ทำดีหนึ่งครั้ง ก็แค่ดี
做好一次 就是好
ทำดีร้อยหน มีคนรับรู้
好一百次 有人感知
ทำดีพัน ทั่วล่า เชิดชู
做好一万 全世界 美化
แต่ผิดเพียงครั้ง ถูกถล่มจนยับเยิน
但是错一个 体无完肤
บุรุษผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่เพียงลำพังกลางกองซากศพนับล้าน เขามีสีหน้าที่เฉยชาไม่รับรู้และไม่มีความรู้สึกใดๆ กับสิ่งที่ได้พบเจอตรงหน้า เพราะว่ามันเป็สิ่งที่เขาควรทำ
"์ หากข้าย้อนเวลากลับไปได้ข้าขอเลือกที่จะไม่พบเจอคนเหล่านี้อีก" เขากล่าวเอ่ยพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลริน
ข้าไม่อาจปกป้องใครได้ ไม่แม้แต่จะรักษาใครไว้ได้ เพียงเพราะโดนตราหน้าว่าเป็มารร้ายที่แสนชั่วช้าและเลวทราม
เพราะข้ามีพลังไม่เหมือนผู้อื่นหรือ
หรือเพราะว่าข้านั้นเก่งกาจกว่าผู้อื่น
เหตุผลเพียงเท่านี้ก็โดนตราหน้าว่าไม่ใช่คนดีเสียแล้ว
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาตัวข้าล้วนโดนใส่ร้าย โดนทรมาน โดนตามล่า โดนหักหลัง ข้าไม่เคยได้รับความสุขเลยสักครา
วูบหนึ่งตัวข้าก็เคยคิดอยากจะปลิดชีพตนเอง แต่เมื่อคิดถึงคนที่ต้องมารับเคราะห์แทนแล้ว ข้าก็ไม่อาจตายได้จนกว่าจะแก้แค้นสำเร็จ แต่พอแก้แค้นแล้วเป็เช่นไร ในเมื่อยังไงทุกอย่างก็ไม่สามารถกลับไปเป็เช่นเดิมได้อีก หาก์มีตา หากฟ้าและชะตาเห็นใจ โปรดให้ข้ากลับไปแก้ไขสิ่งที่ข้าได้กระทำผิดพลาดไปด้วย…
"ข้าแค่...อยากมีชีวิตที่มีความสุขเพียงเท่านั้นเอง"
บุรุษที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากศพเอ่ยตัดพ้อกับตัวเองพร้อมะเิพลังทั้งหมดที่มี จนเมฆบนท้องฟ้าเริ่มมืดดำและมีประกายสายฟ้าดูน่ากลัว เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องไปทั่วผืนฟ้า บรรยากาศรอบๆ ดูอึมครึมจนน่าหดหู่ใจ บุรุษเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางกองซากศพกางแขนออกแล้วเงยหน้าขึ้นมองฟากฟ้าที่มืดดำด้วยสีหน้าเย้ยหยัน และเต็มไปด้วยความปวดร้าว
"ข้าเหนื่อยแล้ว"
เมื่อดวงตาคมสีอำพันหลับตาลง พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลเป็สายอาบแก้มนวล ที่มีล่องลอยของเืแห้งติด แต่แล้วสายฟ้าหลายสายก็ได้ผ่าลงมายังจุดที่บุรุษผู้นั้นยืนอยู่ แต่พอเหตุการณ์แปลกประหลาดนั้นได้จบลงทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับมาปกติเสมือนว่าเมื่อครู่นี้ไม่เคยมีอะไรเลยเกิดขึ้น แต่ทว่าบุรุษที่เคยยืนอยู่ท่ามกลางกองซากศพเ่าั้กลับหายไปตลอดกาล
แสงแดดอ่อน ลอดผ่านหน้าต่างผุพังจนกระทบกับร่างผอมบาง ที่กำลังนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง โดยมีเสียงร่ำไห้คร่ำครวญของบ่าวคนสนิทดังอยู่ตลอดไม่ขาดสาย
เฟิงอี้รู้สึกตัวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ เผยให้เห็นในตาสีอำพันเปล่งประกายดังดวงตะวัน ใบหน้าซีดเซียวหันไปมองรอบๆ ห้องด้วยความฉงน สถานที่นี้ช่างคุ้นเคยนัก ราวกับสิ่งที่ผ่านมามันเป็เพียงแค่ความฝันหนึ่งตื่นเท่านั้น
'นี่ข้ายังไม่ตายอีกหรือ จำได้ว่าข้าใช้พลังทั้งหมดปลิดชีพตนไปแล้ว หรือว่ามีคนช่วยข้าไว้กัน...'
เฟิงอี้ขบคิดในใจนึกสับสนอยู่หลายสวน นึกแค่ไหนก็นึกไม่ออกว่าตนนั้นตายแล้วหรือว่าที่ผ่านมาแค่ฝันไปกันแน่ แต่แล้วทุกอย่างก็ถูกขัดด้วยเสียงสะอื้นของคนผู้หนึ่งที่แสนคุ้นหู เขาค่อยๆ หันไปมองเด็กน้อยอายุราวๆ สิบหนาวที่ยิ้มมาพร้อมกับน้ำตาที่อาบแก้ม
'ผู้ใด...คุ้นยิ่งนัก' เฟิงอี้พยายามนึกคิดอยู่ในหัว
นี่ข้าฝันอยู่เหรอ ใยเหมือนจริงเช่นนี้กันผิงเกอเ้าเด็กที่คาดว่าจะตายไปแล้วั้แ่เมื่อตอนที่ข้ายังอยู่ในตระกูล ิ กลับมาอยู่ตรงหน้าข้าเช่นนี้ข้าคงฝันไปแน่แล้วรึว่าข้าย้อนเวลากลับมางั้นหรือ หรือว่านี่คือโลกหลังความตายกันแน่
"คุณชายเป็อะไรรึไม่ขอรับ" ผิงเกอเด็กชายรีบวิ่งมานั่งคุกเข่าข้างเตียงผุพังที่มีร่างของเฟิงอี้นอนอยู่
"นี่ข้าเป็อะไรทำไมเจ็บไปหมดเช่นนี้" เฟิงอี้เอ่ยถามความจากเด็กชายที่ดูเหมือนจะดีใจไม่น้อยที่เขาฟื้นตื่นขึ้นมา ในตอนนี้เฟิงอี้รู้สึกสับสนไปหมดว่าที่นี่เป็ฝันรึว่าโลกแห่งความตายกันแน่แต่ความเ็ปตามร่างกายของเขานั้นบ่งบอกได้เลยว่าเขาต้องยังไม่ตายแน่นอน
"คุณชายท่านถูกโบยจนลืมทุกสิ่งไปแล้วหรือขอรับ!!" บ่าวตัวน้อยเอ่ยถามนายด้วยสีหน้าเป็ห่วงนายของตน
เฟิงอี้เพียงส่ายหน้าไปมาเท่านั้นแล้วไม่ตอบอะไรอีก
'ในตอนนี้ข้างงไปหมดแล้วว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง หากว่า์ฟังคำขอของข้าแล้วให้ย้อนอดีตมาแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดจริงๆ ละก็มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ คนเช่นข้า์ยอมรับฟังด้วยหรือไรกัน ก็ชีวิตที่ผ่านมาของข้ามันบัดซบจน์ก็ทนดูไม่ได้อย่างงั้นหรือ' เฟิงอี้กลับมาคิดในใจตัวเองอีกครั้ง และทำสีหน้าที่คิดไม่ตกไปด้วยจนบ่าวรับใช้ข้างกาย อย่างผิงเกอ ไม่กล้าที่จะเอ่ยถามสิ่งใด แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักเหมือนกับว่าเฟิงอี้จะคิดได้แล้วจึงหันหน้าไปมองบ่าวคนสนิทอีกครั้งด้วยสีหน้าเศร้าที่เศร้าสร้อยจนบ่าวตัวน้อยรู้สึกหน่วงที่ใจ
"ข้าขอโทษ"
เป็เพียงคำพูดเดียวที่ออกมาจากปากของเขาไม่คิดเลยว่าจะได้มาพูดคำว่าขอโทษให้กับบ่าวตัวน้อยอีกครั้ง มันทำให้เขาคิดถึงเื่ราวของผิงเกอในชาติที่แล้ว
'เด็กคนนี้ปกป้องข้าจนตัวตาย ก่อนตายก็ไม่ได้บอกลากันสักคำ ตอนที่ข้ายังเป็คุณชายไร้ค่า ก็มีผิงเกอคอยช่วยเหลือมาตลอดจากผู้คนในจวนที่คอยคิดจะกลั่นแกล้งข้า สาเหตุการตายของบ่าวคนนี้ช่างน่าสงสารและเวทนานะ ในตอนนั้นเขาถูกใส่ร้ายว่าผลักคุณหนูเล็กตกน้ำจึงโดนโทษโบยสามสิบไม้ แล้วขับออกจากตระกูล ให้ไปอยู่ที่ข้างป่าอสูร ข้อหาคิดร้ายกับคุณหนูเล็กของตระกูลิ ในตอนที่เหล่าคนของฮูหยินใหญ่ กำลังจะโบยข้า ผิงเกอก็ได้เอาตัวมารับไม้โบยจนต้องจบชีวิตลง เพราะคนที่รับหน้าที่โบยในครั้งนั้นเป็คนของฮูหยินใหญ่ที่มีพลังยุทธ์และปราณธาตุสูงแถมการโบยหนึ่งครั้งก็กระดูกแทบแหลกละเอียด ข้าในตอนนั้นที่เป็ดั่งคนไร้ค่า ไร้วรยุทธ์ ไร้ทั้งพลังปราณธาตุในกาย หวดทีเดียวก็เหมือนกับแมลง ที่โดนตบจนบี้แบนไปกับฝ่ามือแล้ว เพราะเหตุนี้ผิงเกอที่มีพลังปราณธาตุพี่น้อยนิดจึงได้เอาตัวมารับไม้นั้นแทนข้า ในใจตอนนั้นเหมือนโลกทั้งใบแตกสลาย ข้ารักเ้าเด็กน้อยคนนี้เหมือนครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ การที่ได้เห็นคนที่คิดว่าเป็น้องชายสิ้นใจต่อหน้า มันเหมือนกับว่าโลกของข้าได้พังลง เวลารอบตัวของข้าในตอนนั้น ราวกับหยุดลงที่ผิงเกอตัวน้อยได้สิ้นใจไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำลา แต่ในตอนนี้ข้ากลับมาแล้ว ข้าได้หวนกลับมาแล้ว อดีตที่เคยทำลายชีวิต อดีตที่เคยทำให้คนที่ข้ารักต้องตายจากไป และอดีตที่ทำให้ทุกชีวิตที่ดีกับข้าล้วนต้องเจอกับสิ่งที่ปวดร้าว กลับมาคราวนี้ข้าจะปกป้องพวกเ้าไม่ให้ผู้ใดมาทำลายได้อีกข้อสัญญา' เขาลั่นวาจาเอยคำสัญญาภายในใจตน
เฟิงอี้เอื้อมมือที่หนักอึ้งไปลูบหัวของผิงเกอเบาๆ อย่างเอ็นดูเมื่อนึกถึงอดีตในชาติก่อนที่เคยพบเจอมา
"คุณชายจะขอโทษทำไมขอรับ อ้อจริงสิท่านคงหิวแล้วเดี๋ยวข้าจะไปเอายากับอาหารมาให้นะขอรับ" ผิงเกอยิ้มแย้มสดใสแล้วลุกขึ้นวิ่งออกไปทันทีเหมือนกับว่านายตนจะอดตายอย่างนั้น แม้ในใจจะแอบงงและสับสนของท่าทีนายตนอยู่หลายส่วนก็ตาม
เมื่อผิงเกอออกไปจากห้องนอนเก่าๆ ของเฟิงอี้ไปแล้วเขาก็เริ่มลุกขึ้นนั่งพิงที่หัวเตียง พร้อมกับหันมองสำรวจรอบๆ ถึงแม้จะลุกยากเพราะร่างกายของเขาตอนนี้มีแต่แผลจากการถูกทำโทษเต็มไปหมดแผลนี้คงไม่แคล้วไปทำตัวไม่ถูกใจเหล่าพี่น้องต่างมารดาของข้าเป็แน่
'เฮ่อ~ '
เมื่อลุกนั่งได้แล้วเฟิงอี้ก็ลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ ไปหนึ่งที
เดือนปีที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ การที่เขากลับมาเกิดใหม่รึอาจจะย้อนเวลามาในร่างตัวเองเช่นนี้มันอาจทำให้มิติเวลาบิดเบี้ยว แถมตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าข้าอยู่ใน่ไหน เพราะในอดีตตัวข้าก็โดนทุบตีเช่นนี้อยู่ตลอด หากลุกไปได้ ก็อยากจะออกไปจากนรกแห่งนี้เสียเลยแต่คงต้องคนหาความจริงหลายอย่างทั้งการที่ข้ากลับมาได้และเหตุใดถึงกลับมาเื่นี้ข้าจะต้องหาคำตอบให้ได้
แต่ดูจากร่างกายข้าที่หดลงไปมากแล้วน่าจะเป็่ตอนข้าอายุได้สิบสี่หนาวน่าจะไม่เกินนี้เพราะข้ายังไม่สวมกวานเลยด้วยซ้ำถ้าหากว่าข้ามาอยู่ใน่เวลานี้จริงก็เท่ากับว่าข้าย้อนมายันจุดเริ่มต้นเลยมิใช่เหรอ
เฟิงอี้หลับตาลงเหมือนหวนนึกคิดสับสนอยู่ไม่นานผิงเกอก็กลับมาพร้อมกับน้ำแกงเย็นชืดและหมั่นโถวแข็งๆ เท่านั้น
"คุณชายขอรับกินอะไรก่อนนะขอรับในครัวเหลือเท่านี้" ผิงเกอวางถาดน้ำแกงและหมั่นโถวเย็นชืดลงที่โต๊ะเล็กๆ บนหัวที่นอน แล้วเข้าไปพยุงตัวนายตนให้นั่งในท่าสบายอย่างยากลำบาก
"ขอบใจเ้ามากผิงเกอ" เฟิงอี้ยิ้มบางๆ ให้ผิงเกออย่างเอ็นดูเด็กคนนี้ดูแลเขาดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
จะกล่าวถึงตัวข้าในอดีต ข้านั้นมีนามว่าเฟิงอี้เป็บุตรที่เกิดจากอนุที่ไร้หัวนอนปลายเท้า จะว่าบ่าวก็ไม่เชิง ข้าเคยได้ยินพวกคนงานในจวนคุยกันว่า ท่านพ่อเจอท่านแม่ตอนไปทำภารกิจที่ป่าอสูรแคว้นฉาง ที่อยู่ไม่ได้ห่างไกลจากสำนักที่ตั้งสำนักพรรควาโยเพลิงเท่าไหร่นัก บิดาของข้าเขาเป็ว่าที่ผู้นำของสำนักพรรควาโยเพลิงในขณะนั้น และเป็ สำนักที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นฉาง ซึ่งเป็แคว้นที่ใหญ่เป็อันดับ3ของ มหาอาณาจักรเป่ยฉี
มหาอาณาจักรเป่ยฉี มีทั้งหมด 5 แคว้นมีที่ตั้งแตกต่างกันและมีสภาพอากาศที่แตกต่างกันออกไป
แคว้นฉาง ที่เขาอยู่นั้นอยู่ทิศตะวันออก
แคว้นซีหนาน อยู่ทางทิศตะวันตก
แคว้นตง อยู่ทางทิศใต้
แคว้นเหลียน อยู่ทางทิศเหนือ
แคว้นเป่ยฉี อยู่ตรงกลางของทั้งสี่แคว้นและเป็แคว้นที่ควบคุมแคว้นทั้งสี่นี้ให้อยู่ในการควบคุมโดยมีฮ่องเต้เป็ประมุข
และแคว้นที่ใหญ่ที่สุดแคว้นมหาอำนาจที่อยู่ใจกลางแคว้นทั้งสี่คือแคว้นเป่ยฉี
ในระหว่างทางพวกเขาทั้งสองได้เกิดความรักต่อกันจนมีข้าขึ้นมา บ้างก็ว่าท่านแม่ข้าได้อุ้มท้องข้ามาั้แ่ก่อนที่บิดาจะเข้าไปช่วยท่านแม่ในป่าอสูรแคว้นฉาง บ้างก็ว่ามารดาข้านั้นปีนเตียงบิดาเพื่อหวังสบาย จะอย่างไรเมื่อเกิดมาข้าก็มิเคยได้พบเจอมารดาเลยสักครั้ง
แต่ไม่ว่าจะมีข่าวลืออย่างไรบิดาก็ได้พามารดาข้ากลับมารักษาจนหายดีแล้ว แต่งตั้งเป็ฮูหยินรองสร้างความไม่พอใจให้กับฮูหยินใหญ่เป็อย่างมาก นางทำทุกวิถีทางเพื่อให้บิดาหมดความโปรดปรานในตัวมารดาของข้าจนข้าได้เกิดมา บิดาข้าก็เปลี่ยนไปไม่รู้เป็เพราะเหตุใด แต่ตอนในอดีตตัวข้าได้ฟังคำจากปากของฮูหยินใหญ่ก่อนที่นางจะตายด้วยมือของข้าในชาติที่แล้ว นางกล่าวว่าตัวข้านั้นมิใช่ลูกแท้ๆ ของบิดานางยังกล่าวอีกว่าเป็เพียงลูกชู้ ลูกปีศาจ ลูกของมารในป่าอสูรแคว้นฉาง ข้าก็มิได้โกรธสิ่งใดแถมมิแปลกใจที่ท่านพ่อจะเมินเฉยต่อการมีอยู่ของตัวข้านัก เพราะทั้งไร้พลัง เรือนผมสีเงินดวงตาที่อำพันที่ดูเช่นไรก็ไม่เหมือนมนุษย์ จึงโดนผู้คนหวานกลัวและเกลียดชัง แต่เพราะเหตุผลเท่านี้ที่จะทำให้ผู้คนนั้นรังเกียจในตัวข้า ข้าคิดว่าคนเ่าั้ช่างไร้สาระสิ้นดี ข้าก็เป็เพียงแค่มนุษย์...มนุษย์คนหนึ่งที่อยากจะมีชีวิตที่ดีอย่างผู้อื่นเพียงเท่านั้น
"คุณชายขอรับ คุณชาย..."
ผิงเกอสะกิดตัวข้าจนสะดุ้งตื่นจากห้วงความคิด
"เ้าว่าเช่นไร" เฟิงอี้หันไปถามผิงเกอด้วยสีหน้าสงสัย
"ท่านเหม่อลอยเช่นนี้ข้าเป็ห่วงท่านยิ่งนัก ทานข้าวเถอะขอรับ" ผิงเกอยกน้ำแกงมาป้อนเฟิงอี้อย่างช้าๆ กลัวว่านายตนจะสำลักน้ำแกงออกมา เฟิงอี้ดันถ้วยน้ำแกงออกบ่งบอกว่าไม่อยากกินต่อ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ขยับร่างกายลงไปนอนเช่นเดิม.
"เ้ามีอะไรไปทำก็ทำเถอะข้าขอนอนสักพัก"
"ขอรับคุณชาย"
พูดจบผิงเกอก็ยกสำรับที่ไม่ลดลงแม้ครึ่งออกไปด้วยความรู้สึกเสียดาย
เฟิงอี้ค่อยนอนลงกับฟูกที่นอนเก่าๆ อย่างระบมกาย เขานอนนึกคิดเื่เก่าๆ วกวนซ้ำไปมา นี่ข้ายังฝันอยู่รึไม่ แต่อย่างไรก็ตามหากนี่มิใช่ความฝัน ข้าก็ขอทำในสิ่งที่ข้า้าแล้วกัน
เฟิงอี้ฝืนกายลุกขึ้นนั่งอีกครั้งเพื่อตรวจสอบพลังในตัวเอง ผลปรากฏว่าร่างกายของเขานั้นก็ยังมีพลังธาตุทั้งเก้า ไหลเวียนอยู่... แถมเป็พลังสามในแปดของพลังที่เขามีในชาติก่อน..เป็ไรได้อย่างไร กลับมาแถมยังมีพลังถึงจะแค่สองในแปดแต่ก็เทียบเท่ากับศิษย์เอกในสำนักใหญ่ๆ หลายสำนัก รึไม่อาจจะเป็ขั้นอาจารย์ก็ว่าได้
เฟิงอี้ยิ้มมุมปากก่อนจะค่อยๆ โคจรพลังในร่างกาย เมื่อพลังเริ่มไหลเวียนรอบตัวาแฟกช้ำที่เคยมีก็เริ่มหายไปอย่างกับว่าร่างกายนี้ไม่เคยได้รับาเ็ใดๆ
"มิน่าล่ะเพราะร่างกายนี้ไม่สามารถรับพลังที่ข้ามีได้ เมื่อย้อนเวลากลับมาพลังที่มีทั้งหมดเลยถูกลดทอนมาให้รับกับสภาพร่างนี้ หากข้ากลับมาได้แบบนี้ละก็ เื่นี้ต้องมีผู้อยู่เื้ัและคนผู้นั้นเป็ผู้ใด"
เฟิงอี้ลุกขึ้นปัดฝุ่นที่เกาะตามตัวเล็กน้อยตัวเขาตอนนี้ไม่รู้สึกหิวและไม่รู้สึกร้อนรึหนาว ร่างกายของเขาในตอนนี้ปรับสภาพเข้ากับสถานที่เรียบร้อยแล้วเท่านี้ก็เดินเหินสะดวกเสียที
ดวงตาสีอำพันหันมองรอบๆ อีกครั้ง เขายกยิ้มขึ้นเหมือนกับสมเพชเวทนาตัวเองในอดีตนักขนาดห้องพักยังต่ำต้อยกว่าเรือนบ่าวในจวน บิดาของเขาช่างหูเบานัก แถมยังโลภมากกระหายในพลังเสียจนต้องตายตกแถมคนที่เดือดร้อนดันเป็เขาที่ต้องรับกรรมถูกใส่ร้ายว่าเรียนวิชามารสังหารบิดาตน ช่างประเสริฐ
ิซื่อหยางผู้เป็บิดาของข้า หากจะกล่าวคือประมุขินั้นมีภรรยาสองคน คนแรกคือ ิเหมยลี่ หรือก็คือฮูหยินใหญ่ของตระกูลิในตอนนี้ และมารดาของข้า ิฉินฮวา อนุไร้ศักดิ์ที่ตายตกเพราะคลอดข้าออกมา แล้วตกเืตายจากไปั้แ่ที่ข้าได้ลืมตาดูโลกไม่ถึงวัน ตัวข้ามีพี่ชายและน้องสาวร่วมบิดาอยู่หนึ่งคนคือ ิลู่เฟย และิเจวียผิง ซึ่งเป็บุตรที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ ิซือหยาง เขามีนิสัยเ้าเล่ห์เ้าแผนการต่อหน้าทำดีลับหลังนั้นคอยจะหักหลังได้ตลอดเหมือนกับมารดาของมันไม่มีผิด และในชาติก่อนของข้า ก็เป็เขานี่แหละที่จัดฉากใส่ร้ายข้าว่าเรียนรู้วิชามาร สังหารบิดาตน แท้จริงแล้วเขาคิดว่าการที่ตัวข้ามีพลังแล้ว ข้าจะมาแย่งชิงตำแหน่งตน แถมยังจัดฉากว่าข้าสังหารบิดาด้วยการ ขโมยคัมภีร์ฝึกยุทธ์ตำราธาตุที่ข้าได้รับมาจากสหายในป่าอสูรแคว้นฉางไปให้บิดาฝึก แถมยังออกอุบายว่าข้านั้นมอบให้ พอบิดาฝึกไปก็เกิดธาตุไฟเข้าแทรกอาการสาหัสเป็ตายเท่ากัน ข้าที่พึ่งได้รับพลังมาใหม่ใยจะสู้ใครได้แต่คัมภีร์ธาตุนั้นพิศวงตอนได้รับเพียงหยดเืลงไปไม่ว่าจะโดนขโมยไปเท่าไหร่มันก็จะกลับมาหาเช่นเดิม แถมผู้ที่เอาไปฝึกโดยที่ข้าไม่อนุญาต ไม่ธาตุไฟเข้าแทรกก็ตายตกกันไปจนเกิดข่าวลือว่า บุตรชายคนเล็กของสำนักวาโยเพลิงเรียนรู้วิชามารในตอนนั้นบิดาก็สิ้นลมไป พี่ชายก็ขึ้นมาเป็ประมุขแทนแต่เป็ได้ไม่นานหลังจากขับไล่ข้าออกมาจากสำนัก จากอันดับหนึ่งก็ตกต่ำเสียจนต้องสิ้นชื่อ..และตัวข้าในตอนนั้นก็เริ่มถูกตามล่าจากใครก็ไม่รู้
"ช่างน่าขันนัก"
เฟิงอี้สบถคำออกมาอย่างรู้สึกขำขันและสมเพชตนในเวลาเดียวกัน ตลอดชีวิตจนจบชีวิตตนไป เขาก็ไม่เคยมีความสุขเลยมิใช่หรือ...
เขาเดินไปที่มุมห้องที่ถึงจะเก่าโทรม แต่ก็ยังสะอาดสะอ้านบ่งบอกว่าเ้าของดูแลเป็อย่างดี มือเรียวยื่นมือไปเปิดหีบเก่าๆ แล้วหยิบบางอย่างขึ้นมา..มันคือปิ่นปักผมของต่างหน้าชิ้นเดียวที่มารดาทิ้งไว้ให้เขาจะบอกว่ามันเป็สิ่งเดียวที่พ่อบ้านบอกว่ามันเป็ของมารดาของเขาที่ติดตัวมาจากป่าอสูร
ลักษณะปิ่นนี้เป็ปิ่นหยกดำเงาวาวดูไร้ราคา แต่ลวดลายที่สลักเป็รูปทรงคล้ายกงล้ออะไรบางอย่างที่เขาก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันคืออะไรแต่เขาก็ติดตัวมันไว้เสมอในชาติก่อน
เขาหยิบปิ่นหยกดำขึ้นมามวยผมครึ่งหัวแล้วปักไปที่เรือนผมสีเงินดูเข้ากันเสียอย่างกับว่าปิ่นนี้ทำมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ
"คุณชายท่านลุกขึ้นมาทำไมขอรับ" ผิงเกอที่เปิดประตูเข้ามาเพื่อที่จะมาดูอาการของนายตนอีกรอบก็รีบวิ่งเข้ามาหาเฟิงอี้ด้วยสีหน้าที่ตื่นใปนเป็ห่วง แววตาของผิงเกอแดงก่ำเหมือนจะมีหยาดน้ำตาเห่อร้อนค้างอยู่ขอบตา ราวกับว่ามันกำลังจะไหลรินได้ตลอดเวลา ทำให้เฟิงอี้หลุดขำออกมาเบาๆ
"ข้าไม่เป็ไรแล้วเสี่ยวผิง"
เฟิงอี้ลุกขึ้นหันกลับไปหาผิงเกอที่วิ่งพุ่งมาพยุงเขา ก็อดขำไม่ได้ไม่ว่าชีวิตที่ผ่านมาของเขาจะแย่แค่ไหนแต่อย่างน้อยๆ ก็ยังมีคนคอยปกป้องและดูแลเขาเสมอแต่ว่าคนเหล่านี้ช่างอายุสั้นนัก
'ไม่เป็ไรชาตินี้ข้าจะปกป้องพวกเ้าเอง' เฟิงอี้ตั้งปฏิญาณในใจ
"ขอบใจเ้ามากๆ นะเสี่ยวผิงต่อไปนี้ไม่ต้องลำบากแล้ว" เขาเอ่ยกับผู้ติดตามตัวน้อยด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้ใบหน้าจะซูบผอมไปบ้างแต่ก็ยังไม่อาจบดบังความงามของเฟิงอี้ได้เลย แถมปิ่นหยกที่เขาปักยังช่วยทำให้เขาดูงดงามขึ้น ผิงเกอเช็ดน้ำตาตนก่อนจะแย้งขึ้น
"ได้อย่างไรขอรับคุณชายข้าจะไม่ยอมทิ้งท่านไปที่ใดหรอกนะขอรับ ได้โปรดอย่าพูดเหมือนไล่ข้าสิ!! แล้วท่านหายดีแล้วหรือเมื่อครู่อาการยังแย่อยู่เลย" ผิงเกอน้อยทำท่าเหมือนจะร่ำไห้ออกมาอีกครั้ง แถมยังจับเฟิงอี้หันไปมาเหมือนสำรวจร่องรอยอย่างเบามือ
"จะว่าไงดี พอดีพลังธาตุข้าตื่นขึ้นมาน่ะ แล้วร่างกายข้าก็เริ่มดีขึ้น " เฟิงอี้จำใจต้องพูดโกหกไปหากบอกว่า ข้ากลับมาจากอนาคตมีหวังผิงเกอต้องด่าหาว่าเขาวิปลาสเป็แน่ เพราะงั้นการโกหกคงจะเป็ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้
"งั้นหรือขอรับเป็เื่ดีเป็เื่ดีจริงๆ"ผิงเกอเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจ
"ว่าแต่ปราณธาตุอะไรรึขอรับ ที่ท่านได้รับ" ผิงเกอมีสีหน้าที่ตื่นเต้นกับคำโกหกที่เฟิงอี้ได้กุขึ้น เฟิงอี้จะเก็บงำพลังที่แท้จริงไว้ เพราะเขาคิดว่ามันเป็สิ่งดีที่สุดหากว่ามีคนรู้ว่าเขาใช้พลังธาตุได้มากกว่า5มีหวังโดนฆ่าหมกป่าอีกแน่ เพราะงั้นสิ่งเดียวคือปกปิดพลัง ตีเนียนมีเพียงแค่พลังเดียวแล้วกัน
"ข้าก็ไม่รู้แต่ร่างกายข้ารักษาตัวเองได้น่าจะเป็ปราณธาตุพฤกษาละมั้ง" เฟิงอี้โกหกคำโตอีกรอบ ก็อยากจะบอกความจริงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะบอกตอนนี้เขาไม่อาจไว้ใจใครแม้แต่ผิงเกอก็ตาม ขอดูภาพรวมไปก่อน..
"ห๊ะ!! ธาตุนี้ส่วนใหญ่จะต้องไปทางสายเซียนโอสถ มีค่ามากกับสำนักเรา หากนายท่านรู้ว่าคุณชายมีพลังนี้ละก็ท่านต้องมาสนใจท่านแน่นอนขอรับเท่านี้ท่านก็เข้าเรียนที่สำนักของพรรควาโยเพลงได้แล้วช่างดีจริงๆ แถมถ้าคุณชายมีปราณถึงขั้นสองก็สามารถเข้าร่วมแข่งขันประชันพลังรุ่นเยาว์ได้ ตอนนี้คุณชายอยู่ขั้นไหนแล้วขอรับ" ผิงเกอวาดฝันอนาคตให้นายตนอย่างสวยหรู แถมยังถามอย่างกระตือลือล้น
"น่าจะขั้นแรกเริ่มได้ เ้าก็ถามอะไรแปลกๆ นะเสี่ยวผิง" เฟิงอี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่แน่ใจในพลังของตนนัก ถึงแม้ว่าตอนนี้น่าจะอยู่ขั้นปรมาจารย์ไปแล้วก็ตามที พูดง่ายๆ คืออยู่ขั้นที่ห้านั่นเองแต่ก็ไม่อาจที่จะบอกอะไรกับผิงเกอได้ เพราะพลังของเขาตอนนี้สามารถปกปิดพลังของตัวเองไม่ให้คนที่มีพลังต่ำกว่าตรวจสอบพลังได้นอกเสียจากคนที่มีปราณขั้นหกขึ้นไปจึงจะสามารถตรวจสอบพลังเขาซึ่งในแคว้นนี้ผู้ที่มองพลังปราณที่แท้จริงของเขาออกคงมีเพียงท่านพ่อและเหล่าผู้าุโในสำนักแน่นอนเพราะฉะนั้นในระหว่างที่ทำทีรักษาตัวนี้เขาต้องพัฒนาพลังตนในสูงกว่านี้...
"เื่นี้เื่ดีนะขอรับท่านควรไปแจ้งแก่ท่านเ้าสำนัก"
"หากเขารู้เขาจะดีใจจริงหรือ? ข้าว่าให้ข้าถึงขั้นสองก่อนดีกว่าค่อยบอกเขา"พูดจบก็เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะน้ำชากลางห้อง
ผิงเกอที่ได้ฟังเช่นนั้นจึงไม่พูดอะไรต่อนายว่าไงบ่าวก็คงไม่อาจขัดแต่มองๆ ดูแล้วนายของเขาก็เปลี่ยนไปไม่น้อยอาจจะเป็เพราะพลังตื่นขึ้นราศีเทพเซียนจึงจับจากคนที่งดงามก็งดงามขึ้นเช่นนี้
"ถ้าเช่นนั้นท่านพักเถอะขอรับข้าต้องไปถอนหญ้าหลังเรือนต่อแล้ว"
ผิงเกอมองชื่นชมนายตนจนพอใจก็วิ่งดุ๊กดิ๊กออกไปจากห้องอีกครั้งทำให้เฟิงอี้กลับมาอยู่ในภวังค์อีกครั้ง
ในชาติก่อนเมื่อพลังเขาได้ตื่นขึ้นบิดาของเขายังไม่รู้แจ้งก็ด่วนตายไปเสียแล้วและยังไม่เคยได้คุยกับบิดาเลยสักครา อยากจะพูดคุยกับบิดาให้เข้าใจ
"ข้าอยากจะถามท่านว่าเพราะเหตุใดจึงหลบหน้าข้า เฮ่อ...คิดไปก็เสียเวลาเปล่าจริงๆ"
เฟิงอี้ทอดถอนหายใจก่อนจะรู้สึกถึงตัวตนของบุคคลปริศนาที่มีพลังอำนาจมากกว่าเขาในชาติก่อนแน่นอน
"ผู้ใด!" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังไม่เบานักแต่ก็ยังคงมีความรู้สึกหวาดระแวงปนสงสัย รึว่าผู้มาเยือนจะเป็ผู้ที่อยู่เื้ัการกลับมาของเขากันแน่ เฟิงอี้ไม่อยากจะคิดอะไรไม่มากกว่านี้ เขายืนขึ้นมองมวลลมที่ก่อตัวขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะปรากฏร่างของหญิงสาวผู้หนึ่ง ใบหน้าของนางงดงามดั่งจันทร์ที่ลอยเด่น ผิวที่ผุดผ่องราวกับไข่มุกราตรี ใบหน้าเรียวรูปไข่คอระหงแม้ชายใดได้มองต้องลุ่มหลงเป็แน่ ผมของนางสีเงินเงางามสลวย ดวงตาสีอำพันช่างคล้ายกับข้าเสียจริง
"ข้ามาเพื่อมอบภารกิจให้กับเ้า...ถึงแม้ว่าข้าจะให้เ้ากลับมาแก้ไขอดีตที่เลวร้ายได้ แต่เ้าก็ต้องทำภารกิจที่ข้ามอบให้เช่นกัน" นางเอ่ยบอกความ้าของตน
"ทำไมข้าต้องทำแล้วท่านเป็ผู้ใด กลิ่นอายนี้...เทพเซียน" เฟิงอี้หยุดเว้นไป่หนึ่งแล้วพูดขึ้นมาเหมือนนึกอะไรบางอย่างได้
"ตายจริงข้าลืมแนะนำตัวสินะ ข้าคือเทพแห่งกาลเวลาผู้ที่รับฟังคนขอสุดท้ายของเ้าอย่างไรเล่าเด็กน้อย"
เทพกาลเวลาเดินตรงเข้ามาหาเฟิงอี้ด้วยท่าทางที่แสนจะเย้ายวนก่อนที่นางจะเชยคางของชายหนุ่มขึ้นอย่างหยอกล้อ
"เ้ารู้จักการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมรึไม่...ใช่แล้ว ข้าพาเ้ากลับมาแก้ไขอดีตที่แสนเน่าเฟะของเ้าแล้ว ทีนี้ก็ขึ้นกับตัวเ้าเองว่าจะแก้ไขรึไม่ แต่การที่เ้ากลับมามันทำให้มิติเวลาเกิดการผกผัน ในตอนที่เ้าได้ใช้สายฟ้าผ่าลงตัวเ้ารู้หรือไม่ ว่าหลังจากนั้นมันเกิดสิ่งใดขึ้น ผู้คนลืมเรือนตัวตนเทพ ทุกสิ่งทุกอย่างกลับกลายเป็ตำนาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เ้าจะต้องทำให้ข้าก็คือ รวบรวมชิ้นส่วนกาลเวลาที่อยู่กับคัมภีร์ทั้งห้าแคว้นมาให้กับข้า ภายในห้าปี หากทำไม่ได้แล้วละก็เ้าจะไม่มีทางที่จะแก้ไขสิ่งใดได้เลย ทั้งสหายที่ตายเพื่อเ้า ทั้งคนที่รักเ้าและเ้ารักก็จะตายอย่างศูนย์เปล่า"
เทพแห่งกาลเวลาพูดถึงเป้าหมายของตนในทันทีไม่ให้เฟิงอี้แย้งได้
เมื่อเฟิงอี้ได้ฟังเช่นนั้นก็ไม่อาจจะโต้สิ่งใดต่อ
"หมายความว่าข้าต้องรวบรวมคัมภีร์และชิ้นส่วนกาลเวลาที่อยู่ในคัมภีร์มาให้ท่าน..ให้ที่ใด"
"เมื่อเ้าได้มันมาข้าจะมาหาเ้าเองข้าต้องไปแล้วอยู่ที่นี่นานข้ารู้สึกเหมือนโดนดูดพลัง" นางพูดจบร่างบางก็หายไปทันที
"ที่ว่าดูดพลังนั้นมัน.. เฮ้ยท่าน กลับมาคุยกันก่อน เฮ่อ"เฟิงอี้ถอนหายใจแล้วกลับไปนั่งที่โต๊ะกลางห้องเช่นเคย
"อุตส่าห์ได้กลับมา คิดว่าจะได้ใช้ชีวิตสงบสุข ข้ายังมีเคราะห์อยู่สินะ ตามหาก็ตามหาสิของแค่นี้ไม่คามือข้าหรอก"
สวัสดีค่ะกาวมาเปิดนิยายใหม่อีกแล้วนิยายเก่ายังเขียนไม่จบเลย แงง จะพยายามเขียนให้จบนะคะ ปล.นิยายเื่นี้เป็นิยายสั้นที่กาวจะหัดลองเขียนดูหากภาษาไม่สวยรึมีข้อติชมก็เม้นให้กำลังใจกันได้น้าาาาาทั้งนี้ทั้งนั้นฝากน้องเฟิงอี้ไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ เ้าน้องชอบเหม่อชอบคิดถึงอดีตไปหน่อยไม่หน่อยแล้ววววถ้าเขียนงงตรงไหนรึมีคำผิดเดี๋ยวกาวจะไล่ตามแก้ไขให้ค่ะ