ตอนที่ 5
คลายทุกข์?
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ไล่เลี่ยกับคุณตฤณ ใบหน้าเรียวยาว จมูกโด่งรับกับแว่นสายตากรอบบางวินเทจ ดูแค่การแต่งเนื้อแต่งตัวสุดเนี๊ยบ ที่สวมใส่แบรนด์เนมั้แ่หัวจรดเท้า บวกกับกลิ่นน้ำหอมฟุ้ง ก็เดาได้ไม่ยากว่าคงมีเงินในบัญชีที่มากมายเกินกว่าจะจินตนาการได้อย่างแน่นอน
“พี่ศิลา” เสียงเรียกจากชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังของต้นตะวัน
“ยังจำกันได้อยู่เหรอ?” ชายร่างใหญ่เดินเคาะเท้าช้าๆ เพื่อสำรวจไปรอบๆ ร้าน
“พี่มาทำไมครับ?” ตฤณเอ่ย
“แหม ฉันก็คิดถึงน้องชายคนเดียวของฉันไง ห่างหายไปอยู่เมืองนอกตั้งหลายปี แถมกลับมาก็ไม่ยอมบอกใคร นี่ถ้าฉันไม่รู้เอง แกจะบอกฉันไหมนะ” ศิลาพูดขึ้นในขณะที่ยืนพินิจพิจารณาเคาน์เตอร์ชงกาแฟ
ตฤณไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ให้กับชายตรงหน้า แต่ศิลาก็ยังคงพูดต่อ “อย่างน้อยแกก็น่าจะบอกแม่แกสักหน่อยนะ เขาคงดีใจ ลูกชายสุดรัก เอาทักษะทำขนม......ขนมโง่ๆ มาใช้หาเลี้ยงชีพ”
ต้นตะวันเริ่มพอคาดเดาสถานการณ์ตรงหน้าได้ จึงเหลือบหันไปมองตฤณเล็กน้อยก่อนจะเห็นว่าผู้เป็นายกำลังกำหมัดแน่จนเหมือนเล็บจะจิกทะลุมือออกมา
“แต่ก็เอาเถอะ ยังไงแกก็น้องฉัน ถ้าไปไม่รอด ไม่มีจะกิน ก็โทรมาได้เลยนะ” ศิลาที่ยิ้มยียวนอย่างอารมณ์ดีกำลังจะหันหลังออกจากร้าน แต่ก็ต้องมาชะงักหยุดที่หน้าต้นตะวัน “นี่แฟนใหม่เหรอ? แกนี่ชอบแต่แบบนี้เนอะ” ก่อนจะยกยิ้มมุมปากหัวเราะหึในลำคอเบาๆ แล้วออกจากร้านไป
ทิ้งเหลือไว้เพียงแค่ชายหนุ่มที่ยืนโกรธจนตัวสั่นกับต้นตะวันที่ใบหน้าแดงกล่ำกับสิ่งที่ศิลาพูดทิ้งไว้ก่อนไป
‘แฟนงั้นเหรอ? แสดงว่าคุณตฤณ....’ เด็กหนุ่มไม่เข้าใจตัวเองเล็กน้อยว่าเหตุใดตนถึงต้องรู้สึกเขินแปลกๆ บวกกันอกข้างซ้ายที่ทำไมถึงต้องเต้นแรงขนาดนี้
ต้นตะวันเป่าปากเบาๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะเดินเข้าไปหาตฤณช้าๆ “พี่ตฤณ...” ยังไม่ทันจะพูดสิ่งใดจนจบประโยค ตฤณก็เลือกที่จะตัดบทสนทนาแล้วให้ต้นตะวันกลับบ้านไป ก่อนจะหันหลังกลับเข้าหลังร้าน
เช้าวันนี้ต้นตะวันมาทำงานเช้ากว่าปกติด้วยความรู้สึกเป็ห่วงคนตัวโตที่หลังจากเจอเหตุการณ์ไม่สู้ดีเมื่อคืน
หลังจากที่เขาเปิดประตูเข้ามาที่ครัวหลังร้าน เขาก็พบกับสภาพครัวที่เหมือนผ่านศึกามาหมาดๆ แต่ต้นตะวันยังคงไม่ใกับสภาพเละเทะของครัวเท่ากับกองขนมปังกองโตบนเคาน์เตอร์ทำขนม เขาอ้าปากค้างเมื่อประเมินจากสายตาแล้วนับได้ราวๆ เกือบร้อยชิ้น
“อย่าบอกนะว่าพี่ตฤณทำหมดนี่เมื่อคืน” เขาพูดกับตัวเองขณะที่เหลือบตามองไปที่ชั้นสอง ที่พอจะเดาได้ว่าป่านนี้เ้าของกองขนมปังคงกำลังสลบไสลอยู่้า
ต้นตะวันผ่อนลมหายใจหนัก ก่อนจะจัดเก็บและทำความสะอาดห้องครัว พร้อมกับจัดวางขนมปังลงถาดให้เรียบร้อย
“ถ้าจากที่พี่เล่ามา หนูว่าพี่ตฤณคงไม่ถูกกับพี่ชายเนอะ” มะนาวพูดขึ้น “อาจจะเป็เหตุผลที่เขาไม่ยอมบอกใครเื่ร้านก็ได้นะหนูว่า”
เื่ราวเมื่อคืนยังคงอยู่ในหัวของต้นตะวันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะ ‘นี่แฟนใหม่เหรอ? แกนี่ชอบแต่แบบนี้เนอะ’ ประโยคสั้นๆ ที่ทำให้ตัวต้นตะวันเองก็นอนไม่หลับเช่นกัน พอนึกถึงประโยคนี้ทีไร ใจก็ยังคงตึกตักอยู่ทุกครั้ง โดยที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าเป็เพราะอะไร
เมื่อสบโอกาสใน่สายๆ ที่ลูกค้าเริ่มซา ต้นตะวันจึงอาสานำขนมปังแซนวิสและกาแฟ ขึ้นไปให้ตฤณ้า
มือของเด็กหนุ่มเคาะที่ประตูห้องอยู่สองสามรอบ โดยที่ไร้เสียงตอบกลับ จึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปก็พบร่างใหญ่นอนซมอยู่บนเตียงนุ่ม
ต้นตะวันวางถาดขนมลงที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะยืนชะโงกเรียกผู้หลับใหลเบาๆ
“พี่ตฤณ ครับ พี่ตฤณ” แต่ดูเหมือนจะไม่เป็ผลร่างใหญ่ยังคงอยู่ในนิทรา เขาจึงหย่อนตัวลงนั่งบนเตียงแล้วใช้มือเขย่าแขนแกร่งเบาๆ ก่อนจะพบว่าอุณหภูมิของชายร่างใหญ่สูงกว่าคนปกติ “พี่ตฤณลุกมากินอะไรหน่อยนะครับ”
ตาคมเข้มขยับปรับแสงเล็กน้อย ก่อนจะมองจ้องมาที่ผู้ปลุก “นี่กี่โมงแล้ว?” เขาถามเสียงแหบพร่า
“สิบโมงครึ่งครับ พี่ตฤณกินกาแฟกับแซนวิสก่อนนะครับ เดี๋ยวผมลงไปเอายาให้” ต้นตะวันเดินลงมาที่ตู้ยาด้านล่างก่อนเดินกลับขึ้นไป้า
ชายหนุ่มหยัดตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ใบหน้าคมเข้มจ้องมองไปที่ความจิ้มลิ้มก่อนผุดยิ้มให้กับเด็กหนุ่มเล็กน้อย “ขอบคุณนะ”
ต้นตะวันรู้สึกสั่นไหวแปลกๆ จากรอยยิ้มและสายตาของชายหนุ่ม บวกกับเื่ราวเมื่อคืนที่ยังอยู่ในหัว เขาจึงรีบเปลี่ยนเื่ “เมื่อคืนพี่ตฤณทำขนมปังนั้นทั้งหมดเลยเหรอครับ”
“อื้ม” ชายหนุ่มตอบในขณะที่ยกมือขึ้นนวดหัว
“ผมยังคุยกับมะนาวอยู่เลย ว่าเยอะขนาดนี้ สงสัยพี่ตฤณคงไม่ต้องอบขนมขายไปอีกหลายวัน”
“ห้ามเอาไปขายนะ” ตฤณรีบปรามจนต้นตะวันใเล็กน้อย “เอาไปทิ้งให้หมด มันไม่ใช่ขนมที่ถูกทำเพราะความรู้สึกที่ดี แต่เป็ขนมที่ทำในตอนที่พี่....” ตฤณฉุกคิดบางอย่างก่อนจะพูดต่อ “นั่นล่ะ พี่ขายขนมที่อบเพราะความรู้สึกแบบนี้ให้กับลูกค้าไม่ได้ เพราะฉะนั้น เอาไปทิ้งให้หมด”
กว่าที่ตฤณจะลุกขึ้นจากที่นอนได้แดดก็ตรงหัวเสียแล้ว ร่างใหญ่เดินออกมาที่เคาน์เตอร์หน้าร้าน ก่อนจะเห็นว่ามีคนมากมายมายืนอ่อกันหน้ารั้วอย่างเนืองแน่น
ร่างใหญ่ก้าวเท้ายาวออกมาดูความผิดปกติ ก่อนจะใเล็กน้อยเมื่อมีมือมาดึงที่ข้อมือของเขา เมื่อตฤณหันไปมองเ้าของมือนั่น ก็พบว่าเป็มือของหญิงแก่หลังค่อมในชุดมอมแมมที่กำลังคว้าข้อมือของเขาอยู่
“ขอบคุณมากนะพ่อหนุ่ม วันนี้หลานยายจะได้กินของอร่อยๆ กับเขาบ้าง”
รอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้า เมื่อเห็นว่ามือเหี่ยวๆ กำลังโอบรัดขนมปังที่ตัวเองอบทิ้งไว้เมื่อคืนอยู่
ตฤณหาที่นั่งในสวนหน้าร้าน เพื่อแอบมองดูพนักงานของตัวเองยืนแจกขนมปังเ้าปัญหาให้กับคนเร่ร่อนและผู้ยากไร้อยู่หน้าร้าน
มีรอยยิ้มอีกมากมายที่เกิดขึ้นจากขนมปังที่เขาคิดว่าเป็ขนมปังแห่งความทุกข์ทน แต่มันกลับสร้างรอยยิ้มมากมายให้กับคนที่มีเื่ที่ทุกข์ใจมากกว่าเขา
ใช้เวลาไม่นานขนมปังก็ถูกแจกจ่ายจนหมดเกลี่ย
“พี่ให้เอาไปทิ้งไม่ใช่เหรอ?” น้ำเสียงนิ่งๆ ของตฤณทำให้มะนาวและต้นตะวันรู้สึกขนลุกไม่น้อย
“พี่ตฤณอย่าดุมะนาวนะครับ มันเป็ความคิดของผมเอง” ต้นตะวันแก้ต่างแทนน้อง
ตฤณยังคงจ้องมองต้นตะวันนิ่ง ในขณะที่ต้นตะวันก็มองกลับเช่นกัน “ก็พี่ตฤณไม่อยากขายขนมปังคลายทุกข์ให้กับลูกค้า ผมก็ไม่ได้ขายไงครับ”
คิ้วคมเข้มขมวดลงเล็กน้อย “ขนมปังคลายทุกข์?”
“ครับ ก็พี่ทำเพื่อคลายทุกข์ ผมก็เลยเอามาคลายทุกข์ให้คนอื่นต่อไงครับ”
ตฤณปล่อยหัวเราะให้กับคำตอบของเด็กหนุ่ม จริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้โกรธอะไรที่ต้นตะวันทำ แต่กลับยิ่งรู้สึกดีเสียด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่ต้นตะวันทำมันทำให้ความรู้สึกของเขาเติบเต็ม
เพียงกี่ชั่วโมงหลังจากแจกขนมปังคลายทุกข์จนหมด ร้าน le rêve ก็ถูกพูดถึงอย่างรวดเร็วหลังจากที่มีคนถ่ายรูปแล้วแชร์ในโลกโซเซียล ว่าร้านกาแฟเปิดใหม่ ใจบุญ ทำขนมแจกให้กับผู้ยากไร้ มีคอมเม้นท์พูดถึงต่างๆ มากมายในแง่บวก อีกทั้งยังพูดถึงความหล่อของเ้าของร้านและความน่ารักจิ้มลิ้มของบาริสต้า อีกด้วย
“กูว่าพี่ตฤณเขาต้องมีอะไรแน่ๆ” เด็กหนุ่มโทรคุยกับหงส์หยกเพื่อนคนสนิท หลังจากที่กลับห้องพัก
“จากที่มึงเล่า มันก็แปลกจริงๆ แหล่ะ” ปลายสายเอ่ยถาม “ว่าแต่ ั้แ่ที่มึงไปทำงานที่ร้าน มึงนี่ยุ่งกว่าตอนเป็เซลล์อีกนะ ไม่มีเวลาแม้กระทั้งไปกินข้าวกับกูเลย” หงส์หยกอดเอ่ยปากบ่นเพื่อนคนสนิทไม่ได้
“ก็พึ่งมาทำไม่นาน แผนการกูยังไม่ลงตัว เดี๋ยวถ้ามันเข้าแผนกูเมื่อไรกูจะเอาเวลาไปให้มึงทั้งวันทั้งคืนแน่นอน”
“กูจะรอดูนะ แต่เท่าที่มึงเล่ามา กูเห็นจะมีแต่ทำให้ร้านเขาดังขึ้นขายดีขึ้น กูยังไม่เห็นว่าจะเป็อย่างที่มึงว่า”
ต้นตะวันเหลือบค้อนเบาๆ ใส่โทรศัพท์ “เออหน่า กูมีแผนก็แล้วกัน....”