้ามองอย่างไม่วางตาราวกับว่าจะพลาดกระบวนการแม้แต่กระบวนการเดียวไป
ไอสีขาวที่ลอยฟุ้งไปทั่วห้องสลายหายไปอย่างช้าๆ ปรากฏให้เห็นถังเว่ยที่ยืนถือมีดเล่มนึงเอาไว้ในมือของเขามันมีสีขาวใสเหมือนกับก้อนเหล็กก่อนหน้านี้ไม่ผิดทว่ากับเงาและใสต่างจากตอนที่เป็ก้อนเหล็กอยู่มากนัก
“ต่อไปกระบวนการสุดท้ายจับตาดูให้ดีๆ…มีดของเ้าจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่กระบวนการนี้เท่านั้น”
ถัวนำก้อนสี่เหลี่ยมสีดำอะไรบางอย่างซึ่งคาดว่าน่าจะเป็หินลับมีด เขานำคมของมีดวางลงไปบนหินลับมีดก่อนจะเริ่มขัดมันอย่างช้าๆ ฉับพลันก็บังเกิดเป็ออร่าสีทองอร่ามทั่วตัวของใบมีดราวกับว่ามันกำลังจะเกิดเป็สิ่งมีชีวิตขึ้นมา พร้อมกับเสียงคำรามของัที่ดังไปทั่วเมืองซานผิง
ไม่ว่าจะเป็ผู้ใหญ่ เด็ก หรือใครก็ตามที่อยู่ในบริเวณนี้ต่างก็ได้ยินเสียงคำรามของักันอย่างถ้วนหน้าไม่เพียงเท่านั้นพวกเขากับยอมหมอบกราบลงแต่โดยดี เพราะพวกเขานั้นรู้ดีว่าัคือสัญลักณ์ของความยิ่งใหญ่ เมื่อมันปรากฎขึ้นก็เหมือนกับว่าโชคดีกำลังจะมาเยือนเมืองซานผิงแห่งนี้
ทางด้านที่ฟางหรงที่เฝ้ามองใกล้ที่สุดเขากับตกตะลึงยิ่งกว่าใคร เพียงแค่ถังเว่ยเริ่มขัดคมของใบมีดก็มีัตัวสีทองขนาดใหญ่แหวกว่ายไปมาทั่วใบมีด
“นี่มันัหรือ…”
ัทองคำรามออกมาเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่มันจะแหวกว่ายเข้าไปในมีดของถังเว่ยจนเกิดเป็แสงทองสว่างจ้าจนฟางหรงถึงกับต้องนำมือมาบดบังเอาไว้
เมื่อแสงสีทองค่อยๆหายไปฟางหรงก็เปิดเปลือกตามองภาพตรงหน้า วินาทีแรกที่เขาจ้องมองไปยังมีดที่ถังเว่ยตีขึ้นก็ต้องทำให้เขาตกตะลึง เพราะสีของใบมีดนั้นเป็สีเงินขอบทองและมีอักษรที่มีความหมายว่าัสลักเอาไว้อยู่ ยิ่งมองลึกลงไปเท่าไหร่ก็เหมือนกับว่าเขากำลังจ้องมองไปยังัที่กำลังหลับใหลอยู่
“นี่คือส่วนนึงของทักษะที่ข้าจะสอนให้กับเ้าชื่อของมันก็คือ ‘ขัดเกลาั’