บทที่32
ชาของซิงกวน
ฤดูเก็บเกี่ยวชาของซิงกวนอยู่ใน่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง
ชาที่หนิงหลงจะชงวันนี้เป็ชาจากทางตอนเหนือของเทียนเฉวียนเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา แม้เป็ศูนย์กลางการค้าและการทูตทางตอนเหนือของเทียนเฉวียนยังมีการปลูกพืชเกษตรและมีการเลี้ยงสัตว์
ชาจะถูกตากบนกระจาดไม้ไผ่ให้ความชื้นระเหยต่อด้วยการเขย่าในตะกร้าเพื่อให้เหลือความชื้นประมาณสองในห้า ปกติใช้เวลาราวสิบชั่วโมงในการเขย่าหลังจากนั้นนำไปใส่กระทะเพื่อคั่วให้แห้ง คั่วแล้วนำไปบดให้เป็รูปใบชาม้วนๆแบบที่คุ้นเคยกัน หลังจากนั้นใบชาจะถูกนำห่อผ้าขาวและเอาไปนวดบนพื้นผิวแข็งๆเพื่อให้ความชื้นที่เหลือออกมาและให้ใบชาออกมาได้รูป หลังจากนั้นเป็การหมักบ่มและอบแห้งในขั้นสุดท้าย
การทำชาใช้ความพยายามและเวลาอย่างมากชาคุณภาพดีจึงมีราคาแพงลิบลิ่วและต้องมีทักษะในการดึงรสชาติของชาออกมาให้ถึงที่สุดทั้งหมดนี่ฉันรู้เพราะหนิงหลงสาธยายยืดยาวก่อนเริ่มชงและถิงถิงหาวไปสามครั้งระหว่างนั้น
หนิงหลงนั่งลงที่โต๊ะเตี้ยกลางห้องเขานั่งขัดสมาธิ ดูผ่อนคลายและเป็ทางการน้อยกว่าคุเรไนที่นั่งทับขาเมื่อวานนี้ชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าสีอ่อนที่แขนเสื้อไม่ยาวรุ่มร่าม มัดผมเรียบร้อย ค่อยๆ เตรียมชงชาแบบไม่รีบร้อน
ถ้วยชาที่ใช้ดื่มกับถ้วยทรงสูงสำหรับดมชาถูกคว่ำไว้เรียงกันเขาหมุนข้อมือพลิกถ้วยดื่มด้วยท่วงท่าราวกับบริกรในร้านอาหารหรู เมื่อพลิกถ้วยดื่มให้หงายเรียบร้อยก็สะบัดข้อมือพลิกถ้วยสำหรับดมวางแต่ละถ้วยไว้ข้างกันเป็คู่
เขาหยิบกาน้ำร้อนที่มีหูจับไม้ขึ้นมาเทใส่ป้านชาน้ำร้อนทำวงสวยงามขณะไหลลงไปในป้านอย่างแม่นยำ เขาปิดฝาเทน้ำร้อนทิ้งในเหยือกด้านข้าง ซับก้นป้านด้วยผ้าก่อนวางมันลงเช็ดเหยือกด้วยผ้าผืนเดียวกันก่อนเทน้ำร้อนในเหยือกใส่ถ้วยชาช้าๆเมื่อหยุดเทในแต่ละครั้ง เขาจะหมุนข้อมือเล็กน้อยให้น้ำหยดสุดท้ายไม่ไหลลงมาตามเหยือก
เมื่อเทเสร็จก็ยกถ้วยเทน้ำร้อนกลับลงในเหยือกน้ำนี่เป็การปรับอุณหภูมิป้านและถ้วยเพื่อไม่ให้กระทบกับรสชาติของชาที่จะชง
น้ำที่ดีที่สุดมาจากลำธารูเาที่ไหลรินน้ำที่แย่ที่สุดคือน้ำจากบ่อน้ำ น้ำที่คุเรไนใช้ในพิธีเมื่อวานมาจากน้ำตกหลังบ้านยิ่งเป็ลำธารูเาแบบที่นี่แล้ว ชาจะยิ่งมีรสเลิศ
จากนั้นเข้าสู่กระบวนการชงชาเขาให้เราดูใบชาไปก่อนหน้านี้แล้ว จึงเทชาที่เขาใส่ไว้ในกรวยกระเบื้องลงป้านเปรียบเสมือนการส่งัเข้าบ้าน เทน้ำร้อนจากกาลงไปก่อนจะราดใส่ด้านในของฝาของป้านน้ำชาเพื่อปรับอุณหภูมิ
เขาเทน้ำแรกทิ้งใส่เหยือกและราดใส่ป้านที่ปิดฝาไว้เพื่อปรับอุณหภูมิอีกครั้งรอประมาณสิบวินาทีก็เทน้ำร้อนลงไปใหม่ เขาจับหูป้านด้วยมือขวา วางปลายนิ้วมือซ้ายบนฝาไม่ให้หลุดเทน้ำร้อนใส่เหยือกเล็กๆ ด้านข้าง และทำการปรับอุณหภูมิถ้วยอีกครั้ง
เขาคว่ำถ้วยดื่มลงบนถ้วยดมเหมือนฝาจากนั้นพลิกกลับด้านด้วยการวาดแขนเป็วงกว้าง ให้ถ้วยดมอยู่ด้านล่าง ถ้วยดื่มกลับหัวอยู่้าถ้วยคู่นั้นถูกวางบนถาดสีดำเล็กๆ ก่อนจะยกมาให้พวกเราแต่ละคน
หนิงหลงสาธิตการเปิดถ้วยชาแรงตึงผิวทำให้น้ำไม่กระฉอกเมื่อเขาพลิกให้ถ้วยดื่มมาอยู่ด้านล่างอีกครั้ง พอยกถ้วยสำหรับดมกลิ่นชาที่มีทรงแคบกว่าออกน้ำชาก็ไหลมาอยู่ในถ้วยดื่มอย่างสวยงาม เป็ความพิเศษเล็กๆ ที่ทำเอาถิงถิงในึกว่าเป็เวทมนตร์
กลิ่นของชาติดอยู่ที่ถ้วยสำหรับดมกลิ่นซึ่งตอนนี้ว่างเปล่ามีกลิ่นสดชื่นหอมหวานโชยมา
“ขั้นถัดมาเป็การพิจารณาสี”หนิงหลงถือถ้วยชาใบเล็กด้วยสองมือ ข้อศอกชี้ตรงออกด้านข้าง เอียงถ้วยเป็วงช้าๆ เหมือนหมุนแก้วไวน์“ดื่มให้หมดในสามจิบ” เขายกถ้วยจรดริมฝีปาก
ฉันทำตาม รสชาติเข้มข้นของชาะเิในปากมีกลิ่นซับซ้อนคนละแบบกับชาของคุเรไน พอดื่มแล้วกลิ่นของชายังค้างอยู่ในปากและจมูก หลังดื่มแล้วมีรสหวานเล็กน้อย ชาอุ่นๆทำให้ความหนาวของฤดูใบไม้ร่วงมลายลง
“ใบชาแต่ละชุดที่ทำออกมาจะมีความแตกต่างกันแล้วแต่ทักษะของผู้นวดชาแต่ละคน แม้ชิมแล้วรสชาติจะเหมือนกันแต่ผู้ที่คุ้นเคยกับชาจะสามารถแยกแยะรสมือได้”
เมื่อดื่มหมดแล้ว คุเรไนยกถ้วยขึ้นระดับเดียวกับหน้าผากด้วยสองมือเป็การทำความเคารพผู้ชงชาเราจึงทำตาม
“เ้าบอกว่าไม่ได้เป็พิธีการเท่ากับพิธีชงชาของโทโคโยะแต่แทบไม่ต่างกันเลยไม่ใช่รึไง” คุเรไนแซวเมื่อหนิงหลงขยับห่างจากโต๊ะชงชาเป็สัญญาณว่าพิธีชงชาของเขาจบลงแล้ว
“ข้าเห็นเ้าเมื่อวาน เลยจัดในรูปแบบที่เป็ทางการกว่าที่ข้าอธิบาย”
คุเรไนหัวเราะเบาๆเพื่อไม่ให้บรรยากาศสงบของพิธีชงชาต้องติดขัด
“ข้ายังมีนี่ด้วย...” เขายกชามมาให้“ใบชาทอดกรอบ”
ใบชากรอบอร่อย มีรสของชากินแล้วนึกถึงใบกะเพราทอดกรอบ
พิธีชงชาของหนิงหลงให้บรรยากาศคนละแบบกับของคุเรไนสำหรับของคุเรไนเมื่อวานเหมือนเห็นหลวงพี่ที่วันๆ เอาแต่เทศน์แบบเฮฮา อยู่ดีๆบทจะประกอบพิธีจริงจังก็ทำได้ดีเยี่ยมไร้ที่ติส่วนวันนี้ของหนิงหลงเหมือนดูปรมาจารย์ทำสิ่งที่ตัวเองถนัด หรือยืนมองศิลปินวาดภาพ
ความแตกต่างอีกข้อคือในขณะที่คุเรไนเคลื่อนไหวรัดกุมไม่สูญเปล่าเหมือนนักดาบการชงชาของหนิงหลงในวันนี้มีความพลิ้วไหวเหมือนเป็การแสดง เ้าตัวบอกว่ามันคือพิธีกรรมเหมือนการร่ายเวทมนตร์
“เ้าชอบไหม?” หนิงหลงหันมาถาม
“ชอบค่ะ ชาอร่อยมาก” ฉันเขียนตอบ
“แล้วชอบคนชงไหมขอรับ?”ซูเหลียงถามหน้าตาเฉย
“ชอบค่ะ เท่มากค่ะ”
“...ขอบใจ” หนิงหลงเบนสายตาไปทางอื่นส่วนซูเหลียงเอามือก่ายหน้าผาก...ทำไมเหรอ? ฉันพูดอะไรผิด?
“แล้วข้าล่ะ? ข้าเท่ไหมแม่นาง?”คุเรไนถามบ้าง
“คุเรไนก็เท่ค่ะ”
ฟังแล้ว หนิงหลงก็กระแอมดังๆ
“ถิงถิงคิดว่าทุกคนเท่มากเลยถิงถิงก็อยากทำเป็”
“ถ้าอย่างนั้นมาช่วยข้าน้อยล้างจานชามตอนทำพิธีชงชาจะได้ไม่ต้องกลัวเื่ทำเครื่องกระเบื้องหรือเครื่องดินเผาแตกเป็อย่างไรขอรับ?” ซูเหลียงถาม “พอล้างจานชามเก่งแล้วค่อยหัดจุ่มมือในน้ำร้อน...”
“ซูเหลียงข้าว่าการจุ่มมือในน้ำร้อนไม่จำเป็กับพิธีชงชา...”หนิงหลงรีบแทรกเมื่อเด็กหญิงทำหน้าเหยเก
“ข้าน้อยหยอกพวกท่านเล่นทำจริงจังไปได้”
หน้าบอกบุญไม่รับตลอดเวลาแบบนั้น...ใครจะไปรู้ว่าตอนไหนเขาจริงจังตอนไหนเขาล้อเล่น
เวลาที่เหลือของวัน ฉัน หนิงหลงและคุเรไนแยกกันไปเตรียมตัวเดินทางส่วนซูเหลียงกับถิงถิงนั่งคุยกันเื่แผนเลี้ยงไก่เพิ่ม ส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวมาจากในครัวพอพูดเื่เพียงพอนเมื่อวันนั้นขึ้นมา หัวข้อสนทนาจึงวนไปเื่การหาสุนัขเฝ้ายาม
“ข้าน้อยก็เป็สุนัขเฝ้ายามไงขอรับ”
“แต่ซูเหลียงไม่เห็นมีขน”
“ขนหน้าแข้งกับขนแขนข้าน้อยก็มี”
“แต่ซูเหลียงไม่ใช่คนหรอกเหรอ?”
“ข้าน้อยเป็ทั้งคนทั้งสุนัขอีกทั้งยังเป็ผู้ชาย เป็พ่อบ้าน เป็บุคคลที่มีนามว่าซูเหลียง”
“...?” ถิงถิงเอียงคอ
“ในอนาคตถิงถิงจะเป็นักปราชญ์มิใช่รึข้าน้อยจึงได้พูดเป็ปริศนาให้ท่านหัดขบคิดั้แ่บัดเดี๋ยวนี้”พูดจบเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองฉัน “ท่านหิวรึ ท่านเหมยฟาง?”
“มนุษย์เป็สิ่งมีชีวิตที่มีหลายด้าน”ฉันเขียนอย่างนั้นค้างไว้บนพัดมันเป็ประโยคที่ได้อ่านในหนังสือประวัติศาสตร์ตรงหมวดอัตชีวประวัติ
“...ท่านหลักแหลมไม่เบา”เด็กหนุ่มลุกขึ้น
“ซูเหลียงเองก็เรียนมาเยอะเหรอ?”
“เรียนบ้าง” เขายักไหล่ “อ่านหนังสือของท่านหนิงหลงเหมือนที่ท่านอ่านอยู่ตอนนี้”
“ถ้าถิงถิงอ่านหนังสือของหนิงหลงซิงแซจะเก่งขึ้นสินะ”เด็กหญิงลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ถิงถิงไปอ่านหนังสือแล้ว!”
เมื่อฉันกำลังจะเข้านอนหนิงหลงผลุบเข้ามาในห้องเพื่อดูว่าอาการฉันไม่ทรุด ฉันยังรู้สึกหัวเบาแต่โดยรวมก็หายแล้ว
ชายหนุ่มวางมือใหญ่บนหน้าผากฉันที่นอนห่มผ้าเรียบร้อยบนเตียง
“หลับฝันดี”เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนพูดกับเด็ก หนังตาฉันปรือโดยอัตโนมัติ ขณะสติเริ่มหลุดลอยฉันได้ยินเสียงเขาพูดอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้ว่าแค่ฝันไปเองหรือเปล่า
“สักวันข้าจะบอกทุกอย่างกับเ้าแต่ตอนนี้ข้าแค่อยากบอกว่า...”
ฉันไม่ได้ยินคำพูดที่เหลือ