ตอนค่ำของวันนั้น ในมุมหนึ่งของผับชื่อดังใจกลางเมืองหลวงคริสโตเฟอร์หนุ่มหล่อสายเือังกฤษดีกรีกัปตันแห่งสายการบินใหญ่นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศครึกครื้นยามราตรีที่น่าหลงใหลพร้อมกับจิบน้ำสีอำพันไปเรื่อยๆเพื่อรอชายหนุ่มเพื่อนรักที่นัดกันไว้ั้แ่ตอนเย็น
เขามาเมืองไทยไม่บ่อยนักก็จริง แต่ทุกครั้งที่มาก็จะหาความสุขเล็กๆ น้อยๆชั่วข้ามคืนกับผู้หญิงที่มีใจตรงกัน ไม่สานต่อ ไม่ผูกมัด ไม่ขัดต่อศีลธรรมเท่านั้นเป็พอ
“เฮ้... วิน ทางนี้” คริสโตเฟอร์ร้องเรียกคนที่เขากำลังรออยู่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินเข้ามาในร้านแล้ว
นาวินหันมองตามเสียงเรียกก่อนจะพยักหน้าให้เป็เชิงรับรู้แล้วรีบสาวเท้าเข้าไปที่โต๊ะอย่างรวดเร็วชายหนุ่มรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมองเขาตลอดตามทางเดินจนน่าอึดอัดแต่ก็พยายามไม่สนใจ เขาเจาะจงมุ่งเป้าหมายไปยังเพื่อนรักมากกว่า
“มานานหรือยัง” คนที่เพิ่งมาถึงถามขึ้นพร้อมทั้งหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้าม
“อืม สักพักแล้ว เบื่อๆ น่ะ เลยออกมาก่อน” คนรอพูดด้วยท่าทางสบายอารมณ์แล้วจ้องมองพนักงานสาวที่เดินเข้ามาเตรียมเครื่องดื่มให้ตาเป็มัน
“ฉันว่าแกมาหาหิ้วสาวๆ ไปมากกว่าละมั้ง” นาวินย้อนให้อย่างรู้ทันพลางหยิบแก้วน้ำสีอำพันที่พนักงานสาวสวยจัดไว้ให้มาถือไว้ในมือแล้วยกขึ้นดื่มไปอึกใหญ่
“เออน่า... รู้แล้วยังจะถามอีกนะไอ้นี่” หนุ่มเ้าสำราญทำเป็ฮึดฮัดนิดๆที่ถูกรู้ทัน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก่อนจะหันไปถามถึงเื่ของอีกฝ่าย
“แล้วแกล่ะไปคุยกับลูกค้ามาเป็ไงบ้าง”
“ก็งั้นๆ รู้เื่บ้างไม่รู้เื่บ้างฉันไม่ได้เรียนมาทางนี้โดยตรงนี่หว่า” นาวินถอนหายใจทิ้งแรงๆแล้วทำหน้าเบื่อหน่ายเอือมระอา
“เออ เอาน่า... มันก็ต้องค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไปแบบนี้แหละ” คริสโตเฟอร์เอ่ยอย่างเข้าใจ
“อืม ขอบใจนะคริสที่แกยอมย้ายมาอยู่กับฉันที่นี่น่ะ”
“แหม่ เพื่อนรักได้เลื่อนตำแหน่งเป็ถึงท่านรองประธานทั้งทีฉันก็ต้องเกาะหนึบตามมากอบโกยเอาหน้าหน่อยสิ” คนอารมณ์ดีพูดกลั้วหัวเราะเพราะไม่อยากให้เพื่อนรักต้องคิดมาก
“ฮึฮึ แกก็พูดเกินไป... ฉันมีอำนาจอะไรที่ไหนกันล่ะได้แต่เป็หุ่นเชิดให้เขาสั่งไปวันๆ มากกว่า” นาวินหัวเราะในลำคอแล้วพูดประชดประชันถึงคนเป็พี่ก่อนจะหันไปสนใจกับบรรยากาศรอบๆ ตัวพลางยกแก้วในมือขึ้นดื่มไปเรื่อยๆ
“เออ วิน แล้วนี่แกทั้งบินด้วยทั้งนั่งโต๊ะบริหารด้วย พี่แกเขาไม่ว่าอะไรเลยเหรอวะ”คริสโตเฟอร์ถามแล้วมองหน้าเพื่อนรักอย่างรอคอยคำตอบ
“ก็คัดค้านตอนแรกน่ะเขากลัวว่าฉันจะทำงานให้เขาได้ไม่เต็มที่และไม่มีประสิทธิภาพพอ...แต่ฉันก็ยืนยันว่าถ้าจะให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งฉันขอเลือกนักบินเพราะมันเป็อาชีพของฉันพี่นุเขาก็เลยยอม”
นาวินอธิบายให้คนตรงหน้าฟังยืดยาวเหมือนเป็การระบายความอัดอั้นมากกว่าซึ่งคนฟังก็พยักหน้าเข้าใจและยอมรับกับการตัดสินใจของอีกฝ่ายอย่างไม่โต้แย้งจากนั้นสองหนุ่มก็นั่งพูดคุยเรื่อยเปื่อยอีกสองสามเื่ก่อนที่คริสโตเฟอร์จะตัดสินใจเอ่ยถามถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อกลางวัน
“วิน... เอ่อ... แล้วเื่น้องป่านล่ะ เธอจะหมั้นกับพี่แกเร็วๆนี้จริงเหรอ” คนถามพูดเสียงอึกอักเล็กน้อยเพราะเกรงว่าจะไปกระทบกระเทือนใจของอีกฝ่ายเข้าแต่เขาก็อยากให้นาวินระบายมันออกมาบ้างจะได้ไม่ต้องมานั่งอมทุกข์อยู่คนเดียว
“ฉันก็ไม่รู้แน่ชัดหรอก แต่คิดว่าคงอีกไม่นานแน่ๆเพราะน้องป่านก็ใกล้จะเรียนจบแล้วด้วย” คนตอบถอนหายใจหนักๆอีกครั้ง ก่อนจะเอนหลังพิงราบไปกับโซฟาเหมือนคนหมดแรง
“แล้วแกจะเอายังไงต่อไปวะ” คริสโตเฟอร์ยังคงถามต่อ
“ก็คง... อยู่ไปแบบนี้มั้ง” สีหน้าและแววตาของคนตอบบ่งบอกให้รู้ถึงความรู้สึกข้างในที่หดหู่และทดท้อใจอย่างมากจนคนฟังอดที่จะเห็นใจไม่ได้
“เฮ้อ... ไอ้วินนะไอ้วิน หน้าตาก็หล่อเหลาลากไส้ซะขนาดนี้ ผู้หญิงสวยๆมีมาให้เลือกเยอะแยะก็ไม่รักไม่ชอบ ดันไปรักคนมีเ้าของ” คริสโตเฟอร์เปรยทีเล่นทีจริงแกมประชดประชันเล็กน้อยแต่ก็กระแทกใจคนฟังอย่างจัง
“มันคงเป็เวรกรรมของฉันมากกว่าน่ะ” คนอมทุกข์ตอบเสียงเนือยๆแล้วก็นิ่งเงียบไป
ชายหนุ่มจมอยู่กับความคิดของตัวเองที่มีใบหน้าสวยหวานของหญิงสาวในดวงใจฉายชัดอยู่ในนั้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เด็กผู้หญิงตัวน้อยในวันนั้นตอนนี้เธอเติบโตสวยสะพรั่งจนเขารู้สึกหวั่นไหวทุกครั้งที่ได้มอง...ระหว่างที่คิดก็อดไม่ได้ที่จะยกมือหนาขึ้นมาลูบไล้ที่ริมฝีปากหยักของตัวเองเมื่อคิดถึงรสจูบอันแสนหวานที่ไม่ประสีประสาของเธอแต่กลับสร้างความหลงใหลตราตรึงให้เขาจนถึงทุกวันนี้
“เห้ย ไอ้วิน แกเป็อะไรมากหรือเปล่าเนี่ย” คริสโตเฟอร์ที่นั่งดูอาการของเพื่อนรักอยู่นานเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางแปลกๆจึงเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“หะ เมื่อกี้แกว่าไงนะ” คนที่เพิ่งตื่นจากภวังค์ของความถึงย้อนถามด้วยอาการมึนงงเล็กน้อย
“แหม่ๆ มัวแต่คิดถึงสาวเ้าอยู่ล่ะสิ... ฉันถามว่าแกเป็อะไรมากหรือเปล่า จู่ๆก็นั่งเงียบไป”
“อือ เปล่าหรอก ฉันก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ” นาวินบอกพลางหลบตาเพื่อนเพื่อกลบเกลื่อนซึ่งคนขี้สงสัยอย่างคริสโตเฟอร์ก็รู้ดีแต่เพราะไม่อยากเซ้าซี้ให้มากความเขาจึงชวนคุยเื่อื่นต่อไป
“เออ แล้วนี่น้องป่านของแกเป็ยังไงบ้างวะ วันนี้เจอยัยนีล่าแผลงฤทธิ์น่ะ”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ เขาไม่จำเป็ต้องมาบอกฉันนี่หว่า” คนตอบมีน้ำเสียงกระแทกกระทั้นเล็กน้อยก่อนจะยกแก้วเหล้าในมือขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
ชายหนุ่มนึกถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อกลางวันเขารู้ดีว่าเป็ฝีมือการกลั่นแกล้งของแอร์โฮสเตสสาวคู่ควงของเขาแน่นอนแต่เพราะไม่อยากให้สายป่านถูกเพ่งเล็งมากกว่านี้เขาจึงโยนความผิดให้เป็อุบัติเหตุไปแล้วบอกความจริงกับนิลณีย์ซะ อย่างน้อยเธอจะได้ไม่ต้องหวาดระแวงเขากับสายป่านอีก
จู่ๆ ภาพนิ้วเรียวของหญิงสาวตัวเล็กที่อาบไปด้วยเืสดๆก็ฉายชัดขึ้นมาทำให้หัวใจดวงแกร่งปวดหนึบและว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูกป่านนี้เธอจะเป็อย่างไรบ้างนะ หายเจ็บแผลหรือยังคิดได้เพียงเท่านั้นร่างสูงก็ผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วจนคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพลอยใไปด้วย
“เห้ย เป็อะไรวะไอ้วิน”
“ฉันกลับก่อนนะ” พูดจบ ร่างสูงของนาวินก็ก้าวฉับๆออกไปจากโต๊ะทันทีโดยไม่รอฟังเสียงตอบรับหรือคัดค้านใดๆ จากคนที่นั่งอยู่ทั้งสิ้น
“อ้าว เห้ย เดี๋ยวสิ... อะไรของมันวะเนี่ย” คริสโตเฟอร์หน้าเหวออ้าปากค้างแล้วส่ายหน้ากับตัวเองด้วยความไม่เข้าใจเมื่อคิดว่าเพื่อนรักคงมีเื่เร่งด่วนให้รีบจัดการเขาจึงปล่อยไปจากนั้นหนุ่มเ้าสำราญอารมณ์ดีก็หันไปสนใจสาวสวยรอบๆโต๊ะแทน
นาวินขับรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจมาที่คฤหาสน์หลังใหญ่ตามหัวใจเรียกร้องอย่างไม่อาจปฏิเสธได้เ้าของร่างสูงก้าวลงจากรถแล้วกวาดตามองหารถสปอร์ตของพี่ชายที่ตอนนี้มันไม่ได้จอดอยู่ที่ของมัน‘พี่นุยังไม่กลับอีกเหรอ’ ชายหนุ่มพึมพำเบาๆพร้อมทั้งยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาก็พบว่าเป็เวลาสี่ทุ่มเศษๆ แล้ว
สองขาแกร่งก้าวเข้ามาในบริเวณบ้านที่มีแต่ความเงียบบ่งบอกได้ว่าทุกคนคงเข้านอนกันหมดแล้ว ก่อนที่เสียงทักทายจากแม่บ้านสาวใหญ่จะดังขึ้น
“อ้าว คุณนาวินทำไมมาดึกจังคะแล้วได้ทานอะไรมาหรือยังป้าจะได้ไปเตรียมให้ค่ะ”
ลำดวนที่เป็ทั้งแม่บ้านและพ่วงด้วยตำแหน่งแม่ครัวใหญ่เอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“ไม่ต้องครับผมเรียบร้อยมาแล้ว... และนี่ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้วเหรอ”ชายหนุ่มปฏิเสธแล้วทำท่ามองหาคนอื่นๆเผื่อว่าจะเจอสาวน้อยของเขาบ้างแต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา... สงสัยคงกลับเรือนเล็กไปแล้ว
“ค่ะ ก็เข้าห้องใครห้องมันกันหมดแล้วนี่ป้าก็มาตรวจดูประตูลงกลอนให้เรียบร้อยแล้วจะเข้าห้องเหมือนกัน”
“ครับ เอ่อ แล้ว... พี่นุยังไม่กลับอีกเหรอ” นาวินถามถึงพี่ชายอย่างนึกสงสัย
“กลับมาส่งหนูป่านแล้วก็ออกไปอีก ได้ยินว่ามีนัดกับลูกค้าต่อน่ะค่ะ”
สาวใหญ่ตอบเสร็จก็เดินผ่านหน้าชายหนุ่มไปล็อกประตูบ้านและตรวจดูหน้าต่างทุกบานจนทั่ว
“อ่อ ครับ” เสียงเข้มรับคำเบาๆอดจะนึกแปลกใจไม่ได้ว่าคนอย่างภานุจะออกไปท่องราตรีด้วยปกติเห็นทำตัวมีกฎระเบียบอย่างกับกบจำศีล นาวินยิ้มขำเล็กๆ ให้กับความคิดของตัวเองก่อนจะหันไปมองแม่บ้านที่เดินกลับมาหลังจากไปล็อกประตูบ้านเรียบร้อยแล้ว
“คุณวินพักที่ห้องเดิมได้เลยนะคะ หนูป่านเธอทำความสะอาดเก็บกวาดไว้ตลอดค่ะเพราะคุณภานุอนุญาตให้เธอขึ้นลงดูแลข้างบนได้คนเดียว” ลำดวนพูดบอกด้วยรอยยิ้มทั้งดีใจและแปลกใจที่เ้านายน้อยจะมาค้างที่นี่
“ก็แน่ละ จะตกจะแต่งกันอยู่แล้วนี่” คนฟังแขวะออกมาเบาๆอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“คุณวินว่าอะไรนะคะ” แม่บ้านย้อนถามเหมือนได้ยินไม่ถนัดคิดว่าชายหนุ่ม้าอะไรเพิ่มอีก
“อะ เอ่อ ปะ เปล่า ป้าไปพักผ่อนเถอะ ผมจะขึ้นห้องแล้วเหมือนกัน” นาวินรีบบอกปัดแล้วคะยั้นคะยอให้อีกฝ่ายออกไปจากตรงนี้เร็วๆก่อนที่ร่างสูงจะยืนคว้างอยู่กลางห้องโถงแล้วนิ่งคิดตัดสินใจว่าเขาจะเดินไปหาหญิงสาวที่เรือนเล็กหลังบ้านดีหรือเปล่าแต่เมื่อคิดได้ว่าถ้าเขาไปก็จะเป็การรบกวนนมอิ่มด้วยชายหนุ่มจึงเลือกที่จะไม่ไปแล้วคิดหาวิธีอื่นแทน...เขาจะทำอย่างไรกับหัวใจที่มันร้อนรุ่มเพราะเป็ห่วงเธอดีนะ
นาวินคิดกังวลแล้วกวาดสายตาไปเรื่อยๆ จนสะดุดเข้ากับโทรศัพท์บ้านแบบไร้สายที่วางอยู่บนโต๊ะตรงมุมห้องชายหนุ่มกดยิ้มมุมปากนิดๆก่อนจะก้าวไปยังโต๊ะวางโทรศัพท์แล้วเปิดสมุดบันทึกที่วางอยู่ใกล้ๆขึ้นดูเพียงหน้าแรกเขาก็พบสิ่งที่้าทันทีมือหนาจึงคว้ากระดาษกับปากกาตรงนั้นขึ้นมาจดขยุกขยิกแล้วถือติดมือขึ้นไปข้างบนด้วย
เมื่อมาถึงห้องนอนของตัวเองที่จากไปกว่าสิบปีแล้วชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะนึกชื่นชมคนที่ดูแลทำความสะอาดห้องนี้ให้เขา
เพราะทุกอย่างยังดูเรียบร้อยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็ที่นอน โต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า หรือแม้แต่ผ้าขนหนูซึ่งเขาลองหยิบขึ้นมาดมก็พบว่ามันเป็กลิ่นของน้ำยาปรับผ้านุ่มที่เขาชอบและมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นในบ้านที่ใช้กลิ่นนี้...‘ขอบใจนะครับสาวน้อย’ นาวินพึมพำเบาๆด้วยหัวใจที่รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด
เมื่อชื่นชมภายในห้องจนพอใจแล้ว ชายหนุ่มก็รีบสาวเท้าไปที่หลังห้องทันทีเขาจำได้ว่าระเบียงห้องของเขาจะตรงกับห้องนอนของเธอที่เรือนหลังเล็กพอดี...และก็ไม่ผิดหวัง เพราะตอนนี้ไฟในห้องของเธอยังสว่างจ้าอยู่แสดงว่าเ้าของห้องยังไม่นอนแค่คิดหัวใจดวงแกร่งก็เต้นตึกตักไม่เป็จังหวะเหมือนเด็กหนุ่มเพิ่งริรักก็ไม่ปาน
นาวินล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาแล้วกดหมายเลขสิบหลักที่เขาจดมาจากนั้นก็เซฟไว้ในเครื่องก่อนจะเดินไปปิดไฟในห้องแล้วเดินกลับออกมาที่ระเบียบห้องอีกครั้งภายใต้ความมืดที่มีเพียงแสงไฟสลัวๆสาดส่องมาจากประตูทางเข้าของคฤหาสน์เท่านั้น...ใบหน้าหล่อเหลาก้มมองโทรศัพท์ในมือนิ่งเหมือนกำลังคิดไตร่ตรองอย่างหนักแต่เพราะเสียงหัวใจที่ร่ำร้องอยู่ในอกว่าคิดถึงว่าเป็ห่วงเธอทำให้นิ้วเรียวขยับกดปุ่มโทรออกไป
สายป่านกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะตรงมุมห้องเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์จึงรีบหยิบขึ้นมาดูก่อนที่คิ้วเรียวสวยจะขมวดมุ่นเป็ปมด้วยความสงสัยเพราะเป็เบอร์ที่เธอไม่รู้จักหญิงสาวนิ่งคิดอยู่นานกว่าจะตัดสินใจกดรับ
‘สวัสดีค่ะ’ เสียงหวานกรอกลงไปอย่างกล้าๆ กลัวๆแต่คนปลายสายก็ยังเงียบ
นาวินนิ่งงันไปพักใหญ่เหมือนหาเสียงตัวเองไม่เจอ จนหญิงสาวต้องเอ่ยย้ำ
‘สวัสดีค่ะ... ถ้าไม่พูด ดิฉันจะวางสายนะคะ’
[อะ เดี๋ยวสิ] เสียงเข้มทึกทักขึ้นมาทันควัน
‘คุณเป็ใครคะ’ สายป่านถามอย่างนึกสงสัยแม้จะรู้สึกใจเต้นกับเสียงนั้นก็ตามเพราะมันคล้ายกับใครบางคนที่อยู่ในความนึกคิดของเธอ และก็ไม่ผิดจริงๆ
[ฉันเอง]
คำบอกของชายหนุ่มทำให้หัวใจดวงน้อยของสายป่านกระตุกวาบก่อนจะเต้นโครมครามขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่...ใช่เขาจริงๆ ด้วย
‘คุณนาวิน’
[ใช่... เธอเข้านอนหรือยัง] นาวินถามพร้อมทั้งแอบอมยิ้มเล็กน้อยกับน้ำเสียงที่ฟังดูอึ้งๆของเธอ
‘นอนแล้วค่ะ... คุณมีธุระอะไรกับป่านหรือเปล่าคะ’ หญิงสาวตัดสินใจโกหกคำโตเพราะไม่อยากพูดคุยกับเขาต่อ
[แน่ใจเหรอว่าเธอนอนแล้วน่ะ]
คนต้นสายทำเสียงมีพิรุธจนหญิงสาวนึกระแวงต้องรีบเดินไปเปิดผ้าม่านที่หน้าต่างขึ้นดูแล้วมองไปยังห้องนอนของเขาแต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร...เขาพูดเหมือนรู้ว่าเธอยังไม่นอนอย่างนั้นแหละ
‘คุณอยู่ที่ไหนคะ’ เสียงหวานเอ่ยถามพร้อมทั้งกวาดตามองไปรอบๆเพื่อความแน่ใจ
[เธอไม่จำเป็ต้องรู้หรอก] นาวินพูดบอกแล้วพยายามขยับตัวหลบอยู่หลังกิ่งไม้ใหญ่ที่พาดผ่านระเบียงห้องอย่างมิดชิดประกอบกับเสื้อคลุมของเขาเป็สีดำจึงทำให้หญิงสาวมองไม่เห็น
‘แล้วคุณมีธุระอะไรคะ’ สายป่านเลิกสนใจกับที่อยู่ของเขาแล้วหันมาถามถึงเหตุผลที่เขาโทรมาแทน
[ฉันแค่... อยากรู้ว่าแผลที่มือของเธอน่ะเป็ยังไงบ้าง หายเจ็บหรือยัง]เสียงเข้มนั้นทุ้มนุ่มจนคนฟังรู้สึกอุ่นวาบเข้าไปถึงหัวใจความรู้สึกเ็ปเมื่อกลางวันหายไปเป็ปลิดทิ้ง
‘แผลไม่ลึกค่ะ ป่านหายเจ็บแล้ว’ ใบหน้าหวานก้มมองแผลที่นิ้วของตัวเองแล้วอมยิ้มดีใจที่เขาเป็ห่วงเธอ
[อืม งั้นก็ดีแล้ว ฉันโทรมาแค่นี้แหละ] นาวินรีบตัดบทเมื่อได้รับคำตอบที่้าแล้วเพราะตอนนี้เขามีสิ่งอื่นที่ดูน่าสนใจมากกว่า
‘คะ? ’ หญิงสาวย้อนถามอย่างไม่เข้าใจและมึนงงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากเขา
[ฝันดีนะ บาย] ว่าจบนาวินก็ตัดสายไปเลยทิ้งให้สายป่านยืนนิ่งงันด้วยความงุนงงอยู่ที่ริมหน้าต่างก่อนที่ใบหน้าสวยหวานจะระบายไปด้วยรอยยิ้มละมุน
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับนาวินก็คือการได้แอบมองหญิงสาวในดวงใจนั่นเองดวงตาคมเข้มจ้องมองหญิงสาวร่างเล็กในชุดนอนสีหวานที่ตอนนี้เธออมยิ้มแล้วก้มมองโทรศัพท์ในมือจากนั้นก็เลื่อนนิ้วกดขยุกขยิกลงไป... เธอคงกำลังเซฟเบอร์ของเขาแน่ๆแค่นี้หัวใจดวงแกร่งก็รู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูกแล้ว
ชายหนุ่มยืนมองจนหญิงสาวปิดม่านแล้วอีกไม่นานไฟในห้องนอนของเธอก็ดับมืดลงร่างสูงจึงค่อยๆก้าวออกมาจากมุมที่หลบซ่อนแล้วเดินออกไปจากห้องของตัวเองเพื่อไปยังห้องของคนที่เขารักอย่างสุดหัวใจ
มือหนาค่อยๆ หยิบรูปของบุพการีผู้ล่วงลับทั้งสองขึ้นมาแนบอกแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนที่นอนนุ่มตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะไม่คิดถึงท่าน... ‘พ่อครับ แม่ครับ ผมกลับมาบ้านเราแล้วนะครับ’ เสียงเข้มพึมพำบอกกับคนในรูปแล้วปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อยๆเมื่อความง่วงงุนประกอบกับความอ่อนล้าของร่างกายเริ่มคืบคลานเข้ามาจนยากจะฝืนต่อไปไหวชายหนุ่มจึงขยับตัวดึงทึ้งเสื้อผ้าของตัวเองออกเพราะความอึดอัดจนร่างหนาอยู่ในสภาพเกือบเปลือยจากนั้นก็ผล็อยหลับไป
ดึกสงัดยามราตรีที่ล่วงเลยไปเกือบครึ่งค่อนคืนผู้บริหารหนุ่มเ้าของธุรกิจสายการบินใหญ่แห่งเอเชียยังนั่งดื่มด่ำสังสรรค์กับลูกค้าคนสำคัญอย่างเพลิดเพลินภายในห้องวีไอพีของผับหรูย่านธุรกิจใจกลางเมืองหลวง
ร่างสูงภูมิฐานของภานุถูกขนาบข้างทั้งซ้ายขวาด้วยสาวสวยในชุดเซ็กซี่ที่กำลังเอาอกเอาใจเอียงแก้มซุกซบกับไหล่กว้างของชายหนุ่มอย่างออดอ้อน...นี่แหละชีวิตในยามค่ำคืนของนักธุรกิจพันล้านอย่างเขา เมื่อเครียดก็ต้องปลดปล่อยเมื่องานลุล่วงก็ต้องหาความสุขใส่ตัว เขาก็เหมือนกับผู้ชายทั่วๆ ไปนั่นแหละดื่มเหล้าเคล้านารีสุดท้ายก็จบที่เตียงแบบไม่ผูกมัดด้วยเงินก้อนโตเพราะนอกจากความสุขที่เขาจะได้รับแล้วพวกเธอเ่าั้จะต้องปิดปากให้เงียบอีกด้วย
ชายหนุ่มหันไปพูดคุยกับเพื่อนๆบ้าง ยิ้มหยอกล้อกับสาวๆ บ้างตามประสาผู้ชายที่รักสนุก บางครั้งก็กวาดตามองไปรอบๆร้านผ่านกระจกบานใหญ่ที่สามารถมองเห็นการแสดงบนเวทีและลูกค้าโต๊ะอื่นๆ ได้บางส่วนเขามองสาวสวยคนนั้นทีคนนี้ทีไปเรื่อยๆ เพื่อหาเป้าหมายที่ถูกใจเผื่อว่าจะชวนเธอไปต่อกับเขาในค่ำคืนนี้ก่อนที่ดวงตาคมเข้มจะหยุดนิ่งที่พนักงานสาวเสิร์ฟคนหนึ่งรูปร่างคุ้นตาจนเขาต้องเพ่งมองอยู่นานเพื่อความแน่ใจ‘ยัยแก้วตาปากกรรไกรทำงานแบบนี้ด้วยเหรอ...มิน่าถึงได้ปากจัดนักที่แท้ก็เป็พวกผู้หญิงกลางคืนนี่เอง’
“คุณภานุสนใจใครเหรอคะ ถ้าเป็เด็กในร้านเดี๋ยวเจนนี่ไปเรียกมาให้ค่ะ”สาวสวยข้างกายเอ่ยถามเมื่อเห็นชายหนุ่มจ้องมองใครบางคนข้างนอกห้องอย่างสนอกสนใจ
“คนนั้นพนักงานใหม่เหรอ” เสียงเข้มเอ่ยถามพลางชี้มือไปที่หญิงสาวตัวเล็กที่ตอนนี้เขาเริ่มมั่นใจว่าต้องเป็แก้วตาเด็กฝึกงานในบริษัทและยังเป็เพื่อนรักของสายป่านว่าที่คู่หมั้นของเขาด้วย
“อ๋อ น้องแก้วตา... เธอไม่ใช่พนักงานหรอกค่ะ นานๆครั้งเฮียจะขอให้เธอมาช่วยที่ร้าน ส่วนใหญ่ก็เป็คืนก่อนวันหยุดแบบนี้แหละค่ะคุณภานุอาจจะไม่ทันสังเกต” สาวสวยนามว่าเจนนี่บอกฉะฉานด้วยรอยยิ้ม
คำพูดของสาวสวยข้างกายทำให้ภานุกดยิ้มที่มุมปากนิดๆอย่างผู้มีชัย ‘ยัยแก้วแตกคราวนี้ฉันจะแกล้งเธอให้อ่วมเลยอยากทำปากเก่งใส่ฉันดีนัก’
“แล้วถ้าผมจะเชิญเธอมานั่งดื่มด้วยกันล่ะ” ภานุบอกความ้าของตัวเองอย่างหมายมั่น
“เอ่อ... เกรงว่าจะไม่ได้น่ะค่ะ น้องแก้วเนี่ยคนสำคัญของเฮียเลยนะคะ”เจนนี่ปฏิเสธด้วยสีหน้าหวาดหวั่นเพราะเธอรู้ดีว่าเ้าของร้านทั้งรักทั้งหวงสาวน้อยคนนี้มากแค่ไหนส่วนแขกวีไอพีตรงหน้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
“เฮีย? คนสำคัญ?” คนถามเลิกคิ้วมองสาวสวยเพื่อ้าคำตอบที่ชัดเจนจากเธอ
“อ๋อ เฮียก็คุณมานพเ้าของร้านน่ะค่ะ ส่วนน้องแก้วน่ะเธอเป็...” ยังไม่ทันจะพูดจบเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะพอดี
“ขอโทษนะคะ... พี่เจนนี่มีแขกมาหาแน่ะ” สาวเสิร์ฟแง้มประตูแล้วยื่นหน้ามาเรียกสาวรุ่นพี่ด้วยอาการรีบร้อน
“จ้ะๆ จะตามไปเดี๋ยวนี้แหละ” เจนนี่ชะเง้อมองแล้วส่งยิ้มให้คนที่มาตามก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นจากโซฟาที่ภานุนั่งอยู่
“งั้นเดี๋ยวเจนนี่มานะคะคุณภานุ”
“ครับ”
ชายหนุ่มจำเป็ต้องรับคำและปล่อยให้หญิงสาวออกไปทำหน้าที่ของตัวเองเพราะถึงแม้ว่าเขาจะเป็แขกวีไอพีแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องดูแลเขาคนเดียวขึ้นชื่อว่างานบริการ... ลูกค้าคือคนสำคัญเสมอ เื่นี้เขาเข้าใจดี ‘งานบริการเหรอ... แล้วทำไมเธอจะมาบริการฉันไม่ได้ล่ะ แก้วตาหรือว่าคนสำคัญจะหมายถึงเธอเป็เมียเก็บเ้าของร้าน’เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วไม่รู้ทำไมหัวใจดวงแกร่งถึงได้รู้สึกโหวงๆขึ้นมาอย่างประหลาด
“เอ่อ ไม่ทราบว่ามีใครรู้จักน้องแก้วตาคนนั้นบ้างครับ” ภานุชี้มือแล้วหันไปถามสาวๆ ที่นั่งดูแลลูกค้าของเขาอยู่แต่เพราะทุกคนเป็ชาวต่างชาติจึงไม่ค่อยมีใครสนใจสิ่งที่เขาพูดคุยกับพวกเธอนัก
“พวกเรามาทำงานที่นี่ได้ไม่ถึงเดือนเองค่ะ เพิ่งเคยเห็นน้องเขาเหมือนกัน”สาวสวยที่นั่งอีกข้างของชายหนุ่มพูดขึ้นแล้วหันมองเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ซึ่งก็ได้คำตอบตรงกัน
“ั้แ่มาก็เห็นเธออยู่กับเฮียในห้องแล้วน่ะค่ะคุณจะให้หนูไปเรียกมาให้ไหมคะ” สาวบริการคนหนึ่งขันอาสาเพราะเห็นว่าชายหนุ่มสนใจเด็กเสิร์ฟหน้าใหม่คนนี้จริงๆ
“ไม่เป็ไรครับ เดี๋ยวผมรอถามเจนนี่ก่อนดีกว่า” ภานุปฏิเสธเรียบๆ
“มีอะไรกันหรือเปล่าครับ” ลูกค้าชาวต่างชาติของเขาเอ่ยถามด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษ
“อ่อ เปล่าครับ ผมแค่มีเื่ให้คิดนิดหน่อยน่ะ... ตามสบายนะครับ” ภานุหันไปตอบด้วยรอยยิ้มเป็มิตรเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจและคลายความกังวลในเื่ของเขาจากนั้นก็พยายามสอดส่องตามดูพฤติกรรมของหญิงสาวที่ทำให้เขาข้องใจไปเรื่อยๆจนกระทั่งเห็นร่างบางหายเข้าไปในห้องกระจกที่ติดฟิล์มดำมืดด้านข้างเวที ‘เธอเป็อย่างที่ฉันคิดจริงๆ สินะแก้วตา กลางวันเป็นักศึกษาสดใสกลางคืนเป็เด็กเสี่ยเ้าของผับ...น้องป่านจะรู้หรือเปล่านะว่าเพื่อนรักเพียงคนเดียวของเธอจะมีพฤติกรรมที่ด่างพร้อยแบบนี้’ภานุนึกต่อว่าหญิงสาวในใจ
ทางด้านคนที่ถูกแอบมองก็ไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติแต่อย่างใดเธอยังคงเดินเสิร์ฟน้ำแข็งและเครื่องดื่มให้กับแขกในร้านอย่างคล่องแคล่วแม้ใบหน้านั้นติดจะบึ้งตึงเหมือนไม่ค่อยเต็มใจนักก็ตาม
“โอ๊ย! อานพคะ แก้วกลับบ้านได้หรือยังคะเนี่ย จะเที่ยงคืนแล้วนะ” แก้วตาโอดครวญทันทีเมื่อเธอผลักประตูเข้ามาในห้องทำงานของผู้เป็อา...ผู้ซึ่งเป็น้องชายแท้ๆ ของพ่อเธอ
“ช่วยอาอีกนิดนะ วันนี้ลูกค้าเยอะแล้วเด็กเสิร์ฟก็ลากลับต่างจังหวัดไปสองคนด้วย”มานพหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบปลายๆลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินมาหาหลานสาวที่แสนรักด้วยรอยยิ้มอบอุ่นจากนั้นก็จับจูงร่างบางให้มานั่งที่โซฟาตัวยาวอย่างเอาใจ
“แต่แก้วเหนื่อยแล้วนะคะ แล้วพวกลูกค้าผู้ชายก็ชอบแต๊ะอั๋งแก้วด้วยแก้วไม่ชอบค่ะ” คนพูดทำเสียงฮึดฮัดขัดใจถ้าเป็ข้างนอกเธอคงฟาดแขนฟาดขาไปแล้ว แต่นี่เป็ที่ทำมาหากินของผู้เป็อาเธอจึงต้องเก็บอาการและอดทนให้ถึงที่สุด
“ก็บอกให้เจนนี่เขาช่วยคุยกับลูกค้าให้สิ เจนนี่เขาจัดการได้หมดแหละ”มานพเสนอทางออกแล้วลูบศีรษะของหลานสาวเบาๆ ด้วยความรักและเอ็นดู
“แหม่ ทำอย่างกับจะเจอตัวได้ง่ายๆ นี่คะ พี่เจนนี่หาตัวยากจะตาย” แก้วตาบ่นกระปอดกระแปดพลางยกมือขึ้นปิดปากหาวด้วยความง่วงงุนเกินต้านทาน
มานพเห็นแล้วก็อดสงสารหลานสาวไม่ได้...เขาได้รับการฝากฝังจากพี่ชายให้ช่วยดูแลลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวคนนี้อย่างดีที่สุดให้สมกับชื่อที่ตั้งไว้...แก้วตา
“อะๆ งั้นไม่ต้องออกไปช่วยงานแล้วก็ได้ แต่ต้องรอกลับพร้อมอานะ” ผู้เป็อายอมใจอ่อนแต่ก็ไม่วายเป็ห่วง
“อ้าว...” เสียงหวานที่เตรียมจะคัดค้านต้องหยุดชะงักเมื่อผู้ปกครองชี้มือห้าม
“มันดึกแล้ว อาเป็ห่วง รออีกแป๊บเดียวนะ เดี๋ยวอาจะไปส่งที่หอพัก”
“ก็ได้ค่ะ งั้นแก้วขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ” แก้วตาตอบรับอย่างจำใจก่อนจะเดินไปหยิบชุดที่ตัวเองใส่มาเมื่อตอนหัวค่ำแล้วถือออกไปเปลี่ยนในห้องน้ำ
ภาพหญิงสาวที่ก้าวออกมาจากห้องแล้วหายเข้าไปทางห้องน้ำทำให้คนที่จับตาดูอยู่รีบลุกพรวดแล้วหันไปพูดกับคนที่นั่งอยู่ด้วยสองสามคำเป็มารยาทก่อนจะสาวเท้าตามออกไปอย่างรวดเร็ว
บริเวณทางเดินหน้าห้องน้ำที่มีผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่านนักภานุยืนพิงหลังกับกำแพงในท่าผ่อนคลายเพื่อรอหญิงสาวที่เขากำลังสงสัยในพฤติกรรมของเธออย่างใจเย็น
รอเพียงไม่นานแก้วตาที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์ก็เดินออกมา ร่างบางก้าวขาฉับๆอย่างคล่องแคล่วพร้อมทั้งสาละวนกับการพับแขนเสื้อไปด้วยทำให้ไม่ทันรู้ตัวว่ามีใครตั้งใจยืนขวางทางอยู่เธอจึงเดินชนเข้าอย่างจังจนเกือบล้มลงไปกองกับพื้นหากไม่ได้วงแขนแกร่งของเขามารับเอาไว้อย่างจงใจ
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ” แก้วตารีบพูดแล้วขยับตัวออกจากวงแขนของชายหนุ่มด้วยอาการใโดยที่ใบหน้าเนียนใสยังคงก้มต่ำลงเพื่อหลบซ่อนความเขินอายที่ตัวเองซุ่มซ่าม ขณะที่กำลังจะเอี้ยวตัวเพื่อเลี่ยงออกไปจากตรงนี้เสียงเข้มที่คุ้นหูก็ดังขึ้น
“ไม่เป็ไรครับ ผมยินดี” ภานุบอกพลางส่งสายตากรุ้มกริ่มมองเธอั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า‘แปลงร่างเป็สาววัยใสแล้วล่ะสิแบบนี้ค่อยรู้สึกคุ้นเคยหน่อย’
แก้วตาหันขวับมามองหน้าชายหนุ่มทันทีที่ได้ยินเสียงของเขาและก็ต้องใอีกครั้ง
“เอ๊ะ คุณ...” เสียงหวานร้องทักพร้อมทั้งยกมือชี้หน้าเขาเหมือนกำลังคิดอะไรไม่ออก
“ไง... ถึงกับอึ้งไปเลยหรือไงหะยัยแก้วแตก” ภานุยียวนด้วยรอยยิ้มหยันๆ
“ฉันแค่ใที่เดินชนกำแพงั์ต่างหากล่ะ” คนตัวเล็กสวนกลับทันควันแล้วกระพริบตาถี่ๆเพื่อเรียกสติ ‘ทำไมโลกมันกลมอย่างนี้นะอีตาท่านประธานบ้า’ แก้วตานึกต่อว่าฟ้าดินอยู่ในใจ
“ฮึ แต่ฉันว่าเธอใที่เจอฉันมากกว่ามั้ง” คนตัวโตหัวเราะในลำคอเยาะเย้ยหญิงสาวที่ตอนนี้เธอดูตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
“ทำไมฉันต้องใด้วยล่ะ” หญิงสาวสะบัดหน้าเชิดใส่เขาอย่างถือดีจนคนมองรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาตงิดๆ
“ก็บังเอิญฉันมารู้มาเห็นอาชีพเสริมในยามค่ำคืนของเธอน่ะสิ... เอหรือว่าอาชีพหลักกันแน่นะ”
คำพูดของภานุทำให้แก้วตาหันไปมองเขาด้วยแววตำหนิแล้วนึกเกลียดชังที่เขามีความคิดสกปรกและดูถูกอาชีพที่สุจริตแบบนี้
“คุณพูดบ้าอะไรของคุณเนี่ย หลีกไป ฉันจะกลับบ้าน” หญิงสาวตะคอกใส่เขาพร้อมทั้งทำท่าจะเดินหนีแต่ก็ช้ากว่าชายหนุ่มที่คว้าข้อมือเธอเอาไว้ได้ทัน
“ทำไม กลัวไอ้เสี่ยมานพนั่นจะมาเจอหรือไง” ภานุเริ่มฮึดฮัดขึ้นมาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องหงุดหงิดที่เธอทำเหมือนไม่สนใจเขา
แก้วตางอแขนขึ้นเพื่อขัดขืนแรงฉุดดึงของเขาจนรู้สึกเจ็บไปหมดในเมื่อเขาคิดว่าเธอเป็แบบนั้นเธอก็จะสนองให้ก็แล้วกัน
“ใช่! ฉันกลัว และฉันก็แคร์เขามากด้วย เพราะเขาเป็ผู้ชายเพียงคนเดียวที่มีสิทธิ์ปกป้องและดูแลฉัน”เสียงหวานะโใส่หน้าเขาแข่งกับเสียงเพลงจังหวะเร้าใจที่ดังกระหึ่มจนอื้ออึงไปหมดแต่เขาก็ได้ยินชัดเจนทำให้อารมณ์หงุดหงิดที่คุกรุ่นอยู่แล้วปะทุขึ้นมาทันทีอย่างไม่ทราบสาเหตุ...ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาอยากเอาชนะเธอ
“งั้นลองดูหน่อยเป็ไร ว่ามันจะปกป้องเธอได้สักแค่ไหนกัน” สิ้นคำพูดที่เดือดดาลนั้นชายหนุ่มก็กระชากเรียวแขนของหญิงสาวแล้วเบียดดันให้เธอไปติดกับกำแพงก่อนจะก้มลงแนบริมฝีปากร้อนลงไปอย่างหนักหน่วง
“อะ... อื้อ...” เสียวหวานที่เตรียมจะคัดค้านถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอสวยด้วยความใกับการจู่โจมที่รุนแรงของเขาร่างบางพยายามขัดขืนดิ้นรนสุดกำลังแต่ก็ไม่สามารถต้านทานแรงของเขาได้
ภานุรวบข้อมือเล็กของหญิงสาวแล้วบีบรวมกันไว้ด้วยมือหนาเพียงข้างเดียวแล้วยกแขนอีกข้างขึ้นมายันกับกำแพงเพื่อใช้เสื้อสูทอำพรางบังตาผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาไม่ให้ดูน่าเกลียดมากนัก
ไม่นานคนที่ด้อยประสบการณ์ก็อ่อนแรงลงจูบที่หนักหน่วงจึงค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นุ่มนวลขึ้นจนหญิงสาวเคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบที่ช่ำชองของเขาภานุใช้เรียวลิ้นดุนดันริมฝีปากบางให้เปิดออกแล้วสอดลิ้นอุ่นๆ ของเขาเข้าไปเกี่ยวกระหวัดรัดลิ้นเล็กๆของเธออย่างเรียกร้องเอาแต่ใจจนหญิงสาวรู้สึกเหมือนถูกสูบเรี่ยวแรงออกไปจนหมดก่อนที่ชายหนุ่มจะผละออกช้าๆแล้วมองคนตัวเล็กที่ยังหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างลืมตัว
“แล้วเธอจะคิดถึงฉันเพียงคนเดียว เชื่อสิ... ฮึฮึ” ภานุกระซิบเบาที่ริมใบหูของเธอและนั่นทำให้หญิงสาวฟื้นคืนสติแล้วรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มีผลักอกแกร่งของเขาอย่างแรงจนร่างสูงใหญ่เซออกไป
เพี๊ยะ!
“คุณมันบ้า คุณมันเลว ฉันเกลียดคุณที่สุด” แก้วตาฟาดฝ่ามือใส่หน้าภานุไปฉาดใหญ่จนเขาหน้าหันและพรั่งพรูคำด่าทอออกมาด้วยความโกรธจัดจากนั้นก็วิ่งหนีเข้าไปในร้านอย่างรวดเร็ว...หญิงสาวพยายามสะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างถึงที่สุดเธอทั้งเสียใจและใกับการกระทำที่จาบจ้วงแบบถึงเนื้อถึงตัวของเขามาก
ภานุยืนนิ่งมึนงงกับฝ่ามือเล็กที่แรงไม่เบาอย่างอึ้งๆความคิดสำนึกผิดชอบชั่วดีเริ่มหลั่งไหลเข้ามาตอกย้ำการกระทำของเขาเป็ฉากๆ...เขาเป็ผู้ชายที่บ้าและเลวเหมือนที่หญิงสาวว่าจริงๆ ‘เธอจะเป็ของใคร จะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับเขาไม่ใช่เหรอแล้วทำไมเขาต้องรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจเธอขนาดนี้ด้วยล่ะ’ชายหนุ่มนึกต่อว่าตัวเองอย่างไม่เข้าใจก่อนจะรีบสาวเท้าออกไปจากตรงนี้เพื่อกลับไปที่โต๊ะของเขาโชคดีที่ภายในผับมีแสงไฟสลัวๆจึงไม่มีใครสังเกตเห็นร่องรอยที่แดงปื้นเป็ทางยาวบนใบหน้าของเขานัก
........................
สนใจนิยายเล่มนี้ในรูปแบบ E-Book สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่
mebmarket ...และ... ธัญวลัย ...และ... ookbee
หรือ้าลิ้งค์ซื้อ E-Book สามารถติดต่อผู้แต่งได้โดยตรงทาง
E-mail : oilza24@hotmail.com
ไลน์ : oilza_writer
(ในเว็บไม่สามารถวางลิ้งค์ได้ค่ะ)
ขอบคุณค่ะ
^_^