บทที่27 ทุกอย่างคลี่คลาย
นานอยู่หลายชั่วโมงที่พวกเขาวนเวียนอยู่หน้าห้องผ่าตัด จนในที่สุดไฟ้าก็ดับพร้อมกับประตูที่เปิดออก ร่างหมอผู้ชายใต้ชุดผ่าตัดสีเขียวเดินออกมาก่อนจะเอาแมสออกพร้อมยิ้มอ่อนให้ญาติคนไข้
“คุณหมอค่ะ ลูกสาวดิฉันเป็ยังไงบ้างคะ”
“คุณแม่ใจเย็น ๆ นะครับ ตอนนี้คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่เรายังต้องเฝ้าดูอาการของเธอในห้อง ICU ก่อน เพราะตอนที่มาอาการของเธอหนักเอาการ”
“ค่ะ ๆ ดิฉันเข้าใจ ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ”
ราวกับยกูเาออกจากอก ใบหน้าตึงเครียดของทุกคนตรงที่นั่น ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด และหลังคล้อยหลังร่างหมอไปได้ไม่นาน เตียงพยาบาลก็ถูกเข็นออกมาร่างที่นอนอยู่บนนั้นเต็มไปด้วยสายระโยงระยางจนบอกไม่ถูกว่ามีสายอะไรบ้าง ที่ศีรษะของเธอมีผ้าพันแผลพันรอบเอาไว้ และมีเครื่องช่วยหายใจครอบเอาไว้กินพื้นที่หน้าเกือบหมด แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ยินยอมที่จะใหม่มันอยู่ตรงนั้น เพื่อช่วยให้คนในครอบครัวพวกเขารอดชีวิตมาได้
ศจีที่เห็นสภาพของลูกสาวก็อดจะร้องไห้ออกมาอีกครั้งไม่ได้ สายตาของเธอมองรอยช้ำบนหน้ าก่อนจะกวาดตาลงไปที่ขาข้างขวาที่โผล่ออกมาจากผ้าห่ม ที่ตอนนี้หุ้มด้วยเฝือกหนา
“โธ่ รินของแม่”
หญิงสูงวัยทิ้งตัวลงในอ้อมกอดของสามีอย่างสิ้นแรง เธอไม่คิดว่าลูกสาวจะเจ็บหนักขนาดนี้
หลังจากฟังอาการของหญิงสาวคร่าว ๆ จากพยาบาลแล้ว พายัพที่มองดูพ่อ แม่ของหญิงสาวที่ทำท่าจะเดินตามหลังพยาบาลไป ก็เดินเข้ามาเพื่อนบ้านของเขา มือใหญ่วางลงตรงบ่าของคนที่สูงใกล้เคียงกันแล้วยิ้มให้กำลังใจ
“คุณกร ตอนนี้ดึกมากแล้วผมจองที่พักใกล้ ๆ นี้ไว้ คุณจะพักก่อนไหม อีกอย่างน้องพริ้มก็ง่วงจนหลับไปแล้ว”
ศิวกรมองเลยเพื่อนบ้านไปทางหญิงสาว ที่ทำตัวเป็หมอนให้ลูกสาวเขาหนุน ก่อนจะกลับมามองหน้าพายัพที่รอคำตอบอยู่
“ขอบคุณมากนะ คุณพายัพถ้าไม่ได้คุณ ผมต้องแย่แน่ ๆ แต่ตอนนี้ผมยังไม่วางใจยังไงคืนนี้ผมก็จะนอนอยู่ที่หน้าห้อง ICU ก่อน รบกวนคุณพาคุณพ่อ คุณแม่กับน้องพริ้มไปที่โรงแรมก่อนได้ไหมครับ”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมดูแลให้ คุณไม่ต้องห่วง”
“แม่ไม่ไป แม่จะอยู่ที่นี่เผื่อหมอ้าญาติ เขาจะได้เจอเลย” พวกเขาหันมองกัน อย่างลำบากใจ ก่อนจะเป็ประพนธ์ที่วางมือบนบ่าของภรรยา
“ไปเถอะคุณศจี คุณอายุก็เยอะแล้วมาเกะกะอยู่ตรงนี้ เป็ภาระกร ภาระพยาบาลเปล่า ๆ”
“แต่ฉันห่วงลูก”
“ตอนนี้ลูกไม่เป็อะไรแล้ว ไปเถอะ กลับไปโรงแรมกับผม อย่างน้อยก็นอนเป็เพื่อนหลาน อีกอย่างเรารบกวนเขามามากแล้วผมเกรงใจ นะ”
หญิงวัยกลางคนกวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะยอมพยักหน้ารับในที่สุด
หลังตกลงเรียบร้อย ชายร่างสูงก็เดินไปทางห้อง ICU ตามที่สอบถามพยาบาล ใบหน้าเหนื่อยล้ามองไปทางประตูห้อง ที่แปะเวลาเข้าเยี่ยมชัดเจน แล้วมองลอดกระจกเข้าไปด้านใน แม้ว่าจะไม่เห็นร่างบาง แต่แค่เธอรอดปลอดภัยเขาก็ขอบคุณมากแล้ว
น้ำตาลูกผู้ชายไหลลงมาอย่างไม่อาจห้าม ความทรงจำเมื่อครั้งภรรยายังคงเด่นชัดจนเขากลัว ตอนที่ได้ฟังว่ารินรถคว่ำ ตอนนั้นร่างกายของเขาไร้เรี่ยวแรงจะยืน ถ้าไม่ได้พายัพมาช่วยไว้ เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะพาตัวเองและลูกมาถึงที่นี่ได้หรือไม่
แม้ว่าอาการของนรินทร์จะดีขึ้นจนพ้นขีดอันตราย และสามารถถอดเครื่องช่วยหายใจออกได้ แต่หญิงสาวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมา โดยสาเหตุที่เธอไม่ฟื้นนั้นหมอสันนิษฐานว่าอาจจะเพราะหัวของเธอไปกระแทกอย่างแรงจนร้าว ทำให้ยังไม่ฟื้นและเขาเองก็ตอบญาติไม่ได้ว่าคนตัวเล็กจะตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่
และนอกจากแผลที่ศีรษะแล้ว นรินทร์ก็ยังต้องสวมเฝือกที่คอเพราะเคลื่อนจากแรงกระแทก และดามแขน ขาด้านซ้าย นอกนั้นส่วนอื่นของร่างกายก็ไม่มีอะไรเสียหายร้ายแรง และน่าห่วง
หลังย้ายคนป่วยกลับมารักษาต่อที่กรุงเทพ ไม่มีวันไหนที่ห้องของเธอจะไร้คนเยี่ยม อย่างวันนี้ที่เป็วันหยุด ทุกคนในครอบครัวก็พากันมาฝังตัวอยู่ในห้องของเธอั้แ่เช้า โดยมีพริ้มพราวทำหน้าที่เป็พี่เลี้ยงคนป่วย แม้ว่าเ้าตัวจะไม่รู้สึกตัวก็ตา
“น้ารินขา เมื่อวานคุณตาพาน้องพริ้มไปเล่นน้ำมาด้วย น้ารินทายสิคะว่าน้องพริ้มเจอใคร น้องพริ้มเจอน้าพายัพกับแฟนค่ะ พวกเขากอดกันด้วย พอน้าเกลหันมาเห็นน้องพริ้มนะคะ ก็หน้าแดงพร้อมกับมุดหน้าที่ไหล่น้าพายัพเลยค่ะ คิก คิก แต่ยังไม่ทันที่น้องพริ้มจะบ๊ายบายให้น้าพายัพ คุณตาก็พาน้องพริ้มออกมาก่อนน่าเสียดายมากเลยค่ะ”
สองสามี ภรรยามองหน้ากัน ก่อนจะมองไปทางหลายสาวที่นั่งแกว่งขาอยู่ข้างเตียงลูกสาวเธอ แล้วเล่าสิ่งที่เจอมาเป็ตุเป็ตะ ก็ได้แต่ส่ายหน้ากับความซนของหลาน ส่วนกรที่ล้างผลไม้ในห้องน้ำก็อดที่จะยิ้ม กับความแก่แดดของลูกสาวตัวเองไม่ได้
“น้าริน น้ารินค่ะ น้ารินขา น้ารินของน้องพริ้ม~”
เสียงเล็กกระซิบแ่ข้างใบหูของนรินทร์ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า พลางหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน ก่อนดวงตากลมโตของเด็กน้อยจะเบิกกว้างด้วยความใ เมื่อเห็นเปลือกตาของคนที่หลับขยับหลายครั้ง ก่อนจะลืมขึ้นแล้วหลับต่อ
“น้ารินตื่นแล้ว!!กรี๊ดดด” หนูน้อยร้องเสียงดัง ร่างที่ยืนบนเก้าอี้ข้างเตียงน้าสาวะโโลดเต้น ไม่กลัวว่าจะตกลงมา พร้อมหวีดร้องออกมาด้วยความดีใจ ทุกสายตาในห้อง หันไปยังพริ้มพราว ที่ยืนบนเก้าอี้ข้างเตียงน้าสาวพร้อมกับร้องออกมาดีใจ
“คุณพ่อน้ารินตื่นแล้ว น้ารินตื่นแล้วค่ะ”
ศิวกรที่ล้างผลไม้อยู่รีบวางของในมือลง แล้ววิ่งออกมานอกห้องน้ำหน้าตื่น พลางมองใบหน้าดีใจของลูกสาว แล้วละสายตาไปที่ใบหน้าเรียวติดซีดทันที ก่อนรอยยิ้มเต็มตื้นจะเผยกว้าง ถลาไปที่เตียงคนไข้ มือสากใหญ่ สั่นเทาจับมือเล็กอย่างถนอม พลางมองสำรวจไปทั่วร่างบอบบาง
“รินคุณฟื้นแล้ว ฟื้นแล้วจริง ๆ ด้วย”
มือของเขากดเรียกพยาบาลซ้ำ ๆ พลางลูบใบหน้า แขนเล็กน้ำตาคลอ ก่อนจะหลีกทางให้หมอ และพยาบาลที่เดินเข้ามา
“ญาติสบายใจได้ ร่างกายเธอฟื้นตัวอย่างดี คาดว่าอีกไม่นานก็น่าจะกลับบ้านได้แล้วครับ”
ใบหน้าของคนในห้องกระจ่างด้วยความยินดี เมื่อได้ฟังในสิ่งที่หมอบอก ก่อนศจีจะรีบเข้าไปหาลูกสาวที่ข้างเตียงพร้อมประคองมือเล็กที่เธอเคยจูงเดินเมื่อครั้งยังเยาว์
“ริน ริน เป็ยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนบอกแม่” น้ำเสียงสั่นเอ่ยออกมาพร้อมกับที่น้ำตาไหลลงอาบใบหน้าสูงวัย มือเหี่ยวตามกาลเวลาลูบกลุ่มผมหนาแ่เบา ราวกับว่าหากลงแรงมากกว่านี้จะทำบุตรสาวเจ็บ พร้อมกับดวงตากลมไม่ต่างบุตรสาวจะกวาดมองร่างที่มีแต่รอยช้ำและผ้าพันแผล
“แม่.. แม่รินขอโทษ แม่ไม่โกรธรินได้ไหม”
น้ำเสียงแหบแห้งเค้นออกมา พร้อมกับร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น
“ไม่แล้วๆ ไม่โกรธแล้ว แม่ไม่โกรธรินแล้ว อย่าร้องนะลูก เงียบนะเด็กดี”
“ฮึก รินไม่ได้ตั้งใจ รินขอโทษ แม่อย่าโกรธรินนะ ฮึกฮือออ”
คนพึ่งตื่นร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาราวเด็กเล็ก ตลอดเวลาตอนที่คิดว่าต้องตาย ในหัวคิดของเธอมีแต่คำขอโทษมากมายลอยอยู่ภายใน
“ไม่ร้อง ลูกไม่ร้อง ไม่ต้องร้องแล้ว ไม่พูดแล้วลูกไม่พูด เราไม่ต้องพูดเื่นี้แล้วนะ จากนี้ไม่ว่ารินอยากทำอะไร ไปไหน หรือคบกับใครแม่ไม่ว่ารินสักคำดีไหม”
ศจีซบใบหน้าตัวเองกับหน้าลูกสาวพร้อมลูบกลุ่มผมหนา ต่างฝ่ายต่างพรั่งพรูคำที่ตัวเองอยากจะบอกออกมาไม่หยุด จนชายทั้งสองที่ยืนมองน้ำตาซึมออกมาตาม ๆ กัน
“คุณยายกอดน้ารินคนเดียวเลย น้องพริ้มรอนานแล้วนะคะ”
คนในห้องแทบหลุดหัวเราะออกมา เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยที่โดยย้ายไปตรงโซฟา ยืนโวยวายอยู่ข้างร่างของยาย
“ฮ่าฮ่า คุณยายขอโทษนะคะ มาค่ะยายอุ้มน้องพริ้มหาน้ารินดีไหมคะ”
หญิงสูงวัยยกแขนปาดน้ำตา ก่อนจะก้มไปอุ้มหลานสาวมาวางบนเตียงของลูกสาว ส่วนนรินทร์ก็มีกรที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ คอยเช็ดน้ำตาให้ไม่ห่าง พลางขยับปากเมื่อใบหน้าเรียวหันมามองทางเขา
‘พี่คิดถึงรินมากนะครับ’