ตอนที่34 : องครักษ์เงา
เดือนกลมเต็มดวงสาดแสงสีเงินลงบนลานฝึกที่ถูกโอบล้อมด้วยต้นไผ่เสียงใบไผ่เสียดสีกันเป็นเสียงกระซิบยามค่ำคืน สิบร่างในชุดสีดำสนิท นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าไป๋เหิงเซิน พวกเขานิ่งสงบราวกับก้อนหินที่ถูกทิ้งไว้กลางพายุ
ไป๋เหิงเซิน ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าแสงจันทร์ตกกระทบแผลเป็นบนใบหน้าทำให้เขายิ่งดูแข็งกร้าวเสียงของเขาทุ้มต่ำและเย็นเฉียบราวกับหิมะ:“พวกเจ้าคือสิบคนที่เหลือรอดจากการคัดเลือกที่โหดเหี้ยมที่สุด...นั่นหมายความว่าเจ้าแข็งแกร่งกว่าคนพันคน”
"แต่ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อไม่มีความหมายสำหรับหน่วยเงา"
“นับจากคืนนี้... เจ้าต้องทิ้งทุกสิ่ง: จะไม่มีชื่อ! จะไม่มีตัวตน!จะไม่มีญาติให้ต้องพะวง! และ จะไม่มีอดีต! สิ่งเดียวที่พวกเจ้าพกพาได้คือภารกิจของเจ้า”
เขาชักดาบสั้นที่ทำจากเหล็กชั้นดีออกจากฝักปลายคมสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายเย็นชา: “เจ้ามีเพียงหน้าที่เดียว — ปกป้องรัชทายาทหานอวี้จินและสิ่งที่ท่านรักที่สุด (หมายถึงแผ่นดินและนวัตกรรมที่ท่านกำลังสร้าง) แม้ต้องแลกด้วยลมหายใจสุดท้ายของพวกเจ้า!”
เงาทั้งสิบก้มศีรษะลงพร้อมกันเสียงตอบรับของพวกเขามิได้ดังด้วยลำคอ แต่เป็นเสียงที่ดังจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
เงาทั้งสิบ (พร้อมเพรียง): “ชีวิตนี้ขอถวายแด่ฟ้า... และองค์รัชทายาทหานอวี้จิน! คำสั่งของเงา คือคำสั่งของชีวิต!”
การฝึก ณ ถ้ำหลิงหาน (The Hiding SoulCave)
การฝึกของหน่วยเงาเริ่มต้นทันทีโดยหานอวี้จินมอบอำนาจเต็มที่ให้ไป๋เหิงเซินจัดการ
หานอวี้จิน (กล่าวกับไป๋เหิงเซิน): “ฝึกให้พวกเขาไม่เพียงหายใจเบา... แต่ให้โลกจำไม่ได้ว่าพวกเขาเคยอยู่ พวกเขาต้องกลายเป็นตำนานที่ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้า”
สนามฝึกถูกย้ายไปยัง “ถ้ำหลิงหาน” ซึ่งเป็นพื้นที่ลับที่เต็มไปด้วยโขดหินผาและลำธารในเขตป่าด้านเหนือของจวนทำให้การฝึกสามารถจำลองการสู้รบในทุกสภาพแวดล้อม:
I. ฝึกเงาแห่งกาย(身影- The Shadow of the Body):1. การปีนผาเงียบ: ไป๋เหิงเซินให้ลูกศิษย์ทั้งสิบ ปีนขึ้นหน้าผาสูงห้าจั้ง (ประมาณ 15เมตร) โดยห้ามมิให้ มีเสียงแม้แต่ปลายเล็บเสียดสีกับหินหรือแม้แต่เสียงการหายใจที่ดังเกินไป
o ผลลัพธ์: คนหนึ่งพลาดตกลงมา บาดเจ็บที่ข้อเท้าแต่ลุกขึ้นใหม่ทันที
o ไป๋เหิงเซิน(เดินเข้าไปหยุดตรงหน้า): “เจ็บหรือ?”
o เงาผู้บาดเจ็บ: “ไม่พะย่ะค่ะ... มันคือแรงเตือน”
o ไป๋เหิงเซิน: “ดี — ความเจ็บคือครูที่ซื่อสัตย์ที่สุด และมันจะอยู่กับเจ้าจนกว่าเจ้าจะตาย”
2. การเคลื่อนไหวแบบไร้รอยเท้า: ฝึกการวิ่งผ่านใบไม้แห้งและหิมะ (ใช้ผงถ่านจำลอง) โดย ไม่ทิ้งรอยเท้าและไม่ทำให้วัตถุที่เหยียบมีเสียง
3. การซ่อนตัวในที่แจ้ง: ฝึกการใช้แสงและเงาของวัตถุรอบข้าง (ต้นไม้, ก้อนหิน)เพื่อพรางตัว โดยใช้ กลยุทธ์ “หนึ่งส่วนสาม” (ซ่อนร่างกายสองส่วนสามไว้ในเงามืด)
II. ฝึกเงาแห่งใจ (心影 -The Shadow of the Mind):1. การทนต่อความเจ็บปวด: ฝึกการยืนนิ่งกลางสายฝนที่ตกหนักหรือหิมะโดย ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ต่อความหนาวเย็นหรือความเจ็บปวด
o หานอวี้จินมาเยี่ยมในวันที่สาม เห็นหน่วยเงากำลังฝึกอยู่กลางฝนหนัก ทุกคนยืนเรียงกันนิ่งท่ามกลางสายฝนแม้สายฟ้าฟาดก็ไม่ขยับแม้แต่นิ้ว
o หานอวี้จิน (มองไป๋เหิงเซิน):“เจ้าฝึกพวกเขาให้เป็นคน... หรือเป็นเงาที่ไร้ความรู้สึก?”
o ไป๋เหิงเซิน (ตอบเรียบ):“ทั้งสองอย่างพะย่ะค่ะ ในสนามรบเงาสามารถปกป้องได้มากกว่าคนที่ยืนกลางแสง เพราะเงาไม่มีสิ่งที่ศัตรูจะใช้ข่มขู่ได้”
2. การควบคุมการหายใจ: ฝึกควบคุมลมหายใจให้เบาและช้าที่สุด เพื่อให้ชีพจรเต้นช้าลง(คล้ายการทำสมาธิแบบนักรบ) เพื่อรอโอกาสโจมตีที่สมบูรณ์แบบ
III. ฝึกเงาแห่งจิต(靈影- The Shadow of the Spirit):1. การอ่านจังหวะศัตรู: ฝึกการต่อสู้ในที่มืดโดยใช้เพียงการ ฟังจังหวะการหายใจ และ การเหวี่ยงของอาวุธเพื่อคาดเดาจุดที่ศัตรูจะโจมตีในเสี้ยววินาที
2. อาวุธกลไก: หานอวี้จินมอบ ธนูกลไกคันเล็ก ที่ยิงได้สามลูกต่อหนึ่งจังหวะ (Triple-ShotHand Crossbow) ให้หน่วยเงาใช้
o หานอวี้จิน: “นี่คืออาวุธใหม่ ข้าอยากให้หน่วยเงาเป็นคนแรกที่ใช้มัน เพราะมันต้องใช้ความแม่นยำและความเยือกเย็นที่พวกเจ้ามี”
o ไป๋เหิงเซิน (ทดสอบอย่างเงียบๆ): “มันเบา แต่แรงมาก... ท่านสร้างสิ่งที่ศัตรูมองไม่เห็นและฆ่าเขาได้ในเงาเดียว”
บททดสอบสุดท้าย — หัวใจที่มั่นคงคืนหนึ่ง หานอวี้จินสั่งให้จัดการ “บททดสอบสุดท้าย”
หานอวี้จิน: “ข้าเองจะเป็น เป้าหมายและให้หน่วยเงาทั้งสิบเข้ามาจับข้า โดยที่ข้าต้องไม่รู้ตัวแม้แต่วินาทีเดียว”
เงาทั้งสิบคนแยกย้ายกันซ่อนตัวในความมืดรอบเรือนหานอวี้จินนั่งอ่านตำราในห้องหนังสืออย่างสงบเงียบ
เมื่อถึงกลางคืนเสียงระฆังเล็กที่หานอวี้จินผูกไว้กับขาโต๊ะตัวหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ(จากแรงสั่นสะเทือนที่มาจากการเคลื่อนไหวที่ผิดพลาดของเงาที่อยู่ใกล้)
หานอวี้จินพูดเบา ๆ โดยไม่หันกลับ: “ถ้าข้าได้ยินเสียงแม้แต่ครั้งเดียว พวกเจ้าจะตายก่อนถึงตัวข้า... เพราะนั่นคือความประมาท”
เงาหลักสามคนพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน: เงาหนึ่งจากด้านบน (หลังคา)อีกสองเข้าทางด้านข้าง (หน้าต่าง)
ทันใดนั้น หานอวี้จินโยน ผงแร่บางชนิด (คาดว่าเป็นผงหินสว่างที่ใช้ในการผลิตเกลือ) ขึ้นในอากาศควันสีเทาอมขาวแผ่คลุมในรัศมีสามจั้ง ผงนี้จะสะท้อนแสงจันทร์ ทำให้มองเห็น เงาจางๆ ของผู้ที่พรางตัวอยู่ในความมืด!
หานอวี้จิน (ขณะหมุนตัวหลบ): “ในสนามรบที่แท้จริง...ไม่มีเงาไหนล่องหนได้! มีเพียงคนที่รู้ว่าเมื่อไรควรหายไปและเมื่อไรควรปรากฏตัว”
เสียงดาบเฉือนอากาศดัง ฉวะ! เงาหลักถูกขวางไว้ในจังหวะสุดท้ายหานอวี้จินใช้ปลายดาบหานเฟิงแตะลงที่ลำคอของ ไป๋เหิงเซิน ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยเงาซึ่งเป็นเงาที่เร็วที่สุด
หานอวี้จิน: “เจ้าเร็ว...แต่จังหวะสุดท้ายเจ้าหยุด เพราะลังเลที่จะทำร้ายข้า ทำไม?”
ไป๋เหิงเซิน (คุกเข่าลงทันที): “ข้าไม่อาจชักดาบใส่ผู้ที่ข้าปกป้องได้พะย่ะค่ะนั่นคือคำสัตย์ที่ข้าให้ไว้”
หานอวี้จินหัวเราะเบา ๆ และเก็บดาบ
หานอวี้จิน: “งั้นเจ้าก็ผ่านแล้ว —เพราะหน่วยเงาของข้าไม่ต้องมีมือที่ไวที่สุด... แต่ต้องมีหัวใจที่มั่นคงที่สุดจงจำไว้ว่าภารกิจของเจ้ามิใช่การสังหาร แต่คือการ ปกป้อง!”
คำสาบานแห่งเงาที่ไม่มีวันดับหลังการทดสอบ หานอวี้จินพาทั้งสิบคนมาที่ลานน้ำตกหลังจวนแสงจันทร์สะท้อนบนผิวน้ำเป็นประกาย
หานอวี้จินกล่าวเสียงหนัก: “พวกเจ้าทั้งสิบจากนี้จะไม่มีชื่ออีก แต่จะมีรหัส — เงาที่หนึ่งถึงเงาที่สิบ เงาที่หนึ่ง(ไป๋เหิงเซิน) จะนำเงาที่เหลือ หากวันหนึ่งข้าตาย... พวกเจ้าจงปกป้องสิ่งที่ข้าทิ้งไว้แทนข้าปกป้องแสงสว่างของแผ่นดินนี้”
ทุกคนชักดาบขึ้นพร้อมกัน แล้วฟันลงบนผิวน้ำอย่างรุนแรงเสียงสะท้อนดังก้องเหมือนเสียงคำสาบานแห่งฟ้าและน้ำ
คำสาบาน (เสียงพร้อมเพรียง): “ข้าคือเงาแห่งแผ่นดินหาน!ข้าจะไม่มีชื่อ! ข้าจะไม่มีหลุมศพ! มีเพียงคำสัตย์ที่ไม่มีวันดับ!”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่ชายแดนแคว้นฉี หลิวซือซือ หญิงในชุดคลุมดำผู้เคยลอบสังหารรัชทายาทครั้งแรกยืนมองไปทางทิศใต้ (แคว้นหาน) ใบหน้างดงามแต่เยือกเย็น
ชายชราในชุดผ้าไหมสีเทา (คนสนิท): “ท่านหญิง...ข่าวเรื่องรัชทายาทหานอวี้จินสร้างกองทัพและอาวุธแบบใหม่เริ่มแพร่ไปทั่วตลาดชายแดนจริงขอรับกองกำลังของเขาอาจเป็นอุปสรรคต่อแผนของพวกเรา”
หลิวซือซือ (ยกยิ้มเยือกเย็น): “งั้นก็ได้เวลา...ส่ง ‘หน่วยควันเลือด’ (Blood Smoke Unit) ของเราไปเล่นกับเขาบ้าง พวกเขาเก่งกาจในการใช้พิษและภาพลวงตา ข้าอยากรู้ว่าปัญญาของรัชทายาทจะหยุดความตายที่มองไม่เห็นได้อย่างไร”
สงครามที่แท้จริงไม่เพียงแค่การปะทะด้วยอาวุธแต่คือการปะทะระหว่าง ปัญญาและกลไก (หานอวี้จิน) กับ ศาสตร์มืดและพิษ(หลิวซือซือ) ที่กำลังจะมาถึง
หานอวี้จิน (ยืนอยู่บนหอสูง): “เมื่อใดที่ข้าไม่อาจถือดาบ...เจ้าทั้งหลายคือมือของข้า” ไป๋เหิงเซิน (ตอบเสียงหนักแน่นจากเบื้องล่าง):“และเมื่อใดที่ท่านลืมถือดาบ... พวกข้าจะยกมันคืนให้ท่าน!”