“ความเข้าใจที่สัตว์กลายร่างมีต่อสัตว์ปีศาจย่อมต้องมากกว่ามนุษย์ การเลี้ยงสัตว์ปีศาจไว้เฝ้าบ้านสักตัวย่อมมิใช่เรื่องใหญ่อันใด..กระมัง”
ถึงแม้โม่จ้านจะเชื่อมั่นในการคาดเดาของตน แต่กระนั้นสีหน้าของเก๋อจือยังคงตึงเครียดและเหลียวซ้ายมองขวาเป็นครั้งคราว
“ทว่ามังกรกึ่งมนุษย์มีให้พบเห็นน้อยนัก…ข้าเคยพบเจอผู้คนมามิน้อย กระนั้นมังกรกึ่งมนุษย์กลับเพิ่งเคยพบซีนั่วเป็นตนแรก”
ลาถีเท่อยังคงหาอาวุธคล่องมือมิได้ดังเดิม ทำได้เพียงถือดาบใหญ่เล่มหนึ่งตามคำแนะนำของโม่จ้านไปก่อน
“กล่าวกันว่ามังกรกึ่งมนุษย์ฉลาดมาก นอกจากนั้นยังภักดีอย่างยิ่ง เป็นผู้มีความสามารถที่พบเจอได้ยาก ก่อนหน้านี้เจียนั่วมิเคยพบเจอมาก่อนหรือ?”
“…อืม…จะว่าเคยเจอก็เคย แต่ก็เพียงผู้เดียวเท่านั้น”
เจียนั่วนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ฉับพลันนั้นสายตากลับค่อนข้างเลื่อนลอยไปยังแดนไกล
“เขาฉลาดมากจริงๆ นอกจากนั้นยังมีความรู้เกี่ยวกับพลังเวทมิน้อย เพียงแต่มิรู้ว่าไปที่ใดเสียแล้ว คาดว่าภายหน้าคงจะมิได้พบเจอกันอีก”
ลาถีเท่อปรายมองใบหน้าของเจียนั่วอย่างใช้ความคิดก่อนจะเผยรอยยิ้มจนปัญญาออกมา
“เหอะ เรื่องการจากลาอันใดเหล่านี้ ไม่ว่าผู้ใดล้วนแต่เคยพบเจอ โม่เจ๋อเอ่อร์ก็ยังมิต่างกัน”
โม่จ้านที่ถูกเอ่ยถึงกะทันหันชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเผยสีหน้าซับซ้อนที่ทั้งเงียบสงบและเศร้าซึมออกมา
“ใช่ มีคนสนิทบางคนที่มิอาจได้พบเจอกันอีกตลอดกาล…การถนอมปัจจุบันจึงจะเป็นสิ่งสำคัญ”
เจียนั่วอ้าปากคล้ายอยากจะอธิบายบางสิ่ง ทว่าเมื่อเห็นบรรยากาศระหว่างคนไม่กี่คนแปรเปลี่ยนเป็นหดหู่จึงยังคงมิเอ่ยออกไป แววตาของเก๋อจือฉายแววหนักอึ้งเล็กน้อย รีบอ้าปากเพื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที
“ใช่แล้ว พวกเจ้าสืบรู้ได้อย่างไรว่าที่นี่มีฝูงกวาง? โดยปกติเรื่องนี้ต้องมีการประกาศข่าวเกี่ยวกับภารกิจมิใช่หรือ?”
“มีประกาศเกี่ยวกับภารกิจแล้วจริง เพียงแต่วิธีประกาศคือผ่านทางโรงเตี๊ยม ยังคงต้องไปรับค่าตอบแทนที่กิลด์จอมเวทหรือกิลด์นักดาบพเนจรดังเดิม”
โม่จ้านเลิกคิ้วพลางล้วงหยิบกระดาษออกมา ด้านบนมีตราประทับของกิลด์จอมเวท
“เมื่อคืนหลังจากประกาศมินานนักก็ได้มีนักเดินทางเสนอเบาะแสของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็ง”
“นึกมิถึงว่ากิลด์จอมเวทจะยกอำนาจประกาศภารกิจให้กับโรงเตี๊ยม?”
เก๋อจือเบิกตาโต รู้สึกว่าช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ลาถีเท่อขมวดคิ้วกุมปลายคางพลางจดจ้องกระดาษในมือของโม่จ้านเช่นกัน
“ข้าเองก็เพิ่งจะเคยพบเห็นการกระทำเช่นนี้เช่นกัน โดยปกติแล้ว กิลด์มักจะกุมขอบเขตอำนาจไว้อย่างรัดกุมเพื่อรักษากระแสของคนในกิลด์”
“งั้นหรือ? ข้ากลับคิดว่าเรื่องนี้ปกติยิ่งนัก การประกาศภารกิจระดับต่ำกับกลางมิจำเป็นต้องใช้วิธีการใดมากมาย อัตราการกระจัดกระจายของโรงเตี๊ยมมีจำนวนมากกว่ากิลด์ มิสู้ยกให้เป็นหน้าที่ของโรงเตี๊ยมไปจัดการแทน ยังจะสะดวกต่อเหล่าทหารรับจ้างที่มีเวลาจำกัด”
โม่จ้านยัดกระดาษใส่กระเป๋าก่อนจะล้วงหยิบแผนที่ออกมาเพื่อตรวจสอบสถานที่ที่ถูกเอ่ยถึงในข่าวสาร
“ถึงอย่างไรยามยืนยันภารกิจกับรับค่าตอบแทนยังคงต้องกลับไปที่กิลด์ ย่อมต้องมีค่าดำเนินการอย่างมิอาจเลี่ยง อีกทั้งยังเป็นการลดภาระงานให้กับเจ้าหน้าที่กิลด์ เช่นนั้นจะไม่ยินดีได้อย่างไร?”
“…จะว่าไปแล้วก็ถูก หากเดิมทีจำนวนภารกิจของกิลด์ย่อยแห่งหนึ่งมีจำนวนมาก เช่นนั้นก็มิจำเป็นต้องใช้เหล่าทหารรับจ้างที่อาศัยการเดินทางไปมาเพื่อ ‘ทำงานเอาหน้า’ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะลดขั้นตอน ทั้งสองฝ่ายต่างประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์”
ลาถีเท่อพยักหน้ารับทันที โม่จ้านคลี่ยิ้มบาง นึกถึงช่วงเวลาหนึ่งที่ตนเคยผ่านพ้นเมื่อ ‘ชาติก่อน’ — จากที่ต้องวิ่งไปธนาคารเพื่อจัดการทุกเรื่อง กลับกลายเป็นหากไม่ไปได้ก็จะไม่ไป ทุกสิ่งทุกอย่างอาศัยโทรศัพท์มือถือ ดูคล้ายเวลาเพิ่งจะผ่านไปได้ไม่กี่ปี
“นี่คือสิ่งที่ซีนั่วผู้นั้นคิดขึ้น? นับว่าเป็นผู้มีหัวคิดยิ่งนัก …”
ครั้นเห็นโม่จ้านพยักหน้ายอมรับ ความสนใจที่ลาถีเท่อมีต่อมังกรกึ่งมนุษย์ผู้นั้นกลับยิ่งมากขึ้นเสียแล้ว
“อีกอย่างเขายังเลี้ยงสัตว์ปีศาจระดับสูงเอาไว้ ความสามารถติดตัวจะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่”
“…ข้าสัมผัสได้แล้ว อยู่ข้างหน้า”
เจียนั่วที่นิ่งเงียบมาโดยตลอด จดจ่ออยู่กับการฟังพวกเขาและขานรับไม่กี่คำเป็นครั้งคราว การเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหันทำให้คนทั้งสามต่างพากันตื่นตัว แปรเปลี่ยนเป็นท่าทางเตรียมพร้อมต่อสู้ ค่อยๆ เคลื่อนที่ไปด้านหน้า จากนั้นหลบอยู่หลังเนินดิน
หลังจากนั้นโม่จ้านกับเก๋อจือพลันสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของพลังธาตุน้ำแข็งเช่นกัน ภายในใจเกิดเป็นความยินดี — พลังธาตุน้ำแข็งตรงหน้ามิได้รวมตัวกัน เป็นไปได้สูงว่ามิได้มีกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งเพียงตัวเดียว
เพื่อป้องกันเหตุมิคาดฝัน ลาถีเท่อมองสำรวจสถานการณ์โดยรอบอย่างละเอียด เมื่อไม่พบผู้อื่นจึงลอบถอนหายใจโล่งอก เพราะเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน เมื่อคืนคนของกิลด์ทหารรับจ้างมิได้หาเรื่องอีก ทางฝั่งพวกตนจึงเลือกที่จะแสร้งทำเป็นคนแปลกหน้าเช่นกัน
“โม่เจ๋อเอ่อร์ ภารกิจกำหนดว่าต้องเป็นเนื้อกวางอูฐระดับห้าจำนวนห้าปอนด์ ต่ำกว่าระดับห้าจำนวนหกปอนด์ ทั้งยังมีเขาสองคู่ใช่หรือไม่?”
เจียนั่วหมอบอยู่ข้างเนินดิน ชะโงกหน้าออกไปอย่างระแวดระวัง หรี่ตามองด้านหน้าที่ห่างออกไปไม่ไกล
“…อืม ใช่แล้ว ทางนั้นมีทั้งหมดกี่ตัว?”
โม่จ้านขานรับอย่างค่อนข้างกระดากอาย ลอบบริภาษตนเองว่ากระทั่งยามทำงานยังถูกผีสิงสติปัญญา ยามเจียนั่วหมอบอยู่บนเนินราบ เมื่อมองจากจุดที่ตนกำลังนั่งยองจะพบเข้ากับบั้นท้ายของอีกฝ่ายเข้าพอดิบพอดี กางเกงอัศวินของเจียนั่วมีขนาดได้มาตรฐาน ทว่าด้วยบั้นท้ายแน่นที่กระดกขึ้นของเจียนั่วทำให้กางเกงรัดตึง ตนได้มองเพียงปราดเดียวพลันมิอาจเบนสายตาออกห่างเสียแล้ว
“มีสามตัว หนึ่งในสองตัวที่เป็นเพศผู้คือระดับห้า ตัวอื่นๆ ล้วนระดับสี่ ดูจากรูปร่างน่าจะเป็นกวางวัยเจริญพันธุ์ แข็งแรงมากทีเดียว”
เจียนั่วมิได้รับรู้ถึงสายตาที่ส่งมาจากด้านล่างแม้แต่น้อย เขาลดศีรษะกลับก่อนจะกลิ้งลงมาตามเนิน
“หากจับได้ทั้งหมดในคราวเดียวก็คงดี มิเช่นนั้นคงยังต้องเสียเวลาอีกหลายวัน”
เก๋อจือลูบคลำคทาเวทเรียบลื่น ตากลมโตกะพริบปริบๆ ขณะเงยหน้ามองไปทางทั้งสามคน
“มีวิธีใดทำให้พวกมันไม่วิ่งแยกกันหรือไม่? เช่นให้เจียนั่วกับโม่เจ๋อเอ่อร์สร้างกำแพงน้ำแข็งเป็นวงกลม”
“หากมีความสามารถเช่นนั้น เหตุใดจึงมิแช่แข็งพวกมันเสียเลย? ทั้งยังคงความสดไว้ได้อีกด้วย”
โม่จ้านหลุดหัวเราะออกมา เจียนั่วเองก็คลี่ยิ้มพลางส่ายหน้าเช่นกัน
“สร้างกำแพงน้ำแข็งได้ แต่จะขวางการเคลื่อนไหวของพวกมันได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น สามารถสร้างสิ่งจำลองเหล่านี้ให้แม่นยำได้ตามอำเภอใจ คาดว่าคงมีเพียงจอมเวทธาตุน้ำแข็งระดับสูงเสียแล้ว เห็นทีเจ้าจะเชี่ยวชาญธาตุไฟกับธาตุลมจริงๆ มิได้อ่านตำราเกี่ยวกับธาตุอื่นแม้แต่น้อย”
“เอ่อ…” เก๋อจือที่ถูกจี้จุดอ่อนอีกครั้งถึงกับก้มหน้าลงอย่างแห้งเฉา
“ทั้งสามเป้าหมายมิได้อยู่ใกล้กันนัก คิดจะล่าภายในคราเดียวคงเป็นไปมิได้อย่างแน่นอน”
เจียนั่วมองโม่จ้าน ตามด้วยส่งสายตาไปทางเก๋อจือกับลาถีเท่อก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“พวกเราแยกกันลงมือ พวกเจ้าสองคนไปคุมระดับห้าทางฝั่งซ้ายมือเอาไว้ อย่าให้มันหนีไป ข้ากับโม่เจ๋อเอ่อร์จะแบ่งกันคนละตัว จัดการระดับสี่ให้เรียบร้อยก่อนจึงค่อยรับมือกับระดับห้า”
“เก๋อจือ เจ้าใช้ธาตุลมเพิ่มความเร็วให้พวกเรา จะต้อง ‘โยน’ พวกเราไปให้ถึงก่อนที่อีกฝ่ายจะได้สติรู้ตัว”
เก๋อจือกลืนน้ำลาย รับรู้ได้ถึงภาระอันหนักอึ้งที่อยู่บนบ่า หากจะกล่าวให้ถูก นี่ก็คือความหมายแท้จริงของการมีตัวตนอยู่ใน ‘สนามรบ’ ของตน
“ลาถีเท่อ เจ้าต้องระวังตัวเอาไว้ หลังเก๋อจือปล่อยพลังธาตุลมอาจไล่ตามไปมิทันในทันทีทันใด หน้าที่ขวางระดับห้าเอาไว้ยกให้เป็นหน้าที่เจ้าแล้ว”
ลาถีเท่อพยักหน้าอย่างเอาจริงเอาจังพลางกำดาบในมือไว้แน่น
หลังกำชับคนทั้งสองเรียบร้อย เจียนั่วกับโม่จ้านสบตากัน หลังต่างฝ่ายต่างพยักหน้ายืนยันความคิดของกันและกัน เก๋อจือยกคทาสั้นขึ้นร่ายคาถา วงเวทย์ขนาดกลางใต้ฝ่าเท้าคนทั้งสามพลันค่อยๆ เรืองแสง ธาตุลมหลั่งไหลมารวมกัน จากหนึ่งแยกเป็นสามล้อมรอบกายคนทั้งสามเอาไว้
เก๋อจือสูดหายใจเข้าลึก ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดผลักไปด้านหน้า ธาตุลมหมุนวนอยู่บนอากาศพลันผลักคนทั้งสามพุ่งไปยังที่อยู่ของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งโดยเร็วมิต่างกับสายลมแรงพัดกระดาษ