กลีบปากทั้งคู่ของหมิงเป่าจู่เม้มแน่นเก็บนิ้วเรียวเข้าที่เดิม ไม่เอ่ยวาจาใดๆ ออกมาอีก
ส่วนหมิงเป่าอวี้เห็นพี่สาวถูกบีบให้ยอมรับความพ่ายแพ้ก็แอบนั่งหัวเราะอยู่ข้างๆ
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ทุกคนต่างพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว แต่หมิงเป่าจูยังคงถูกบรรยากาศมาคุรอบกายหลี่ไหวฺอวี้กดดันตลอดช่วงเช้าจึงไม่กล้าพูดอะไรออกมา
ในที่สุดหลี่ไหวฺอวี้ก็เป็นฝ่ายลุกขึ้นยืนเป็นคนแรกแล้วเดินนำหน้าไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง สองพี่น้องถึงเร่งฝีเท้าตามไปติดๆ
เมื่อเดินต่อมาได้อีกครึ่งทางก็มาถึงตัวเมืองในขณะที่กำลังเดินผ่านตลาด หมิงเป่าอวี้ก็มองซ้ายมองขวาอย่างอดไม่ได้
แม้ก่อนหน้านี้จะเคยติดตามพี่สาวมาสองครั้งแล้วทว่าความหมายครั้งนี้กลับแตกต่างออกไปอย่างยิ่งยวด ต่อไปที่นี่จะเป็นบ้านของตนเองแล้วเขาต้องทำความคุ้นเคยให้ดีเสียก่อน
ขณะที่ทั้งสามกำลังเดินเล่นไปตามตรอกซอกซอยหมิงเป่าจูก็ได้ยินเสียงใครบางคนเรียกชื่อตน พอหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นหลี่อวิ๋นผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือเรื่องรูปโฉมจนได้ฉายาว่า‘เต้าหูซีซือ[1]’
“เป่าจู หมิงเป่าจู!”
ตอนนั้นหลี่อวิ๋นกำลังช่วยมารดาขายเต้าหู้อยู่พอดีลูกค้าต้องการเต้าหู้สองตำลึง[2]นางจึงใช้มีดคมหั่นลงไปสองครั้งเป็นแนวยาว วางบนตาชั่งโดยไม่ต้องเพิ่มหรือลด น้ำหนักได้สองตำลึงพอดิบพอดี
นางติดตามมารดาค้าขายมาตั้งแต่เด็กฝึกฝนจนกลายเป็นความชำนาญ มองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าควรตัดมากน้อยเพียงใด
หลังจากส่งลูกค้าไปแล้วก็เงยหน้ามองผู้คนสัญจรไปมาด้วยความเบื่อหน่าย ทันใดนั้นก็เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับหมิงเป่าจูแต่ก็ยังไม่กล้าฟันธง
เพราะอาภรณ์บนเรือนร่างของสตรีผู้นั้นดูหรูหราและประณีตยิ่งไม่เก่าๆ ขาดๆ เหมือนที่หมิงเป่าจูสวมใส่ประจำ
แต่เมื่อมองอีกสองคนที่เดินตามหลังมาคนหนึ่งหน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลา อีกคนรูปโฉมโดดเด่นเหนือสามัญ จึงยิ่งมั่นใจในการคาดเดาของตนเองคนผู้นี้ก็คือหมิงเป่าจู!
หมิงเป่าจูเห็นว่าเป็นหลี่อวิ๋นจึงเบนปลายเท้าเลี้ยวไปทางร้านขายเต้าหู้ทันที ส่วนสองพี่น้องที่เดินตามหลังมาย่อมต้องเดินตามไปเช่นกัน
“เป่าจู วันนี้มาซื้อของแต่เช้าเลยหรือไหวฺอวี้ เป่าอวี้ พวกเจ้าก็มาด้วยหรือ”
หลี่อวิ๋นทักทายหมิงเป่าจูก่อนเมื่อเห็นหลี่ไหวฺอวี้ใบหน้าของนางก็แดงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนเอ่ยทักทายเขาด้วยเช่นกัน
“มิได้มาซื้อของหรอกเสี่ยวอวิ๋น ต่อไปพวกเราก็จะเป็นเพื่อนบ้านกันแล้วนะ”
บนใบหน้าของหมิงเป่าจูอาบอิ่มไปด้วยรอยยิ้มสดใสแม้แต่คนที่พบเห็นก็พลอยรู้สึกเบิกบานใจไปด้วย
แท้จริงแล้วสิ่งที่นางพูดเป็นเพียงการเปรียบเปรยเพราะบ้านของพวกเขายู่ห่างกันถึงสองตรอก เพียงแต่ต้องการสร้างบรรยากาศเท่านั้น!
“อ๋า... พวกเจ้าย้ายมาอยู่ในเมืองแล้ว?” หลี่อวิ๋นเอ่ยอย่างประหลาดใจ
สายตากวาดมองเสื้อผ้าชุดใหม่ของทั้งสามคนอย่างพิจารณาไฉนนางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าหมิงเป่าจูร่ำรวยถึงเพียงนี้ รู้กันอยู่ว่าบ้านในเมืองราคาไม่ใช่ถูกๆ
“ใช่แล้ว อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไรต่อไปเจ้าแวะไปเป็นแขกที่บ้านข้าได้ทุกเมื่อ” หมิงเป่าจูพยักหน้า เมื่อนึกถึงชีวิตในเมืองก็รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย
“จริงหรือ เช่นนั้นก็ดียิ่ง!ตอนนี้พวกเจ้ากำลังจะไปไหนกันหรือ”
หลี่อวิ๋นดีใจเป็นอย่างยิ่งตั้งแต่พบกันในคืนเทศกาลจงหยวน นางก็ไม่ได้เจอสามพี่น้องนานแล้ว
บัดนี้พวกเขาย้ายมาอยู่ในเมืองแล้วหอสูงอยู่ใกล้น้ำไหนเลยจะมิได้ได้ยลจันทร์ก่อน[3]หากไม่เพราะมารดามองว่าทั้งสามยากจนขัดสน คงไม่ปฏิเสธมิให้พวกเขาค้างแรมในคืนนั้นเป็นแน่หลี่อวิ๋นคิดพลางลอบมองหลี่ไหวฺอวี้อย่างลับๆ
หากพวกเขาไม่มีธุระนางจะได้อาสาพาเที่ยวชมเมือง ฉวยโอกาสกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น
“คิดไว้ว่าจะเข้าไปทำความสะอาดสถานที่ก่อนแล้วค่อยไปซื้อตู้โต๊ะต่างๆ กับข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น”
วันนี้คงวุ่นวายทั้งวันร้านค้าและเรือนด้านหลังล้วนต้องทำความสะอาด การซื้อข้าวของก็นับว่าเป็นงานที่ใช้เวลามากพวกเขามีกันเพียงไม่กี่คน ไม่รู้ว่าต้องทำกันถึงเมื่อไร
“ให้ข้าไปช่วยหรือไม่”
หลี่อวิ๋นเอ่ยอย่างกระตือรือร้นพูดพลางปลดผ้ากันเปื้อนออก
“พี่หลี่อวิ๋น หากท่านไปกับพวกเราแล้วที่แผงนี้จะทำเช่นไรเล่า” หมิงเป่าอวี้เอ่ยถาม
“ท่านแม่ ข้าไปช่วยงานที่บ้านเป่าจูกลับมาเย็นหน่อยนะเจ้าคะ” หลี่อวิ๋นถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วหันไปตะโกนบอกหม่ากุ้ยฮวา
“ไปเถอะ ไปเถอะ แต่อย่าสร้างปัญหาเพิ่มให้ผู้อื่นก็พอ”หม่ากุ้ยฮวายิ้มพลางตอบตกลงโดยไม่ลังเล
“ไปกันเถอะ” หลี่อวิ๋นเอ่ยด้วยสีหน้าเบิกบาน
หมิงเป่าจูมองหม่ากุ้ยฮวาด้วยสายตาประหลาดใจเล็กน้อยภาพเหตุการณ์ที่ถูกปฏิเสธไม่ให้ค้างแรมในคืนเทศกาลจงหยวนยังคงติดอยู่ในความทรงจำ
มารดาของหลี่อวิ๋นคงเห็นว่าพวกเขายากจนจึงไม่ยอมให้เข้าบ้านเป็นแน่ ไฉนครานี้ถึงได้พูดจาดีนัก น่าแปลกจริงๆ
หรือว่าแท้จริงแล้วนางดูผิดไปก่อนหน้านี้พวกนางมีเรื่องลำบากใจบางอย่างจริงๆ
สิ่งที่หมิงเป่าจูไม่รู้ก็คือตั้งแต่ที่ทั้งสามปรากฏตัว หม่ากุ้ยฮวาก็แอบฟังพวกเขาคุยกันอยู่ตลอด
เดิมทีก็คิดจะเข้าไปขวางไม่ให้หลี่อวิ๋นพูดคุยกับคนพวกนี้ แต่ยังไม่ทันทำอะไร ก็ได้ยินเรื่องที่พวกเขาย้ายมาอยู่ในเมือง
นางกับหลี่อวิ๋นสมกับเป็นแม่ลูกคิดไปในทางเดียวกันทุกอย่าง บ้านในเมืองราคาไม่ใช่ถูกๆ เลย
ทว่าขณะที่หลี่อวิ๋นรู้สึกยินดีกับพวกเขาส่วนหม่ากุ้ยฮวากลับไม่ใช่
ไม่ว่าบ้านหลังนี้พวกเขาจะเช่าหรือซื้อก็ตามอย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีลู่ทางในการหาเงิน ซ้ำยังไม่น้อยอีกด้วย ดังนั้นนางย่อมไม่คิดขัดขวางอีกต่อไป
“เป่าจู นี่หรือบ้านของพวกเจ้า”หลี่อวิ๋นอ้าปากค้าง รู้สึกคาดไม่ถึง
เมื่อทั้งสี่เดินอ้อมมาทางด้านหลังของถนนฉางหรงมายืนอยู่หน้าประตูเรือนหลังหนึ่ง หลี่อวิ๋นก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง ยิ่งได้เห็นหมิงเป่าจูหยิบกุญแจออกมาไขนางก็ยิ่งไม่กล้าก้าวเท้าเข้าไป
เพราะที่นี่คือถนนที่คึกคักที่สุดในอำเภอติ้งเหลียงเรือนทุกหลังล้วนมีลานกว้าง ซ้ำยังเชื่อมต่อกับร้านค้าด้านหน้าอีกด้วย
“เป่าจู หรือว่าร้านค้าด้านหน้า...”หลี่อวิ๋นเอ่ยถามอย่างลังเล
“ใช่ ข้าซื้อร้านค้านี้ไว้แล้ว”หมิงเป่าจูตอบอย่างฉะฉานชอบด้วยเหตุผล
ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านหมิงเป่าอวี้ก็ตื่นเต้นราวกับเด็กน้อย วิ่งเข้าไปดูรอบๆ บ้าน ส่วนหลี่ไหวฺอวี้แม้จะมิได้แสดงท่าทีมากเท่าเขาแต่ก็เดินสำรวจไปทั่วเช่นกัน
ภายในลานบ้านจึงเหลือเพียงหมิงเป่าจูกับหลี่อวิ๋นเท่านั้น
“เจ้าคิดจะทำการค้าใดหรือ”
หลี่อวิ๋นอดสงสัยไม่ได้ว่าหมิงเป่าจูไปเอาเงินมากมายมาจากไหนถึงสามารถซื้อร้านค้าที่กว้างขวางเช่นนี้ได้
นางเกิดและเติบโตมาในอำเภอติ้งเหลียงจนกระทั่งทุกวันนี้นางยังซื้อแค่มุมหนึ่งของร้านค้าแบบนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่เคยได้ยินหมิงเป่าจูพูดถึงงานฝีมือที่ตนเองถนัดจึงยิ่งสงสัยว่านางจะทำการค้าอันใด
“เปิดโรงหมอ!”
หมิงเป่าจูตอบอย่างหนักแน่นน้ำเสียงเปี่ยมล้นไปด้วยความมุ่งมั่น หลี่อวิ๋นได้ยินคำตอบก็ถึงกับตะลึงพรึงเพริดจนพูดไม่ออก
กระทั่งหมิงเป่าจูยื่นมือมาโบกตรงหน้านางถึงดึงสติกลับมาได้
“จริงสิ ข้าลืมไปได้อย่างไรกันเจ้ารู้วิชาแพทย์นี่นา!”
นางนึกถึงตอนที่พบกับหมิงเป่าจูและหลี่ไหวฺอวี้เป็นครั้งแรกที่ร้านผ้าซ่างจิ่น นางได้เห็นฝีมือการช่วยชีวิตผู้คนอันน่าอัศจรรย์ของหมิงเป่าจูกับตาตัวเอง
“เอ๋ เจ้ารู้ได้อย่างไร”หมิงเป่าจูอดแปลกใจไม่ได้ นางไม่เคยเล่าเรื่องที่ตนเองรู้วิชาแพทย์ให้หลี่อวิ๋นฟังมาก่อน
“ก็คราวก่อนที่เจ้าช่วยชีวิตคนในร้านผ้าซ่างจิ่นอย่างไรเล่าข้าเห็นกับตาตนเองเลย สุดยอดมากจริงๆ! หากเจ้าไม่พูดข้าก็เกือบลืมไปแล้ว” บนใบหน้าของหลี่อวิ๋นเผยแววเลื่อมใสศรัทธาอยู่รางๆ
จะไม่ให้เลื่อมใสได้อย่างไรในเมื่อต่างก็เป็นสตรีเหมือนกัน ตนเองเป็นเพียงแม่ค้าขายเต้าหู้ แต่หมิงเป่าจูกลับเป็นถึงหมอท่านหนึ่ง
เชี่ยวชาญวิชาแพทย์รักษาโรคช่วยชีวิตผู้คน เพียงแค่คิดก็รู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่สตรีสามัญทั่วไปจะทำได้!
หากเป็นเช่นนั้นก็อธิบายได้แล้วว่าเพราะเหตุใดนางถึงสามารถซื้อร้านค้าใหญ่โตเช่นนี้ได้ ในเมื่อเป็นหมอผู้เก่งกาจยังต้องกลัดกลุ้มว่าจะไม่มีเงินอีกหรือ
“ก็มิได้เก่งกาจอย่างที่เจ้าชื่นชมหรอก”หมิงเป่าจูยิ้มอย่างถ่อมตน
วิธีการที่นางช่วยชีวิตเถ้าแก่ร้านผ้าซ่างจิ่นเป็นเพียงการทำซีพีอาร์[4]ธรรมดา แต่คนในยุคนี้ไม่รู้จัก จึงเห็นว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์
[1] เต้าหู้ซีซือ(豆腐西施) หมายถึง เต้าหู้โฉมงามซีซือ (ไซซี) เป็นชื่อของหนึ่งในสี่ยอดหญิงงามล่มแคว้นของประเทศจีน ผู้ได้ฉายา มัจฉาจมวารี
[2] ตำลึง(两) ในที่นี่ เป็นค่าน้ำหนักของจีน1 ตำลึงจีน มีค่าเท่ากับน้ำหนัก 50 กรัม
[3] หอสูงใกล้น้ำได้ยลจันทร์ก่อน(近水楼台先得月) เป็นคำเปรียบเปรยหมายถึงการได้ตำแหน่งหรือทำเลที่ดี ย่อมมีโอกาสได้เปรียบกว่าผู้อื่น
[4] CPR(Cardiopulmonary Resuscitation) คือปฏิบัติการฟื้นคืนชีพด้วยการปั๊มหัวใจ(心脏起搏术) ซึ่งมีประโยชน์ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผู้ป่วยหยุดหายใจหรือหัวใจหยุดทำงานกะทันหัน