เหลาชิงฝู
หลังกลับมาถึงห้องครัวแล้วก็ยังไม่มีงานใดเพิ่มอีก เซียนอินก็หลับตาสงบอารมณ์หงุดหงิดในใจลงจนจิตใจเรียบนิ่งอย่างที่เคยเป็ เสียงทุ้มนุ่มกลั้วหัวเราะของชายผู้หนึ่งในความทรงจำดังขึ้นในหัว
‘เสี่ยวลั่ว คุณยิ้มน่ากลัวแบบนี้...รอบเดือนมาแล้วใช่รึเปล่า’
หรือว่า...
ความเ็ปที่ท้องน้อยค่อยๆ เด่นชัดขึ้นมาจนเด็กสาวสังเกตเห็นความผิดปกติ
เ้าของร่างนี้แม้จะอายุสิบหกหนาวแล้ว แต่ทว่าด้วยเหตุใดไม่ทราบ กลับยังคงไม่มีรอบเดือนมาโดยตลอด เริ่มมาในยามนี้ก็นับว่าช้ามากแล้ว และปัญหาของนางตอนนี้ก็คือ...นางไม่รู้ว่าสตรียุคนี้จัดการกับรอบเดือนอย่างไร
โดยปกติแล้วจะเป็มารดาหรือญาติผู้ใหญ่หญิงที่สอนเื่เหล่านี้ แต่ยามนี้นางไม่มีให้ถามเสียด้วยสิ คนงานของที่นี่ก็ล้วนแต่เป็บุรุษทั้งสิ้น
ความปวดหนึบยิ่งมายิ่งเด่นชัด สุดท้ายร่างเล็กจึงตัดสินใจเดินออกจากห้องครัว มุ่งหน้าไปยังชั้นที่พักของโรงเตี๊ยมอย่างเสียมิได้
ณ ห้องพักแขกชั้นสอง
เด็กสาวร่างอวบในชุดตัวยาวสีส้มอ่อนกำลังนั่งพับผ้าอยู่ด้านในห้องพัก กองคาราวานของพวกนางมีทั้งหมดยี่สิบคน บุรุษสิบหก สตรีสี่ จึงตกลงแบ่งห้องพักกันห้องละสองคนอย่างลงตัวพอดี ผู้ที่นางพักด้วยก็คือฉวี่ถานถาน เด็กสาวลูกจ้างร้านค้าอาหารทะเลที่ทำด้วยกันนั่นเอง
จวีสู่อีหันไปคุยกับฉวี่ถานถาน “พี่ถาน ท่านว่าที่เด็กสาวนางนั้นพูดเป็เื่จริงหรือไม่”
ร่างผอมบางที่กำลังนอนแปะแตงกวาที่เบ้าตาเปิดปากเอ่ย “ดูท่าทีของพ่อครัวจางแล้ว ไม่ผิดไปหรอก”
ร่างอวบทอดถอนใจ “สตรีอย่างเราออกมาทำงานนอกบ้านก็ว่าลำบากแล้ว มาเจอเื่เช่นนี้ก็น่าสงสารอยู่”
ฉวี่ถานถานเอ่ยเสียงเนือย “เด็กคนนั้นก็ไม่เบา” นางลุกขึ้นเอาแตงกวาออกจากใบหน้า เอ่ยกับจวีสู่อี “บุรุษเป็ใหญ่เหนือสตรี หากยอมได้ก็ควรยอม ไม่เช่นนั้นก็อาจเดือดร้อนเอาได้” ถึงเด็กคนนั้นดูจะไม่ใส่ใจเท่าใดก็เถอะ
“ต่อจากนี้หากนางไม่ระวังกว่านี้ คงอยู่ร้านนี้ต่อไปไม่ได้นานนัก”
เด็กสาวร่างผอมแม้จะดูเหมือนเอ่ยตำหนิ แต่ความจริงเกิดจากความรู้สึกอยุติธรรมลึกๆ ในใจเสียมากกว่า พวกนางเองก็ใช่ว่าจะทำงานได้อย่างราบรื่น คนเช่นพ่อครัวจางก็เจอมาไม่น้อย แต่พวกนางต่างสงบปากสงบคำ ถึงยังอยู่ในร้านได้อย่างสงบมาจนถึงบัดนี้
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูจังหวะไม่ช้าไม่เร็วดังขึ้น เด็กสาวทั้งสองหันมองหน้ากัน จวีสู่อีเป็คนเดินไปเปิดประตู ทว่าใบหน้าที่ปรากฏในครรลองสายตากลับทำให้นางชะงักค้าง…พูดถึงเฉาเชา เฉาเชาก็มา
เป็เด็กสาวชุดเหลืองคนนั้น
ยามนี้อีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีเช่นที่นางเห็นเมื่อครู่ก่อนแล้ว แต่ดูสงบนิ่งเยียบเย็น หัวคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันน้อยๆ เอ่ยออกมาด้วยท่าทีประหม่าอยู่บ้าง เด็กสาวกดเสียงลงต่ำราวกระซิบ
“พี่สาวท่านนี้ ไม่ทราบว่าพอจะสอนข้าได้หรือไม่ ว่าสตรียามรอบเดือนมาต้องจัดการเช่นไร”
จวีสู่อีพยักหน้าจูงมือพาเดินเข้ามาอย่างสนิทสนมเป็กันเอง จัดแจงให้นั่งที่ปลายเตียงด้วยกัน พลางมองดรุณีน้อยผู้นี้อย่างประหลาดใจ เอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ “แม่เ้าไม่ได้สอนเื่นี้หรือ”
เด็กสาวตอบโดยหน้าไม่เปลี่ยนสี “แม่ของข้าเสียแล้วน่ะเ้าค่ะ”
“อา เสียใจด้วยนะ” จวีสู่อีที่ปกติเป็คนอ่อนไหวง่ายอยู่แล้ว พอได้ยินเช่นนี้ก็มีสีหน้าะเืใจขึ้นมา
ฉวี่ถานถานที่รู้จักจวีสู่อีดีจึงรีบเอ่ยเข้าเื่เพื่อดึงบรรยากาศ นางเริ่มเข้าโหมดจริงจัง ทำสีหน้าราวกับกำลังสวมบทเป็อาจารย์สอนศิษย์ นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงของตน เอ่ย
“สตรีอย่างเราจะต้องทำผ้ารอบเดือนเอาไว้พร้อมใช้ สมัยอดีตจะใช้ใบไม้และหญ้าแห้งในการซับรอบเดือน” คนเล่าทำไม้ทำมืออธิบายประกอบไปด้วย
“แต่สมัยนี้สตรีเราเปลี่ยนมาใช้ผ้าห่อสิ่งที่ซึมซับได้ดีกว่า เช่น ขี้เถ้าหรือพืชประเภทป่าน ปอ แล้วจึงใช้เชือกร้อยผ้ามาผูกไว้กับเอว เวลาเปลี่ยนจะต้องนำขี้เถ้าที่ห่อเอาไว้ทิ้งไป แล้วเอาผ้าไปซักด้วยน้ำสะอาด ตากให้แห้งไว้ใช้ครั้งถัดไป”
จวีสู่อีพยักหน้าเอ่ยสมทบ “แต่ว่าเหล่าสตรีชั้นสูงที่มีชาติตระกูลร่ำรวยสักหน่อย พวกนางจะใช้กระดาษฟางและกระดาษขาวมาใช้แทน กระดาษขาวจะมีความเหนียวนุ่ม ทั้งยังเป็สีขาวสะอาดตาจึงเป็ที่นิยมนัก แต่ก็นั่นละนะ ราคาแพงลิบลิ่ว ชาวบ้านธรรมดาอย่างเราๆ ใช้ไม่ไหวหรอก”
ร่างอวบมีสีหน้านึกขึ้นได้ “อ้อ อย่าให้บุรุษเห็นผ้ารอบเดือนของเ้าเด็ดขาด สามีก็ให้เห็นไม่ได้ แม้ข้าจะไม่รู้ว่าทำไมก็เถอะ”
เซียนอินพยักหน้ารับคำชี้แนะ สีหน้าฉายความกระจ่างแจ้ง ประสานมือเอ่ย “ขอบคุณท่านทั้งสองที่ให้คำชี้แนะ”
ฉวี่ถานถานโบกมือ “ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก สตรีด้วยกัน ข้าเข้าใจ”
จวีสู่อีที่หายไปค้นๆ หยิบๆ ที่กล่องเสื้อผ้าตนเองกลับมาพร้อมผ้าชิ้นหนึ่ง นางยื่นมันมาให้เซียนอิน
“ชิ้นนี้ข้าเพิ่งทำเอาไว้ ยังไม่เคยใช้มาก่อน เ้าก็เอาไปใช้ก่อนสิ หากรอกลับไปทำเอาเองเกรงว่าจะไม่ทันเอา”
เซียนอินยิ้มให้นางจากใจจริง “ขอบคุณ”
จากนั้นพลันนึกสิ่งใดขึ้นได้ ทั้งร่างเร่งผุดลุกขึ้นยืนเอื้อมจับกระโปรงด้านหลังมาดู เมื่อเห็นว่ายังไม่มีสิ่งใดซึมเปื้อนออกมาค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก สองสาวพากันมองท่าทีนี้อย่างเห็นอกเห็นใจ ยามรอบเดือนมาพวกนางก็พลิกกระโปรงดูแทบทั้งวันเลยก็ว่าได้...
เพื่อไม่ให้เป็การรบกวนแขกทั้งสองนานเกินไป คนมาขอคำปรึกษาจึงตัดสินใจขอตัวออกมา แต่ก่อนจะก้าวออกจากประตูนางก็ชะงักกึก หันมาเอ่ยถามเด็กสาวทั้งสอง
“พี่สาวทั้งสองจะอยู่ที่นี่กี่วันหรือ อยากเรียนทำหัวบุกต้มกับข้าหรือไม่”
จวีสู่อีและฉวี่ถานถานดวงตาเป็ประกาย ยิ้มเอ่ยอย่างตื่นเต้น “สามวันน่ะ อีกสามวันเราจะเดินทางต่อ เริ่มเรียนพรุ่งนี้เลยดีหรือไม่”
“อื้อ ได้เ้าค่ะ” เซียนอินพยักหน้ายิ้ม แล้วจึงปิดประตูเดินกลับออกไปหาที่ใส่ผ้าซับระดู
ตลอดสามวันมานี้พ่อครัวจางหายหน้าหายตาไปไม่ได้ข่าวคราว หวังฉวี่ตงแอบกระซิบบอกนางว่า พ่อครัวจางขอเถ้าแก่หลี่ลาหยุดสามวัน
ส่วนเถ้าแก่หลี่หลังจากได้เห็นฝีมือการทำอาหารของนางแล้ว ก็เลื่อนให้นางขึ้นเป็แม่ครัวทันที และเพิ่มเบี้ยหวัดจากเดิมเจ็ดตำลึงเงิน ขึ้นเป็เดือนละสิบตำลึงเงิน จนคนได้เพิ่มค่าแรงภายในวันเดียวอารมณ์ดีมาตลอดหลายวัน
ในขณะที่พ่อครัวจางหายหน้าไป กลับกัน มีชายผู้หนึ่งแวะเวียนมากินอาหารที่เหลาชิงฝูแทบทุกวัน
นั่นก็คือ...บุรุษหน้าบากที่นางเคยผสมเหล้าเส้าซิงลงกระเพาะปลาหม้อไฟให้นั่นเอง
ชายหน้าบากสวมชุดอย่างนักดาบพเนจรสีน้ำตาลอ่อนตัดเข้ม ผมดำยาวถูกเกล้าขึ้นเป็หางม้า ที่กรอบหน้ามีหนวดขึ้นรำไร ท่าทีผ่าเผยอย่างจอมยุทธ์ เขามักจะมาสั่งอาหารสองสามอย่างในยามเย็น แล้วดื่มสุราไปด้วยอย่างครึ้มใจจนถึง่หัวค่ำ
และแล้ววันนี้ก็เป็วันที่กองคาราวานจะจากไป เซียนอินที่พอจะคุ้นเคยกับเด็กสาวชาวิ่ทั้งสองอยู่บ้างเดินออกมาส่งที่หน้าประตูร้าน ตลอดสามวันมานี้เด็กสาวทั้งสองเข้าไปป้วนเปี้ยนในโรงครัวอยู่เป็ประจำ ทั้งนั่งสนทนากันตามประสาเด็กสาว และเรียนรู้การทำอาหารด้วยหัวบุกหลากหลายแบบ
ยามนี้จวีสู่อียืนอยู่ข้างรถม้า ผมสีดำถูกถักเป็เปียเอาไว้ข้างอก ร่างอวบอัดโผเข้าหาโอบกอดร่างเล็กเอาไว้ “อินอิน จากนี้ไปข้าจะต้องคิดถึงเ้ามากแน่เลย อาหารของเ้าด้วย ฮือๆๆ พอไปเมืองหลวงไม่รู้จะเจอร้านที่ทำอาหาริ่ได้ดีเหมือนเ้าหรือเปล่า”
ฉวี่ถานถานยิ้มแห้ง ตกลงเ้าอาวรณ์คนเขา หรืออาลัยอาหารของคนเขากันแน่
ร่างเด็กสาวทั้งสองผลุบหายเข้าไปในรถม้า ผ้าม่านสลักลายดอกเหมยฮวาเรียบง่ายเหนือบานประตูปิดพรึ่บลง กองคาราวานค่อยๆ เคลื่อนฝ่าคนในตรอกผิงเจียไปข้างหน้า เดินทางออกจากเมืองปู้ชวนมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง
แสงสีส้มสาดส่องหน้าโรงเตี๊ยม ตัวอักษร ‘เหลาชิงฝู’ ต้องแสงจนปรากฏเป็เส้นสายเงาดำที่ผิวไม้เื้ั เงาร่างของดรุณีน้อยอาบย้อมแสงสุริยันค่อยๆ ก้าวหายเข้าไปในประตูทางเข้าโรงเตี๊ยม ให้ภาพบรรยากาศอันสงบและเงียบเหงาในเวลาเดียวกัน