ร่องรอยของเหมันต์ฤดูที่เคยหนาวเหน็บจนบาดลึกถึงกระดูกได้จางหายไปจากผืนดินของจวนตระกูลเสิ่นจนเกือบหมดสิ้นแล้วหิมะที่เคยทับถมหนาตามลานกว้างและหลังคากระเบื้องดินเผาละลายกลายเป็หยดน้ำซึมซาบลงสู่ผืนดินเพื่อหล่อเลี้ยงรากไม้ที่หลับใหลมาเนิ่นนานลมเหนือที่เคยกรีดร้องหวีดหวิวแปรเปลี่ยนเป็สายลมเอื่อยของต้นฤดูใบไม้ผลิหอบเอากลิ่นความชื้นของไอดินและกลิ่นหอมจางๆของหญ้าอ่อนที่เพิ่งแทงยอดพ้นผิวดินมาโลมไล้ทั่วบริเวณ
…
สวนทิศใต้ของอาคารเรือนสี่ประสาน
ต้นท้อใหญ่ที่เคยยืนต้นแห้งโกร๋นท่ามกลางพายุหิมะบัดนี้เต็มไปด้วยตุ่มดอกสีชมพูเรื่อที่พองโตเบียดเสียดกันอยู่บนกิ่งก้านสีน้ำตาลเข้มมันยังไม่ได้ผลิบานออกเป็กลีบดอกที่สมบูรณ์ทว่าพลังงานแห่งชีวิตที่อัดแน่นอยู่ภายในนั้นสื่อสารให้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่กำลังจะมาเยือนในอีกไม่ช้า
ติง... ติง...
เสียงป้ายหยกมันแพะกระทบกับพู่ไหมกังวานใสลอยแว่วมาตามระเบียงทางเดินไม้กระดานทว่าจังหวะของเสียงในวันนี้แตกต่างออกไปจากปกติมันไม่ได้ดังเป็จังหวะเนิบช้าและรักษากิริยาอาการเฉกเช่นยามที่ผู้สวมใส่ก้าวเดินอยู่ในเขตพระราชฐานทว่ามันดังกังวานด้วยจังหวะที่เร่งรีบ กระฉับกระเฉงและเต็มเปี่ยมไปด้วยความเบิกบานใจอย่างปิดไม่มิด
จ้าวเหยียนโจวในชุดคลุมยาวผ่าหน้าสีงาช้างปักลวดลายเมฆามงคลก้าวเดินยาวๆเข้ามาภายในเขตจวนตระกูลเสิ่นองค์รัชทายาทวัยแปดหนาวเพิ่งเดินทางกลับมาจากพระราชวังหลวงหลังจากต้องกลับไปพำนักอยู่ที่นั่นเพื่อศึกษาวิชาตำรากับอาจารย์หลวงติดต่อกันหลายวัน
ใบหน้าของเด็กชายประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวางที่ลามไปถึงดวงตาสองแขนของเขากระชับกอดวัตถุสองชิ้นที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมสีเข้มไว้แนบอกท่วงท่าของเขาไม่ได้มีความสง่างามที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเป็แบบแผนให้ขุนนางชื่นชมทว่ามันคือท่วงท่าของเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังเก็บซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่และแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะเปิดเผยสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในอ้อมแขนนั้น
เขาเดินลัดเลาะผ่านระเบียงทางเดินมุ่งหน้าตรงไปยังลานกว้างในสวนทิศใต้สถานที่ที่เขาคุ้นเคยและรู้ดีว่าเพื่อนทั้งสองคนของเขามักจะใช้เวลาอยู่ที่นั่น
เมื่อก้าวพ้นมุมเสาไม้แกะสลักภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือความสงบเงียบอันแสนคุ้นตา
ภายใต้ร่มเงาของต้นท้อที่กิ่งก้านเต็มไปด้วยตุ่มดอกเถาอิ่งนั่งคุกเข่าอยู่บนเบาะรองนั่งหน้าโต๊ะไม้ตัวเตี้ยเด็กหญิงในชุดคลุมสีชมพูอ่อนกำลังจดจ่ออยู่กับการตวัดพู่กันลงบนแผ่นกระดาษข้าวรอยหมึกสีดำถูกลากเส้นเป็ลวดลายต่างๆ ตามจินตนาการของวัยเยาว์
ถัดออกไปเพียงหนึ่ง่แขนเสิ่นเยี่ยนฉือในชุดคลุมสีเข้มตัวเต่งนั่งชันเข่าอยู่บนพื้นกระดานไม้แผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรง ทว่าลาดไหล่ผ่อนคลายและปราศจากความระแวดระวังภัยดวงตาที่เคยมืดมิดของเด็กชายทอดมองดูการเคลื่อนไหวของพู่กันในมือเถาอิ่งอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้เอ่ยคำใดออกมารบกวนสมาธิของเธอ
จ้าวเหยียนโจวหยุดฝีเท้าลงชั่วครู่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังคงประดับอยู่เช่นเดิมเขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเป็คนนอกที่กำลังจะก้าวล่วงเข้าไปทำลายความสมบูรณ์แบบนั้นเขาเพียงแค่กวาดสายตามองภาพตรงหน้าซึมซับความเรียบง่ายที่เขาโหยหามาตลอดหลายวันที่ต้องทนอุดอู้อยู่ในท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยคำพูดสับปลับ
"ข้ากลับมาแล้ว!"
จ้าวเหยียนโจวร้องทักเสียงใสทำลายความเงียบงันของลานกว้างอย่างจงใจ เขาเร่งฝีเท้าเดินตรงเข้าไปหาคนทั้งสอง
เถาอิ่งชะงักพู่กันในมือเด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"พี่เหยียนโจว!ท่านหายไปตั้งหลายวันข้าคิดว่าท่านถูกอาจารย์หลวงกักตัวให้คัดตำราจนมือหงิกไปเสียแล้ว"
"ข้าถูกกักตัวให้อ่านฎีกาูเาเลากาต่างหากน่าเบื่อยิ่งกว่าคัดตำราเป็ร้อยเท่า"จ้าวเหยียนโจวบ่นอุบอิบพลางทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นระเบียงไม้ฝั่งตรงข้ามกับเถาอิ่งอย่างไม่รักษากิริยา
"แต่ข้าก็รอดชีวิตกลับมาได้พร้อมกับของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ"
เสิ่นเยี่ยนฉือที่นั่งอยู่ข้างๆไม่ได้เอ่ยคำทักทาย เขาเพียงแค่เบนสายตาจากแผ่นกระดาษข้าวมามองจ้าวเหยียนโจวมุมปากของเด็กชายในชุดสีเข้มขยับยกขึ้นเป็เส้นโค้งที่บางเบาเสียจนแทบมองไม่เห็นทว่ามันคือการต้อนรับที่ชัดเจนที่สุดในแบบฉบับของเขา
จ้าวเหยียนโจววางวัตถุที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมสีเข้มทั้งสองชิ้นลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยเขาไม่ได้มีท่าทีโอ้อวดไม่ได้้าประกาศให้โลกรู้ว่าของที่เขานำมานั้นมีมูลค่ามหาศาลเพียงใดเขาเพียงแค่ตื่นเต้นที่จะได้มอบมันให้กับคนที่เขาคิดถึง
เขาหยิบห่อผ้าชิ้นแรกที่มีลักษณะเป็กล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขึ้นมาแกะปมผ้าไหมออกอย่างเบามือเผยให้เห็นกล่องไม้เนื้อแข็งที่ถูกสลักลวดลายดอกไม้ป่าอย่างวิจิตรบรรจง
"สิ่งนี้ของเ้าเถาอิ่ง"
จ้าวเหยียนโจวเลื่อนกล่องไม้นั้นไปตรงหน้าเด็กหญิง
เถาอิ่งวางพู่กันในมือลงบนที่พักกระเบื้องเคลือบเธอยื่นสองมือออกไปรับกล่องไม้นั้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น นิ้วเล็กๆ ค่อยๆปลดสลักทองเหลืองและเปิดฝากล่องออก
ภายในกล่องไม้ที่ถูกบุกำมะหยี่สีนวลตามีขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กจิ๋ววางเรียงรายกันอยู่นับสิบใบแต่ละใบถูกปิดผนึกอย่างแ่าทว่าเมื่อเถาอิ่งหยิบขวดใบหนึ่งขึ้นมาเปิดจุกก๊อกออกสิ่งที่อยู่ภายในก็ทำให้ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้างจนแทบจะถลน
มันไม่ใช่ผงหมึกสีดำเขม่าสนที่เธอคุ้นเคยทว่ามันคือผงแร่ธาตุบดละเอียดที่มีสีสันสดใสจัดจ้านสีฟ้าครามที่ลึกล้ำราวกับก้นมหาสมุทร สีแดงชาดที่สว่างไสวราวกับโลหิตสีเหลืองทองที่ทอประกายราวกับแสงตะวัน และสีเขียวหยกที่นวลตาราวกับใบไม้ผลิ
"นี่คือ..."เถาอิ่งอุทานเสียงหลง นิ้วของเธอสั่นระริกขณะไล่ััขวดกระเบื้องเ่าั้ทีละใบ
"สีแร่ธาตุจากกองช่างศิลป์หลวง"จ้าวเหยียนโจวอธิบายด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
"ข้าเห็นเ้ามีแต่แท่งหมึกสีดำกับกระดาษข้าวทุกครั้งที่ข้ามาเยือนข้าจำได้ว่าในห้องช่างศิลป์มีแร่สีพวกนี้เก็บไว้มากมายข้าจึงขอเบิกมาให้เ้าชุดหนึ่ง พวกมันสกัดมาจากหินแร่และอัญมณีสีสันของมันจะไม่มีวันซีดจางแม้เวลาจะผ่านไปเป็ร้อยปี"
"ข้าไม่เคยเห็นสีที่สวยงามเช่นนี้มาก่อนเลย!"เถาอิ่งเงยหน้าขึ้นมองเขาดวงตาของเธอเปล่งประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้นอย่างแท้จริงเธอไม่ได้แสร้งทำเป็ดีใจตามมารยาท ทว่าเธอดีใจจนแทบจะะโกอดกล่องไม้นั้นไว้
"ขอบคุณพี่เหยียนโจว!สีแดงนี้... ข้าจะเอามาวาดตุ่มดอกท้อบนกิ่งนั้น!"
เด็กหญิงชี้มือไปยังต้นท้อใหญ่ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาศึกษาวิธีการผสมผงแร่กับกาวน้ำใสที่ถูกเตรียมมาให้ในกล่องโลกของเธอถูกดูดกลืนเข้าไปในสีสันเ่าั้โดยสมบูรณ์
จ้าวเหยียนโจวหัวเราะร่วนเมื่อเห็นปฏิกิริยาอันแสนเป็ธรรมชาติของเธอเขามองดูเถาอิ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมสีก่อนจะหันกลับมามองวัตถุอีกชิ้นหนึ่งที่ยังคงถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมสีเข้มวางอยู่บนโต๊ะ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเล็กน้อยมือขวาเอื้อมไปจับม้วนห่อผ้านั้น
เสิ่นเยี่ยนฉือที่นั่งเงียบมาตลอดเลื่อนสายตาจากกล่องสีของเถาอิ่งมาหยุดอยู่ที่ห่อผ้าในมือของจ้าวเหยียนโจวเขาไม่ได้ขยับตัว ไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นหรือคาดหวังดวงตาสีเข้มของเขายังคงสงบงันและราบเรียบ
จ้าวเหยียนโจวคลายปมผ้าไหมออกเผยให้เห็นม้วนกระดาษที่ถูกทำขึ้นจากผ้าไหมดิบสีขาวนวลแกนของมันทำจากไม้เนื้อแข็งขัดเงา มันไม่ใช่กล่องอาวุธ ไม่ใช่ตำราพิชัยาและไม่ใช่สิ่งของมีค่าที่สามารถนำไปอวดอ้างสถานะได้
เขายื่นม้วนผ้าไหมนั้นไปตรงหน้าเสิ่นเยี่ยนฉือ
"ข้าเดินผ่านหอพักของหอดาราศาสตร์หลวง"จ้าวเหยียนโจวเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่ได้กังวานใสเหมือนตอนที่พูดกับเถาอิ่งทว่ามันลดระดับลงเป็ความราบเรียบที่แฝงไว้ด้วยความสัตย์จริง
"ข้าเห็นสิ่งนี้วางอยู่บนโต๊ะของนักปราชญ์ข้า... ข้านึกถึงเ้า"
เสิ่นเยี่ยนฉือหลุบตาลงมองม้วนผ้าไหมในมือของจ้าวเหยียนโจว
เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะรับมันมาเด็กชายเพียงแค่จดจ้องมองลวดลายของเนื้อผ้าไหมดิบความเงียบโรยตัวลงมาขวางกั้นระหว่างพวกเขาสองคนชั่วอึดใจหนึ่งทว่ามันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดมันเป็การชั่งน้ำหนักของการให้และการรับโดยปราศจากข้อผูกมัดทางการเมือง
ในที่สุด เสิ่นเยี่ยนฉือก็ยื่นมือขวาออกไป
นิ้วเรียวยาวที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการฝึกบีบด้ามดาบไม้ััเข้ากับพื้นผิวเรียบลื่นของม้วนผ้าไหม เขารับมันมาถือไว้ในอุ้งมือน้ำหนักของมันเบาหวิว ทว่ากลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด
เยี่ยนฉือขยับปลายนิ้ว ค่อยๆคลี่ม้วนผ้าไหมนั้นออกเพียงครึ่งหนึ่ง
สิ่งที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้าไหมดิบไม่ใช่อักษรจีนที่เรียงร้อยเป็บทกวีทว่ามันคือภาพวาดของแผ่นฟ้าสีดำสนิทที่ถูกแต่งแต้มด้วยจุดสีขาวและสีเงินนับพันนับหมื่นจุดเส้นสายบางเฉียบถูกลากโยงเชื่อมต่อจุดเ่าั้เข้าด้วยกันเกิดเป็กลุ่มดาวรูปร่างต่างๆ พร้อมกับตัวอักษรขนาดเล็กจิ๋วที่จารึกชื่อของดวงดาวเ่าั้ไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
มันคือแผนที่ดวงดาวฉบับสมบูรณ์ของหอดาราศาสตร์หลวง
เสิ่นเยี่ยนฉือไล่สายตามองลวดลายบนแผนที่นั้นเขามองเห็นกลุ่มดาวเป่ยโต่ว มองเห็นดาวเป่ยจี๋ที่โดดเดี่ยวอยู่ทางทิศเหนือและมองเห็นแม่น้ำสีเงินที่พาดผ่านใจกลางแผ่นฟ้า
ความทรงจำในคืนที่อากาศหนาวเหน็บคืนที่เขานอนหงายอยู่บนพื้นระเบียงไม้แห่งนี้และเอื้อนเอ่ยชื่อของดวงดาวเ่าั้ออกมาทีละดวง ไหลบ่าเข้ามาในห้วงความคิด
เขาจำได้ว่าตนเองพร่ำบอกชื่อดวงดาวเ่าั้เพื่อหลีกหนีจากความทรงจำอันเ็ปในดินแดนทางเหนือทว่าในวินาทีนี้ แผนที่ดวงดาวในมือกลับไม่ได้นำพาความหนาวเหน็บเ่าั้กลับมามันกลับเป็เพียงเครื่องยืนยันว่ามีใครบางคนในค่ำคืนนั้นที่ไม่ได้เพียงแค่นอนฟังเขาพูดผ่านๆ ทว่า 'จดจำ' และใส่ใจในสิ่งที่เขาเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแท้จริง
เขาให้โดยไม่้าสิ่งใดตอบแทนไม่้าคำสาบานแห่งความจงรักภักดีไม่้าให้เสิ่นเยี่ยนฉือตระหนักถึงพระกรุณาธิคุณขององค์รัชทายาทเขาเพียงแค่เห็นแผนที่ดาวแผ่นนี้ แล้วนึกถึงใบหน้าของเด็กชายที่นอนมองฟ้าในคืนนั้น
เสิ่นเยี่ยนฉือค่อยๆม้วนผ้าไหมกลับเข้าที่เดิมอย่างทะนุถนอมที่สุด เขาไม่ได้รีบร้อนไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจอย่างออกนอกหน้าเฉกเช่นเถาอิ่ง
เขาเงยหน้าขึ้น สบตากับจ้าวเหยียนโจว
ดวงตาที่เคยมืดมิดและแห้งผากของเด็กชายในชุดสีเข้มทอประกายบางอย่างที่ลึกล้ำและมั่นคง เขาไม่ได้หลบสายตา ไม่ได้สร้างเกราะป้องกัน
"ขอบใจ"
เสิ่นเยี่ยนฉือเอ่ยออกไปเพียงสองพยางค์น้ำเสียงของเขาเบาและแหบพร่า ทว่าหนักแน่นและชัดเจนที่สุดในความเงียบ
ไม่มีคำสรรเสริญเยินยอ ไม่มีคำว่า'ขอรับ' หรือ'องค์รัชทายาท' นำหน้ามีเพียงคำว่าขอบใจที่ถูกส่งผ่านจากสหายคนหนึ่ง สู่อีกคนหนึ่งโดยตรง
วินาทีที่สองพยางค์นั้นหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของเยี่ยนฉือจ้าวเหยียนโจวไม่ได้มีท่าทีผิดหวังที่ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายช่างเรียบง่ายและแห้งแล้งเขาไม่ได้คาดหวังให้เยี่ยนฉือยิ้มกว้าง หรือกล่าวคำขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตรงกันข้ามริมฝีปากของจ้าวเหยียนโจวขยับยกขึ้นเป็รอยยิ้มที่กว้างที่สุด สว่างไสวที่สุดและจริงใจที่สุดเท่าที่เคยปรากฏบนใบหน้าของเขา
รอยยิ้มของจ้าวเหยียนโจวไม่ใช่รอยยิ้มของผู้ที่ได้รับชัยชนะทว่ามันคือรอยยิ้มของคนที่ค้นพบว่าตนเองสามารถมอบความอบอุ่นให้กับใครสักคนได้สำเร็จ
"รักษาเก็บมันไว้ให้ดีเล่า"จ้าวเหยียนโจวกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ
"หากเ้าทำมันขาดข้าคงโดนอาจารย์หลวงตีมือหักแน่ๆ โทษฐานแอบขโมยของหลวงออกมา"
เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้ตอบคำใดเขาเพียงแค่วางม้วนแผนที่ดาวลงบนตักของตนเอง วางสองมือทับลงไปอย่างเงียบเชียบเป็การปกป้องสิ่งของชิ้นนั้นด้วยสัญชาตญาณ
บรรยากาศบนระเบียงไม้ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นและเป็ธรรมชาติไม่มีใครเอ่ยถึงของขวัญทั้งสองชิ้นนั้นอีกเถาอิ่งเริ่มจุ่มพู่กันลงในสีฟ้าครามและสีแดงชาดละเลงมันลงบนกระดาษข้าวด้วยความเพลิดเพลิน จ้าวเหยียนโจวนอนแผ่หลาลงบนพื้นกระดานไม้เริ่มต้นบ่นเื่อาหารในวังที่จืดชืดและซ้ำซาก
ส่วนเสิ่นเยี่ยนฉือเขานั่งชันเข่ารับฟังเสียงบ่นเ่าั้อย่างเงียบสงบสายตาทอดมองดูการเคลื่อนไหวของพู่กันในมือเถาอิ่งสลับกับมองผืนฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีในยามบ่ายคล้อย
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่ายไร้ซึ่งความซับซ้อน ไร้ซึ่งดราม่าหรือความตึงเครียดใดๆ
แสงแดดอ่อนจางของต้นฤดูใบไม้ผลิสาดส่องลงมากระทบวัตถุสองชิ้นที่วางอยู่บนโต๊ะและบนตักภาพวาดที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแร่ธาตุสดใสสะท้อนประกายระยิบระยับม้วนผ้าไหมสีขาวนวลที่จารึกร่องรอยของจักรวาลนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยด้าน
และรอยยิ้มของเด็กชายในชุดสีงาช้างที่ยังคงกังวานใสและไร้ซึ่งเงาแห่งความสูญเสียใดๆ ทาทับ