ตอนที่ 25 แลกเปลี่ยน
เมืองกวงหลิงกว้างใหญ่อย่างมาก
หลี่เฉินอันที่อยู่ด้านนอกศาลาว่าการคล้ายกับได้โยนก้อนหินลงไปกลางทะเลสาบฮั่วผิง
ถึงแม้จะเกิดระลอกคลื่นเป็วง ๆ ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้ถูกส่งออกไปทั่วทั้งทะเลสาบฮั่วผิง ทว่ายังเกิดผลกระทบขนาดใหญ่ในที่ใดที่หนึ่งอยู่ดังเก่า
อย่างเช่นที่จวนเสิ่น
ที่จวนฮั่ว
จวนจงหลี
และจวนโจวฝู่แห่งกวงหลิงด้วยเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่ายามที่เขาเดินออกไปจากศาลาว่าการนั้น เขาสามารถดึงดูดสายตาของคนเหล่านี้ได้ คนเหล่านี้ถึงเพิ่งได้รู้ว่าเ้าโง่ที่ถูกขับออกจากจวนหลี่ได้เปลี่ยนไปจนไม่เหมือนเดิมโดยแท้จริง
เื้ัของเขาจะต้องเป็ผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมากเป็แน่ !
แต่สุดท้ายแล้วผู้ที่อยู่เื้ัเขาจะเป็ผู้ใด ไม่มีผู้ใดทราบได้นอกจากใต้เท้าหลิวจั๋ว คนอื่นต่างก็คิดว่าต้องเป็จวนจงหลีแน่แท้
จงหลีชิวหยางได้แต่นิ่งเงียบกับเื่นี้ ลอบคิดว่าหรือจะเป็น้องสาวจริง ๆ เยี่ยงนั้นหรือ ?
ยามเย็น
ตระกูลเสิ่นแห่งกวงหลิง
สีหน้าของเสิ่นเชียนซานยามนี้อึมครึมจนคล้ายจะสามารถบิดน้ำออกมาได้
เขาได้เชิญหมอมาใส่ยาให้บุตรชายของเขาแล้ว ใบหน้าของบุตรชายในตอนนี้ถูกห่อเอาไว้ราวกับบ๊ะจ่าง
“ท่านพ่อ ท่านพ่อ ท่านพ่อจะต้องล้างแค้นให้ลูก ! ”
เสิ่นเชียนซานสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และมองไปทางบุตรีเสิ่นเฉียวเตี๋ย
“วันที่ 3 เดือน 3 บทกวีภมรรักบุปผาที่ปรากฎขึ้นทะเลสาบฮั่วผิงนั้น หลี่เฉินอันเป็ผู้ประพันธ์จริงหรือ ? ”
“เรียนท่านพ่อ ลูกมั่นใจว่าเขาเป็ผู้ประพันธ์ เพราะวันนั้นลูกก็อยู่บนเรือของคุณหนูสามด้วยเช่นกัน เป็คุณหนูสามที่กล่าวออกมาเอง”
ฮั่วฉวนิผู้พิพากษากวงหลิงที่นั่งอยู่อีกด้านก็เอ่ยถามด้วยคิ้วขมวดนิ่ว “มีความเป็ไปได้อีกทางหรือไม่ ? ”
“หลายวันก่อนหน้านั้นได้รับจดหมายจากน้องรองที่ส่งมาจากเมืองหลวง ในจดหมายกล่าวว่าเฉิงกั๋วกงตั้งมั่นหวังอยากได้จงหลีรั่วสุ่ยมาเป็สะใภ้ตระกูลเฉิงของเขา......น้องรองบอกว่าเมื่อเฉิงกั๋วกงไปจวนติ้งกั๋วโหวด้วยตนเองคราวนั้น ยามออกมากลับดูมีท่าทีอับอาย คิดว่าคงถูกฮูหยินใหญ่ฝานเถาฮวาตำหนิมา”
“ผู้ที่กล้าเมินเฉยต่อกั๋วกงทั้งห้าแห่งแคว้นหนิง คาดว่าคงมีแค่ฮูหยินใหญ่ฝานท่านนี้เช่นกัน”
“น้องรองกล่าวว่าฮูหยินใหญ่ฝานรักใคร่หลานสาวจงหลีรั่วสุ่ยอย่างมาก กล่าวกันแล้ว สิทธิ์ในการเลือกบุตรเขยคงเป็ของจงหลีรั่วสุ่ยแต่เพียงผู้เดียว”
“ดังนั้นเฉิงกั๋วกงจึงพาหลานชายเฉิงเจ๋อมายังเมืองกวงหลิง”
“เยี่ยงนั้น วิธีการที่ดีที่สุดที่จงหลีรั่วสุ่ยจะนำมาใช้ปฏิเสธการหมั้นหมายคราวนี้คือวิธีใดกัน แน่นอนว่าการปฏิเสธซึ่งหน้านั้นไม่ใช่เื่ที่เหมาะสม สุดท้ายจะเป็การหักหน้าเฉิงกั๋วกง ดังนั้นนางจึงต้องใช้วิธีการคัดเลือกบุตรเขยจากงานชุมนุมวรรณกรรม”
“แต่งานชุมนุมวรรณกรรมคราวนั้นกลับไม่มีผู้ชนะ แม้แต่ซูมู่ซินและคุณชายใหญ่ฉีเองก็ยังผิดหวังเช่นกัน ดังนั้น ข้ากลับคิดว่าจนถึงตอนนี้ จงหลีรั่วสุ่ยก็ยังหาบุตรเขยที่ตรงกับใจของนางไม่เจอ”
“ประจวบกับที่ท่านผู้าุโฮัวหม่านถิงมาที่เมืองกวงหลิงในเวลานั้นด้วยเช่นกัน เป็ไปได้หรือไม่ที่ท่านผู้าุโจะเป็ผู้ประพันธ์ภมรรักบุปผา และเลือกให้เ้าโง่หลี่เฉินอันมาเป็ผู้รับหายนะนี้ไป ? ”
เสิ่นเชียนซานและเสิ่นเฉียวเตี๋ยตกตะลึงไปชั่วครู่ จากนั้นก็ได้ยินฮั่วฉวนิกล่าวอีกว่า:
“ตัวข้าได้ส่งคนออกไปตรวจสอบพื้นเพของหลี่เฉินอันแล้ว เขาไม่มีทางที่จะประพันธ์บทกวีนั้นขึ้นมาได้ เมื่อครู่หลานสาวกล่าวว่าบทกวีนั้นได้รับการยกย่องจากนักปราชญ์าุโฮัวอย่างมาก... เกรงว่าจะเป็การร่วมแสดงปาหี่เสียมากกว่า ! ”
“เยี่ยงไรความสัมพันธ์ระหว่างฮัวหม่านถิงและจงหลีพั่วยามอยู่ที่เมืองหลวงก็ใกล้ชิดกันไม่น้อย เขาลงมือด้วยตนเอง จุดประสงค์ก็คือเพื่อให้จวนจงหลีมีหนทางประนีประนอมในยามที่มีคนมาสู่ขอ”
“แน่นอน คาดว่าคงมีการแลกเปลี่ยนส่วนตัวกับหลี่เฉินอันแล้วเช่นกัน... บางทีคงให้เงินหลี่เฉินอัน ไม่อย่างนั้นเขาจะเอาเงินจากไหนมาเปิดร้านได้ ? ”
“สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เกรงว่าจวนจงหลีคงจะตอบรับคอยคุ้มกันให้หลี่เฉินอันด้วยเช่นกัน ดังนั้นวันนี้หลี่เฉินอันถึงได้กล้าทำร้ายคุณชายที่หน้าศาลาว่าการอย่างไร้ยางอาย”
“นอกจากนี้ ผู้ที่เอ่ยปากให้ปล่อยตัวหลี่เสี่ยวฮวาก็คือใต้เท้าหลิวที่แต่เดิมไม่ได้ใส่ใจเื่เล็กน้อยเหล่านี้เลย ! ”
“ใต้เท้าหลิวคือศิษย์คนโปรดของฮัวหม่านถิง ! ”
เสิ่นเชียนซานตกตะลึง
เสิ่นเฉียวเตี๋ยครุ่นคิดตามแล้วก็พยักหน้าเช่นกัน “ที่ท่านลุงกล่าวมานั้นถือว่าวิเคราะห์ได้สมเหตุสมผล หลานเพิ่งจะได้เข้าใจ แท้จริงแล้วเป็เยี่ยงนี้นี่เอง ! ”
เสิ่นเชียนซานสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกล่าวว่า “กล่าวได้ว่า......คราวนี้บุตรชายของข้าถูกกระทำไปโดยเสียเปล่าหรือ ? ”
ฮั่วฉวนิส่ายหน้าและยิ้มบาง “ไม่มีเหตุที่จะต้องถูกกระทำโดยเสียเปล่า”
“เยี่ยงไรหลี่เฉินอันก็แค่สามัญชน จวนจงหลีใช้ประโยชน์จากเขาใน่เวลานี้ ไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องเขาไปตลอดชีวิตเสียหน่อย ! ”
“ข้าได้ยินว่าบ่ายวันนี้ เฉิงกั๋วกงจะเดินทางมาถึงเมืองกวงหลิง หากเขาสู่ขอล้มเหลวก็ต้องกลับเมืองหลวงไปอย่างแน่นอน”
“ทันทีที่เฉิงกั๋วกงจากไป จวนจงหลีก็จะปฏิเสธการแต่งงานสำเร็จ หลี่เฉินอันก็จะหมดประโยชน์ และจวนจงหลีเองก็จะไม่สนใจในตัวเขาอีกต่อไปเช่นกัน”
“เมื่อถึงตอนนั้น......”
ดวงตาของฮั่วฉวนิหรี่ลงช้า ๆ ภายในแววตาทอประกายเย็นวาบ
“เมื่อถึงเวลานั้น ก็สามารถใช้วิธีเล็ก ๆ น้อย ๆ มาจับตัวเขาเข้าคุกได้แล้ว และความคับแค้นใจที่คุณชายได้รับมาทั้งหมดจะให้หลี่เฉินอันชดใช้กลับมาเป็ร้อยเท่าก็ย่อมได้ ! ”
เสิ่นเชียนซานยกมือคำนับ “ขอขอบคุณพี่ฮั่ว ! ”
“ไม่ต้องเกรงใจ ในไม่ช้าตระกูลฮั่วและตระกูลเสิ่นก็จะเป็ครอบครัวเดียวกัน”
“รอชูฝานกลับมาจากเมืองหลวง จวนฮั่วก็จะรุดหน้ามาสู่ขอที่ตระกูลเสิ่น”
“เพียงแค่เ้าต้องใส่ใจกับเื่ที่ข้าเคยบอกกับเ้าเอาไว้ ธัญพืชฤดูใบไม้ร่วงของเจียงหนาน......ไม่ว่าจะต้องจ่ายไปเท่าไหร่ ความตั้งใจของน้องรองจะคุ้มค่าอย่างแน่นอน ! ”
“ข้าจดจำเอาไว้มาโดยตลอด ตอนนี้ได้เริ่มลงหมากไว้ในแต่ละอำเภอของเจียงหนานแล้ว เพียงแต่......เพียงแต่เ้าแซ่ไช่ผู้นั้นหยั่งรากลึกในเจียงหนานมานาน ค่อนข้างรับมือได้ยาก”
ฮั่วฉวนิยกยิ้มบาง เขาลุกขึ้นยืน “ไม่ต้องรีบร้อน ข้าได้จัดการทางไช่เจิงเหยาแล้ว”
เสิ่นเชียนซานดีใจอย่างมาก จึงรุดขึ้นยืนเช่นกัน จากนั้นก็โค้งคำนับ “ส่วนของไช่เจิงเหยา รวมตระกูลเสิ่นเข้าไปด้วยรวมเป็สามส่วน”
“อือ หัวหน้าตระกูลเสิ่นมีความตั้งใจก็ดี”
“ขอขอบคุณพี่ฮั่ว ข้าเชิญพี่ฮั่วให้อยู่ร่ำสุราด้วยกันสักสองจอกได้หรือไม่ ? ”
“วันอื่นแล้วกัน วันนี้จวนฮั่วก็มีแขกมาเช่นกัน”
……
……
ทั้งบ่ายนี้ หลี่เฉินอันวุ่นวายอยู่ที่เรือนด้านหลังของร้านสุรา
หลี่เสี่ยวฮวาและชุ่ยซานเหนียงได้ย้ายออกจากร้านธัญพืชตรงตลาดตะวันตกมาแล้ว ธัญพืชในคลังของเขานั้นมีไม่มาก แต่ยังมีอยู่เต็มห้องเล็กในเรือนตะวันตกเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ หลี่เฉินอันถึงได้จ่ายออกไปอีกแปดตำลึง
แน่นอนว่าหลี่เสี่ยวฮวาและชุ่ยซานเหนียงย่อมปฏิเสธ สุดท้ายหลี่เฉินอันก็ยังคิดจะจ่ายแปดตำลึงนั้นให้พวกเขาสองแม่ลูกอยู่ดี
หลี่เฉียวซีมาถึงที่นี่ในตอนบ่าย
หลี่เฉินอันพาหลี่เสี่ยวฮวามาเริ่มทำขั้นตอนแรกของการกลั่นสุรา จนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดินถึงได้เสร็จสิ้นการนึ่งธัญพืชนับสิบชั่ง หลังจากกวนเชื้อสุราจนได้ที่แล้ว ก็ให้หลี่เสี่ยวฮวานำธัญพืชเ่าั้ไปใส่ไว้ในถังสุรา แล้วปิดปากถังด้วยผ้าฝ้าย
ต่อจากนั้น ก็คือ่เวลาหมักที่ต้องรอถึง 10-20 วัน
มื้อค่ำได้หลี่เฉียวซีเป็ผู้ทำ
หลังจากนั้น หลี่เฉินอันถึงได้เห็นแล้วว่าที่หลี่เสี่ยวฮวาเคยบอกว่าเขากินอาหารเป็จำนวนมากที่ว่านั้นคือมากเพียงไร
“ข้าให้เ้าใส่ข้าวไปสามชั่งไม่ใช่หรือ ? ”
หลี่เสี่ยวฮวากินไปสามชาม หม้อก็ว่างเปล่าแล้ว
หลี่เฉียวซีรู้สึกเศร้าใจไม่น้อย “ข้าใส่ข้าวลงไปสามชั่งแล้ว แต่เขากลับกินไปถึงสองชั่ง ! ”
หลี่เสี่ยวฮวารู้สึกไม่ดีอย่างมาก เขาก้มหน้าและยิ้มอย่างขัดเขิน “เื่นั้น.....นายน้อย คุณหนู แท้จริงแล้วข้ากินมากกว่าเดิมเล็กน้อย ภายภาคหน้าข้าจะกินให้น้อยลง”
“ยังต้องกินอีกเท่าไหร่จึงจะอิ่ม”
“อ่า... คาดว่าอีกประมาณสามชามก็น่าจะได้แล้ว”
“...พรุ่งนี้หุงข้าวหกชั่ง”
“พี่” หลี่เฉียวซีรู้สึกปวดใจ แต่หลี่เฉินอันโบกมือปัด “คนก็คือเหล็ก ข้าวก็คือที่ลับคม หากไม่ได้กินให้อิ่มท้องก็จะหิวจนกระสับกระส่าย ฟังพี่เอาไว้เถิด ! ”
“นอกจากนี้.....พรุ่งนี้ก็ตื่นเช้าออกไปวิ่งกับข้า ใช่แล้ว ตรอกวัดซื่อเฉินอยู่ที่ใด เ้ารู้หรือไม่ ? ”